เมื่อวาน เวลา 03:00 • ธุรกิจ

ผ่าไส้ใน 'แคนนอน ไฮ-เทค' ปิดโรงงานโคราช จากกำไรพันล้านสู่ขาดทุน 303 ล้าน

  • บริษัท แคนนอน ไฮ-เทค ตัดสินใจปิดโรงงานที่โคราช หลังผลประกอบการพลิกผันจากกำไรสูงสุด 1,133 ล้านบาทในปี 2565 สู่ภาวะขาดทุนสุทธิ 303 ล้านบาทในปี 2568
  • การขาดทุนครั้งแรกในรอบหลายปีมีสาเหตุหลักจากรายได้ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 115% ซึ่งคาดว่าเป็นต้นทุนการปรับโครงสร้างองค์กร
  • การปิดโรงงานเป็นการปรับตัวเชิงกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความต้องการเครื่องพิมพ์ที่ลดลงในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายและปรับโครงสร้างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด
ภาพรถบรรทุกสินค้าคันสุดท้ายที่เคลื่อนออกจากรั้ว บริษัท แคนนอน ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด สาขานครราชสีมา (โรงงานแห่งที่ 2) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ไม่เพียงแต่เป็นการสิ้นสุดสายการผลิตที่ดำเนินการมานานกว่า 10 ปี แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งรุนแรงที่สุดเพื่อความอยู่รอด ภายใต้ตัวเลขในงบการเงินที่บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ในสมรภูมิเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
  • เส้นทางวิบาก 5 ปีแห่งความผันผวนปี 2564 - 2568
ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า "งบกำไรขาดทุน" ย้อนหลังของ แคนนอน ไฮ-เทค พบว่าเส้นทางของยักษ์ใหญ่รายนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่กลับมีความผันผวนของรายได้และกำไรอย่างรุนแรง
  • ปี 2564 - 2565 ยุคทองและการฟื้นตัว
ในปี 2564 บริษัทมีรายได้รวม 19,711 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 950 ล้านบาท ก่อนจะพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดในปี 2565 ด้วยรายได้รวมกว่า 26,920 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 36.57%) และกวาดกำไรสุทธิไปถึง 1,133 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการเครื่องพิมพ์และอุปกรณ์สำนักงานในตลาดโลกยังคงแข็งแกร่ง
  • ปี 2566 - 2567 สัญญาณการชะลอตัว
จุดเปลี่ยนเริ่มปรากฏในปี 2566 เมื่อรายได้รวมวูบลงมาอยู่ที่ 19,424 ล้านบาท (ลดลง 27.84%) ส่งผลให้กำไรสุทธิหดตัวลงเหลือเพียง 365 ล้านบาท (ลดลงถึง 67.74%) แม้ในปี 2567 รายได้จะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 19,613 ล้านบาท และกำไรสุทธิขยับขึ้นเป็น 440 ล้านบาท แต่ก็ยังห่างไกลจากยุครุ่งเรืองในปี 2565
1
  • ปี 2568 ปีแห่งการตัดสินใจปิดดีล (ยุติการผลิต)
งบการเงินปีล่าสุด 2568 กลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนของการปิดโรงงานโคราช เมื่อรายได้รวมดิ่งลงเหลือเพียง 16,249 ล้านบาท (ลดลง 17.15%) แต่ที่น่าตกใจคือ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่พุ่งขึ้นสูงถึง 1,517 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 115.99% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ซึ่งตัวเลขมหาศาลนี้มักเกี่ยวข้องกับต้นทุนการปรับโครงสร้างและการเยียวยาพนักงานจากการยุติการผลิต ส่งผลให้บริษัทเผชิญกับภาวะขาดทุนสุทธิสูงถึง 303.22 ล้านบาท หรือ ลดลงถึง 168.80% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
  • งบแสดงฐานะการเงิน การระบายสต็อกครั้งสุดท้าย
ในส่วนของงบแสดงฐานะการเงิน ข้อมูล ณ ปี 2568 แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมปิดโรงงานอย่างเป็นระบบ
1. สินค้าคงเหลือลดฮวบ ลดลงเหลือ 938 ล้านบาท หรือหายไปกว่า 21.70% จากปี 2567 สอดคล้องกับภาพการส่งออกสินค้าคันสุดท้ายที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์
2. หนี้สินพุ่ง หนี้สินรวมปรับตัวสูงขึ้นเป็น 2,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.31% โดยเฉพาะหนี้สินหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นถึง 22.39%
3. ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง ปรับลดลง 4.99% มาอยู่ที่ 10,500 ล้านบาท สะท้อนถึงภาระการขาดทุนที่ต้องแบกรับ
  • เมื่อ "ประสิทธิภาพ" สำคัญกว่า "ปริมาณ"
โรงงานโคราชซึ่งเปิดเมื่อปี 2556 ได้ทำหน้าที่ฐานผลิตเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตเพื่อส่งออกตลาดโลกมานานกว่า 10 ปี แต่เมื่อโลกก้าวสู่ยุค Digital Transformation และความต้องการงานพิมพ์แบบดั้งเดิมลดลง การรักษาสมดุลของงบการเงินจึงกลายเป็นเรื่องยาก
การปิดโรงงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหยุดการผลิต แต่คือการ "ตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต" ของ แคนนอน ไฮ-เทค (ประเทศไทย) เพื่อปรับสมดุลรายได้และลดค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ฉุดรั้งกำไร แม้วันนี้โรงงานโคราชจะเหลือเพียงความทรงจำ แต่บริษัทสำนักงานใหญ่ที่อยุธยายังคงต้องก้าวต่อในฐานะผู้ผลิตเครื่องมัลติฟังก์ชั่นและเครื่องโทรสาร ภายใต้โครงสร้างใหม่ที่ "ลีน" และมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม
โฆษณา