14 มิ.ย. เวลา 21:39 • ความคิดเห็น
ขออนุญาตแบ่งปันมุมมองนะคะ
ด้วยความที่เห็นเพื่อนจากหลายวัฒนธรรม
เติบโตมา โดยไม่มีพันธนาการเรื่องความกตัญญู
มีต้นทุนพร้อมก้าวไปข้างหน้า
เพื่อตัวเองได้อย่างเต็มที่
แต่บริบทชีวิตคนเรานั้นช่างต่างกัน
บางคนไม่ว่าจะไปไกลแค่ไหน
ใจยังยึดโยงอยู่กับการตอบแทน
ผู้มีพระคุณเสมอเลย
ยอมรับว่าเคยตั้งคำถาม และน้อยใจ
ว่าทำไมต้องแบกไว้คนเดียว 🥹
รู้สึกเหนื่อย ล้า สับสน
ในขณะที่พี่น้องไม่มีใครแคร์เรื่องนี้
และคนรอบข้างสามารถโบยบินได้
โดยไม่รู้สึกผิด
สุดท้ายก็เอาชนะความรู้สึกในหัวไม่ได้
จะให้เมินเฉยก็ทำไม่ลง
นี่คงเป็นบททดสอบเฉพาะตัวในชาตินี้ 😇
ได้คำตอบ สำหรับตัวเอง ว่า
🍃ในเมื่อเลือกเกิดไม่ได้
จะยอมรับบริบทที่เติบโตมา
🍃จะขอทำหน้าที่ลูกให้ดีที่สุด
ให้ความสุขของท่านเป็นอีกเป้าหมายหลัก
ด้วยความตั้งใจจริง
🍃และยังตั้งมั่นในเจตนาเดิมว่า
ขอให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย
ส่วนสิ่งที่ทำ
จะเพียงพอให้พ้นจากการเวียนว่าย มั้ย 🫣
มองว่า ต้องใช้หลายส่วนประกอบกัน
ทั้งความซื่อสัตย์ในเจตนา การดำรงอยู่โดยไม่เบียดเบียนใคร รวมถึงการกระทำอื่นๆ
ที่สำคัญไม่ต่างจากความกตัญญูกตเวทีค่ะ
เจตนาของเราแม้ผู้คนไม่เห็น
แต่ผู้เฝ้ามองจากข้างบน ท่านย่อมรับรู้ และเห็น
ท่านจะเป็นผู้ตัดสิน ว่า มนุษย์คนนี้
การลงมือทำ สอดคล้องกับเนื้อแท้ในใจ หรือไม่
สมควรได้หยุดการเวียนว่ายอย่างที่ขอ
หรือต้องกลับมาสอบบทเดิมอีกครั้ง
ดังนั้น การจะได้กลับมาใหม่หรือไม่...
ความต้องการของเรา คงยังไม่พอ
และไม่มีใครตอบได้
เช่นเดียวกับผู้คนล้นหลาม
ที่เดินสายไหว้พระขอความโชคดี
อ้อนวอนไม่ให้มีเรื่องร้าย
แต่ในใจกลับยังคิดร้าย
หรือตั้งใจทำร้ายผู้อื่นไปแล้ว
เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็โทษทุกสิ่ง และหมดศรัทธา
แทน การ ย้อนกลับมาพิจารณา
ความบริสุทธิ์ใจในเจตนา ของตน
และหันมาปรับปรุงที่ตน อย่างแท้จริง ค่ะ
โฆษณา