13 มิ.ย. เวลา 14:23 • ปรัชญา
ไม่ปลงใจเชื่อคืออะไร ?
คำถามนี้ถูกลบ
การไม่ปลงใจเชื่อคืออะไร
การไม่ปลงใจเชื่อ ถ้าใช้ให้ถูก มันคือสติ ครับ
แต่ถ้าใช้ผิด มันคือ ข้ออ้างของอคติครับ
พูดง่ายๆ คือ
การไม่ปลงใจเชื่อมันไม่ใช่การดื้อ
มันไม่ใช่การเถียงเพื่อชนะ
มันไม่ใช่การแถเพื่อให้ฝ่ายตัวเองดูดี
มันคือการเว้นระยะจากอารมณ์ แล้วถามตัวเองว่า
สิ่งที่กูเชื่ออยู่ มันจริงไหม หรือกูแค่อยากให้มันจริง
ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้มันแบบนั้น
ส่วนใหญ่ใช้ (ไม่ปลงใจเชื่อ) เพื่อปกป้องฝั่งตัวเอง
ใช้เพื่อหักล้างทุกอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามพูด
ไม่ใช่เพื่อหาความจริง แต่เพื่อให้ตัวเองไม่แพ้
ยกตัวอย่างง่ายๆ แบบโคตรพื้นฐาน
ถ้าคนที่คุณเกลียดพูดว่า
“ความตายมีอยู่จริง”
แต่แทนที่จะรับว่า “ใช่ มันจริง”
คุณกลับเริ่มแถว่า
“เดี๋ยวก่อน ความตายอาจไม่มีจริง มันอาจเป็นแค่การเปลี่ยนสภาวะ”
ฟังดูเหมือนลึก
เหมือนปรัชญา
เหมือนฉลาด
แต่ความจริงมันคือการบิดคำ
เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามพูดถูก
นี่ไม่ใช่การใช้ปัญญา
นี่คือการใช้ตรรกะเพื่อปกป้องอัตตา
ลองดูเรื่องในสังคมนะครับ
การเลือกตั้งที่ผ่านมา
มีเหตุให้สงสัยเต็มไปหมด
บัตรเขย่ง
ดุลพินิจที่ค้านสายตา
คำอธิบายที่ไม่เคลียร์
คนจำนวนมากเห็นแล้วตั้งคำถาม
แต่มีกลุ่มหนึ่งจะพูดทันทีว่า
“กกต. เขาทำถูกตามกฎหมาย”
ใช่ มันอาจ “ถูกตามตัวบท”
แต่คำถามคือ มันยุติธรรมไหม
มันสุจริตไหม
มันโปร่งใสไหม
พอมีหลักฐานเต็มโซเชียล
ก็บอกว่า “ข่าวปั่น”
พอมีข้อเท็จจริงที่ไม่เข้าทาง
ก็บอกว่า “ยังพิสูจน์ไม่ได้”
นี่ไม่ใช่การไม่ปลงใจเชื่อ
นี่คือการเลือกเชื่อเฉพาะสิ่งที่ทำให้ตัวเองสบายใจ
ความเจ็บปวดของสังคมมันอยู่ตรงนี้
คือเรารู้ว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากล
แต่คนที่อยู่ข้างอำนาจจะบอกว่า
“เงียบๆ ไปเถอะ อย่าหาเรื่องเดือดร้อน”
มันกลายเป็นวัฒนธรรมเอาตัวรอด
มากกว่าวัฒนธรรมแสวงหาความจริง
หรือกรณีเรื่องกฎหมายอ่อนไหว
ถ้ามีใครบอกว่า
ควรแก้กฎหมายบางมาตรา
เพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
แทนที่จะคุยด้วยเหตุผล
กลับโดนป้ายสีทันทีว่า
“ชังชาติ”
“ล้มเจ้า”
ทั้งๆที่หลายครั้งคนพูดเขาต้องการแค่ให้กฎหมายเป็นธรรม
ไม่ถูกใช้กลั่นแกล้ง ไม่ถูกใช้ปิดปาก
นี่คือการไม่ปลงใจเชื่อแบบมีอคติ
คือไม่ฟังเนื้อหา
แต่ตัดสินจากความกลัวและความเกลียด
มันไม่ได้มีแค่เรื่องการเมืองนะ
ในชีวิตประจำวันก็เต็มไปหมด
ลูกบอกว่าครูทำเกินกว่าเหตุ
พ่อแม่ไม่ฟัง บอกทันทีว่า “ครูไม่ผิดหรอก เอ็งนั่นแหละผิด”
ลูกน้องทักว่าระบบบริษัทมีปัญหา
หัวหน้าบอกว่า “อย่ามาอ้าง ระบบมันดีอยู่แล้ว”
แฟนจับได้ว่ามีพิรุธ
อีกฝ่ายไม่ตอบคำถาม แต่เปลี่ยนประเด็นว่า “เธอไม่เชื่อใจกันเหรอ”
นี่คือการไม่ปลงใจเชื่อแบบป้องกันตัว
ไม่ใช่แบบใช้ปัญญา
แล้วแบบที่ดีล่ะเป็นยังไง
การไม่ปลงใจเชื่อแบบใช้ปัญญาคือ
ฟังให้ครบก่อน
แยกคนออกจากเหตุผล
กล้ายอมรับว่าฝ่ายที่เราไม่ชอบอาจพูดถูก
กล้ายอมรับว่าฝ่ายที่เรารักอาจทำผิด
มันต้องกล้าพอที่จะเสียหน้า
ต้องกล้าพอที่จะผิดหวัง
ต้องกล้าพอที่จะบอกว่า “ที่กูเคยเชื่อ อาจไม่จริงทั้งหมด”
นั่นแหละของจริง
สรุปสั้นๆ แบบไม่อ้อมค้อม
การไม่ปลงใจเชื่อ
ถ้าใช้เพื่อค้นหาความจริง มันคือปัญญา
แต่ถ้าใช้เพื่อปกป้องความเชื่อของตัวเอง
มันคือความถ่อยทางความคิด
โลกนี้มันไม่ได้พังเพราะคนโง่อย่างเดียว
แต่มันพังเพราะคนฉลาดที่ใช้ความฉลาดไปปกป้องอคติของตัวเอง
และถ้าเรายังไม่แยกให้ออกว่า
เรากำลัง “แสวงหาความจริง”
หรือแค่ “ปกป้องฝั่งตัวเอง”
ต่อให้พูดคำว่าเหตุผลอีกกี่รอบ
มันก็ยังเป็นแค่การแถ… ครับ
โฆษณา