Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Supawan’s Colorful World
•
ติดตาม
13 มิ.ย. เวลา 08:55 • ท่องเที่ยว
Balkan 2026 (45).. Albania: Shkoder: จากเสียงระฆังโบสถ์สู่ถนนคนเดินแห่ง ชโคดรา
เราแวะมาชม St. Stephen Cathedral : ซึ่งเป็นมหาวิหารคาทอลิกของเมืองชโคดรา ได้ร่วมศาสนพิธีสักครู่ ..
หลังจากใช้เวลาชื่นชมความสงบภายในโบสถ์แล้ว เราก้าวออกจากลานกว้างหน้าโบสถ์ และปล่อยให้ตัวเองเดินไปตามจังหวะของเมืองโดยไม่มีจุดหมายชัดเจนนัก
เมืองนี้ไม่ใช่เมืองที่มีอนุสรณ์สถานยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป ไม่ใช่เมืองที่เต็มไปด้วยพระราชวังหรือมหาวิหารอันโอ่อ่า แต่กลับเป็นเมืองที่มีเสน่ห์บางอย่างซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ระหว่างทาง
บางครั้ง การทำความรู้จักเมืองหนึ่ง อาจเริ่มต้นจากการเดินช้า ๆ บนถนนคนเดินสายหนึ่งก็ได้
ชโคดรา : เมืองที่ศรัทธาอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวัน
บริเวณรอบมหาวิหารคือศูนย์กลางสำคัญของชุมชนคาทอลิกในแอลเบเนีย .. นอกจากตัวมหาวิหารแล้ว ยังมีอาคารสังฆมณฑลสีเหลืองอ่อนตั้งอยู่เคียงข้างกัน ประดับด้วยธงชาติแอลเบเนียสีแดงสดและธงนครรัฐวาติกันที่โบกสะบัดอยู่เหนือระเบียง
ภาพพระแม่มารีและพระกุมารที่ประดับอยู่ตามอาคารต่าง ๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าศรัทธาไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉพาะภายในโบสถ์ แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในทุก ๆ วัน
อนุสาวรีย์ของพระคาร์ดินัล Mikel Koliqi ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก
ท่านเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของคริสตจักรคาทอลิกแห่งแอลเบเนีย ผู้ผ่านช่วงเวลาอันโหดร้ายของระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเคยประกาศให้แอลเบเนียเป็นรัฐอเทวนิยมแห่งแรกของโลก และกดขี่ศาสนาอย่างรุนแรง
เมื่อมองรูปปั้นของท่านท่ามกลางความสงบของวันนี้ จึงอดคิดไม่ได้ว่าศรัทธาที่เคยถูกพยายามทำลาย กลับยังคงหยั่งรากลึกอยู่ในหัวใจของผู้คนเสมอ
ร้านค้าของมหาวิหาร
ถนนที่เล่าเรื่องผ่านกำแพงเก่า
จากลานโบสถ์ เราเดินเข้าสู่ "ถนนคนเดินแลบลอน" (Rruga Pedonale) ... สิ่งแรกที่สะดุดตาไม่ใช่ร้านค้า ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่เป็นแนวกำแพงหินเก่าและอาคารที่ดูราวกับถูกกาลเวลาหยุดเอาไว้
... ผนังบางส่วนแตกร้าว อิฐแดงโผล่พ้นปูนที่หลุดลอก หน้าต่างบางบานเหลือเพียงกรอบเดิม
ชโคดราเป็นเมืองหลวงทางศิลปะและวัฒนธรรม สถาปนิกศิลปินและผู้ประกอบการรุ่นใหม่จึงพยายาม "ชุบชีวิต" (Revitalization) ตึกร้างและถนนเหล่านี้ใหม่
… โดยอิงสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมที่ Kolë Idromeno (ศิลปินระดับตำนานของเมือง) เคยออกแบบไว้ จนกลายเป็นถนน Pedonale ที่สวยงามอย่างในปัจจุบัน
โครงสร้างเดิม ได้รับการชุบชีวิตด้วยภาพวาด กราฟิตี้ หรือเปลี่ยนพื้นที่ด้านหน้าให้กลายเป็นคาเฟ่ชิคๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
... เปลี่ยนรอยแผลเป็นทางประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นงานศิลปะสไตล์วินเทจที่ดูดิบและเท่
ทุกอย่างกลับถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งด้วยงานศิลปะ .. ประตูไม้เก่ากลายเป็นผืนผ้าใบ
บางบานถูกวาดเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืนแบบแวนโก๊ะห์
บางบานกลายเป็นทุ่งข้าวสาลีสีทอง
บางบานเป็นภาพแมวคู่หนึ่งนั่งเคียงกันอย่างอบอุ่น
บางบานเต็มไปด้วยดอกไม้และสีสันสดใส
ศิลปะเหล่านี้ไม่ได้พยายามซ่อนความเก่าแก่ของอาคาร แต่กลับทำหน้าที่เล่าเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างอดีตและปัจจุบันได้อย่างงดงาม ราวกับเมืองกำลังบอกเราว่า ... “รอยแผลของกาลเวลา ไม่จำเป็นต้องถูกลบออกเสมอไป”
จากถนนแห่งความหวาดกลัว สู่ถนนแห่งชีวิต
ระหว่างที่เราเดินผ่านร้านกาแฟ ร้านอาหาร และผู้คนที่กำลังนั่งพูดคุยกันอย่างออกรสออกรส มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งของชโคดราที่ทำให้ต้องหยุดคิดอยู่ครู่ใหญ่ ... ใครจะเชื่อว่า ถนนสายเดียวกันนี้ เคยมีอดีตที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ในอดีต ถนนสายนี้เคยเป็นเส้นทางที่นักโทษถูกนำตัวเดินผ่านไปยังสถานที่ประหารชีวิต
ก้าวย่างที่ผู้คนเดินเล่นกันอย่างสบายใจในวันนี้ เคยเป็นก้าวย่างสุดท้ายของใครบางคน
อาคารที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เคยเป็นพยานเงียบ ๆ ของความหวาดกลัว
กำแพงหินเก่าเหล่านี้ เคยมองเห็นทั้งน้ำตา ความสิ้นหวัง และชะตากรรมของผู้คนมาหลายยุคหลายสมัย
... แต่กาลเวลาได้เปลี่ยนทุกสิ่ง
สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถนนแห่งความตาย กลับกลายเป็นหัวใจของเมืองที่มีชีวิตชีวาที่สุดแห่งหนึ่งของแอลเบเนีย
สองข้างทางในวันนี้เต็มไปด้วยคาเฟ่หรู ร้านอาหารพื้นเมือง ร้านไอศกรีม และร้านขายดอกไม้ .. แทนที่เสียงโซ่ตรวน การเดินผ่านของนักโทษครั้งสุดท้าย .. จะเป็นเสียงแก้วกาแฟกระทบกันเบา ๆ
แทนที่ความเงียบงันของนักโทษ ... จะเป็นเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และบทสนทนาของผู้คน
แทนที่ความหวาดกลัว ... จะเป็นอิสรภาพในการใช้ชีวิต
บางที นี่อาจเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่งดงามที่สุดของเมืองชโคดรา ... เมืองที่ผ่านสงคราม ผ่านการยึดครอง ผ่านระบอบเผด็จการ และผ่านความทุกข์ยากมานับครั้งไม่ถ้วน
แต่สุดท้ายกลับเลือกที่จะจดจำอดีต โดยไม่ปล่อยให้อดีตมาจำกัดอนาคต
ทุกเย็น ผู้คนยังคงออกมาเดินบนถนนสายนี้ ... ดื่มกาแฟ พูดคุยกับเพื่อน นั่งรับประทานอาหารกับครอบครัวและสร้างความทรงจำใหม่ ๆ ทับลงบนความทรงจำเก่า
ราวกับกำลังช่วยกันพิสูจน์ว่า ไม่มีถนนสายใดถูกกำหนดให้เป็นถนนแห่งความเศร้าไปตลอดกาล ตราบใดที่ยังมีผู้คนใช้ชีวิตอยู่บนถนนสายนั้น .. ผู้คนเหล่านี้กำลังใช้ชีวิตอย่างอิสระ บนถนนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความหวาดกลัว
“ชั้นของเวลา” ที่ซ้อนอยู่บนถนนสายนี้ .. สถานที่เดียวกัน แต่คนละยุค .. คนละความหมาย
ถนนที่เราเห็นคนนั่งจิบกาแฟในวันนี้ .. อาจเคยมีคนเดินผ่านด้วยหัวใจที่หวาดกลัว
ลานหน้าโบสถ์ที่เต็มไปด้วยความสงบ .. อาจเคยเห็นการกดขี่ทางศาสนา
กำแพงเก่าที่ถูกแต่งแต้มด้วยงานศิลปะ .. อาจเคยเป็นกำแพงที่เฝ้ามองความทุกข์ยากของผู้คน
ในดินแดนบอลข่าน ซึ่งผ่านทั้งจักรวรรดิออตโตมัน สงครามโลก การแบ่งแยกของยูโกสลาเวีย และระบอบคอมมิวนิสต์ ... ความงดงามของเมืองจึงไม่เคยแยกขาดจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์ .. ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ แต่ยังคงเดินอยู่บนถนนสายเดิม เพียงเปลี่ยนบทบาทจากความเจ็บปวด กลายเป็นความหวัง เปลี่ยนความมืดมนที่สุด เป็นความมีชีวิตชีวาที่สุดของเมืองในเวลาเดียวกัน
.. มนุษย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะไม่เคยเจ็บปวด .. แต่มนุษย์ยิ่งใหญ่เพราะยังคงเลือกที่จะมีความหวัง หลังจากผ่านความเจ็บปวดมาแล้ว และฉันคิดว่า ชโคดราก็กำลังเล่าเรื่องเดียวกันนั้นอยู่เช่นกัน ผ่านแก้วกาแฟบนโต๊ะเล็ก ๆ ริมถนน ผ่านจักรยานที่จอดอยู่หน้าคาเฟ่ และผ่านเสียงหัวเราะของผู้คนในยามเย็น
เมืองแห่งจักรยาน
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้แทบทุกมุมถนนคือจักรยาน .. จอดอยู่หน้าคาเฟ่ พิงกำแพงเก่า วิ่งผ่านผู้คนอย่างเงียบ ๆ
ชโคดราถูกเรียกว่าเป็น “เมืองแห่งจักรยาน” ของแอลเบเนีย และเมื่อได้มาเดินจริง ๆ ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมถนนคนเดินกว้างขวาง ผู้คนไม่เร่งรีบ ร้านค้า คาเฟ่ และบ้านเรือนตั้งอยู่ใกล้กัน จักรยานจึงไม่ใช่อุปกรณ์สำหรับการท่องเที่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน
บางครั้งเราเห็นชายชราค่อย ๆ ปั่นผ่านไป
บางครั้งเป็นนักเรียนวัยรุ่น
บางครั้งเป็นหญิงสาวที่มีตะกร้าดอกไม้ติดอยู่ด้านหน้า
ภาพเหล่านี้ทำให้เมืองทั้งเมืองดูมีจังหวะที่นุ่มนวลกว่าหลายเมืองในยุโรปที่เราเคยผ่านมา
คาเฟ่ วัฒนธรรมที่สำคัญไม่แพ้โบสถ์
วัฒนธรรมบอลข่านมีธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่พบได้แทบทุกประเทศ เรียกว่า “การเดินเย็น” หรือ Evening Promenade
ในอดีต เมื่ออากาศเริ่มเย็นสบายหลังพระอาทิตย์ตก ผู้คนจะออกมาเดินบนถนนสายหลักของเมือง พบปะเพื่อนฝูง ทักทายเพื่อนบ้าน และใช้เวลาร่วมกับครอบครัว ... แม้โลกจะเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่ธรรมเนียมนี้ยังคงมีชีวิตอยู่
เราเห็นได้จากภาพของผู้คนที่เดินอย่างไม่เร่งรีบ ไม่มีใครก้มหน้ามองโทรศัพท์ตลอดเวลา หลายคนเพียงนั่งจิบกาแฟแก้วเล็ก ๆ สนทนากันเป็นชั่วโมง .. บางโต๊ะสั่งเพียงเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว แต่สามารถนั่งพูดคุยกันตลอดทั้งเย็น
สำหรับชาวบอลข่าน การได้ใช้เวลากับครอบครัว เพื่อน และชุมชน ถือเป็นส่วนสำคัญของชีวิตพอ ๆ กับการทำงาน ... บางทีเหตุผลที่ถนนคนเดินของชโคดราดูมีชีวิตชีวา อาจไม่ได้อยู่ที่ร้านอาหารหรือร้านค้า แต่อยู่ที่ผู้คน ผู้คนที่ยังคงรักษาศิลปะแห่งการใช้เวลาอยู่ด้วยกันเอาไว้
ในยุคที่หลายเมืองของโลกกำลังเร่งรีบขึ้นทุกวัน การได้เห็นผู้คนออกมาเดินเล่น พูดคุย และหัวเราะร่วมกันในยามเย็น กลับกลายเป็นภาพที่งดงามอย่างน่าประหลาด
ทำให้เราเข้าใจว่า ความสุขของชาวบอลข่าน อาจไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เพียงแค่มีคนที่รักอยู่ข้าง ๆ มีโต๊ะเล็ก ๆ ริมถนน .. กาแฟสักแก้ว และเวลาอีกสักหน่อยให้แก่กันก็เพียงพอแล้ว
สิ่งเหล่านี้เห็ได้ทั่วไป .. ยิ่งเดินลึกเข้าไปในย่านใจกลางเมือง ร้านกาแฟก็ยิ่งปรากฏอยู่แทบทุกช่วงตึก
โต๊ะเล็ก ๆ ริมทางเท้าเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังสนทนา .. บางคนนั่งอ่านหนังสือ บางคนจิบเอสเปรสโซแก้วเล็ก ๆ บางคนนั่งเฉย ๆ และมองผู้คนเดินผ่าน
.. ไม่มีใครดูรีบร้อน ไม่มีใครดูเร่งเร้าเวลา
บรรยากาศเหล่านี้ทำให้ถนนคนเดินของชโคดราไม่ต่างจากห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ของทั้งเมือง .. เมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ เมืองทั้งเมืองก็ “ออกมาใช้ชีวิต”
ถนนคนเดินในชโคดราจึงค่อย ๆ เปลี่ยนบรรยากาศไปอย่างช้า ๆ .. โต๊ะคาเฟ่ที่ว่างเปล่าในช่วงกลางวันเริ่มมีผู้คนจับจอง ครอบครัวพาลูกหลานออกมาเดินเล่น วัยรุ่นนัดพบเพื่อนฝูง คู่รักเดินเคียงกันไปตามถนนผู้สูงอายุออกมานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารประจำวัน ทุกคนดูเหมือนมีเวลาสำหรับกันและกัน
สีแดงดำของดินแดนนกอินทรี
สัญลักษณ์นกอินทรีสองหัวปรากฏอยู่แทบทุกแห่ง .. หน้าร้านขายของที่ระลึกแห่งหนึ่ง เต็มไปด้วยแม่เหล็กติดตู้เย็น ผ้าพันคอ เสื้อยืด และธงชาติสีแดงดำ
สำหรับชาวแอลเบเนีย นี่ไม่ใช่เพียงตราประจำชาติ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจที่สืบทอดมาหลายศตวรรษ
แม้ประเทศจะผ่านสงคราม การแบ่งแยก และระบอบการปกครองหลากหลายรูปแบบมาแล้ว แต่ความเป็นแอลเบเนียยังคงปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน
มื้อค่ำในชโคดรา
เมื่อแสงเย็นเริ่มอ่อนตัวลง เราเลือกฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารพื้นเมืองแห่งหนึ่งบนถนนคนเดิน
ภายในร้านตกแต่งด้วยไม้ อิฐ และของใช้พื้นบ้านดั้งเดิม
ภาพวาดการเต้นรำพื้นเมืองประดับอยู่บนผนัง
บ่อน้ำโบราณจำลอง เครื่องมือพื้นบ้าน และงานศิลป์ท้องถิ่น ช่วยเติมบรรยากาศให้รู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในบ้านของชาวแอลเบเนียมากกว่าร้านอาหาร
ด้านนอกเป็นสวนเล็ก ๆ เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้หลากสี .. สงบ ร่มรื่น และอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
อาหารค่ำของเราเรียบง่าย .. สลัดผักสดที่เต็มไปด้วยแตงกวา พริกหวาน มะกอก และผักกาดกรอบ ๆ ตามด้วยพาสต้าซีฟู้ดจานใหญ่ที่อัดแน่นด้วยหอยแมลงภู่ ปลาหมึก และหอยหลากชนิด
อิทธิพลจากอิตาลีซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทะเลเอเดรียติกยังคงปรากฏอยู่บนโต๊ะอาหารของแอลเบเนียอย่างชัดเจน
และบางที อาหารอาจไม่ใช่สิ่งที่อร่อยที่สุดของมื้อนี้ แต่เป็นบรรยากาศรอบตัวต่างหาก ... เสียงพูดคุยเบา ๆแสงไฟสีอุ่น เพื่อนที่ได้นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน รวมถึงความรู้สึกว่าเราได้กลายเป็นส่วนเล็ก ๆ ของเมืองนี้อยู่ชั่วขณะหนึ่ง
ชโคดราสำหับเรา จึงไม่ใช่เมืองที่พยายามสร้างความประทับใจตั้งแต่วินาทีแรกที่พบ .. แต่เป็นเมืองที่ค่อย ๆ เปิดเผยตัวตนทีละน้อย ผ่านโบสถ์เก่า ผ่านกำแพงที่แตกร้าว ผ่านจักรยานที่จอดอยู่ริมทาง ผ่านแก้วกาแฟบนโต๊ะเล็ก ๆ ริมถนน
... และเมื่อถึงเวลาต้องเดินจากมา เราจึงพบว่าเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ได้แทรกตัวเข้าไปอยู่ในความทรงจำอย่างเงียบงัน เช่นเดียวกับบทเพลงที่ไม่ได้ดังที่สุด แต่กลับติดอยู่ในใจได้นานที่สุด
บันทึก
2
1
2
2
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย