4 ชั่วโมงที่แล้ว

เจ้าหญิงนักการทูต ผู้เชื่อมโลกด้วยหัวใจและหลักนิติธรรม

ในโลกที่เต็มไปด้วยเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และผลประโยชน์ระหว่างประเทศ การสร้างสะพานแห่งความเข้าใจต้องอาศัยทั้งปัญญาและหัวใจ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา คือภาพสะท้อนของนักการทูตที่มิได้ใช้เพียงถ้อยคำเจรจา แต่ใช้ความมุ่งมั่นและความเอื้ออาทรเป็นเครื่องมือเชื่อมโลกให้ใกล้กันมากขึ้น
จากวันที่ทรงสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา พระองค์มิได้หยุดเพียงการเป็นนักกฎหมาย แต่เลือกเส้นทางที่ท้าทายยิ่งกว่า ซึ่งก็คือเส้นทางของการทูตเพื่อผลักดันประเด็นที่มีผลต่อทั้งโลกและประเทศชาติ การเสด็จไปทรงปฏิบัติพระภารกิจในฐานะเลขานุการเอก ประจำคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ระหว่างปี 2548 – 2549 คือจุดเริ่มต้นที่พระองค์ได้ทรงใช้ความรู้ ความเฉียบคม และพระหทัยที่เปิดกว้าง ร่วมขับเคลื่อนนโยบายและข้อตกลงระหว่างประเทศ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงมีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 60 ไม่ว่าจะเป็นด้านการป้องกันอาชญากรรม สิทธิมนุษยชนผู้อพยพ กฎหมายทะเล หรือการต่อต้านการก่อการร้าย ทุกเวทีล้วนเป็นพื้นที่ที่พระองค์นำเสียงของประเทศไทยไปสะท้อน พร้อมข้อคิดเห็นที่คมชัดและสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดท่าทีของประเทศในประเด็นสำคัญต่างๆ
หนึ่งในความสำเร็จที่ตราตรึง คือการผลักดัน “ปฏิญญากรุงเทพฯ” ให้ได้รับการรับรองโดยสมัชชาสหประชาชาติในปี 2548 ซึ่งไม่เพียงตอกย้ำบทบาทเชิงรุกและสร้างสรรค์ของไทยในเวทีโลก ยังแสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านการทูต การเจรจาการทูตพหุภาคี (Multilateral Diplomacy) ให้ประจักษ์ต่อสายตานานาชาติ
ภารกิจด้านการทูตของพระองค์มิได้หยุดอยู่แค่เวทีเจรจา หากขยายสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลง พระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา รวมถึงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย
ต่อมาในปี 2560 สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้แต่งตั้งพระองค์เป็นทูตสันถวไมตรีด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรมและระบบงานยุติธรรมทางอาญาสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อขับเคลื่อนความพยายามในการเสริมสร้างหลักนิติธรรมระดับโลก โดยเฉพาะเรื่องสิทธิและสวัสดิการของผู้ต้องขังหญิง รวมถึงการรลดปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง ปกป้องกลุ่มผู้เปราะบางในสังคม
พระเกียรติคุณและการได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ เช่น Medal of Recognition จาก UNODC และการเป็นทูตสันถวไมตรีของ UNIFEM ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงหัวใจที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาของ พระองค์ที่ทรงเลือกที่จะยืนอยู่ตรงจุดที่ยากที่สุด เพื่อเสริมสร้างความยุติธรรมให้กับผู้ที่อ่อนแอ
เรื่องราวของ “เจ้าหญิงนักการทูต” จึงไม่ใช่เพียงบันทึกหน้าหนึ่งของการทูตไทย หากแต่เป็นสิ่งที่ผู้คนน้อมรำลึกถึงพระเมตตาอันเปี่ยมล้น และการที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระวิริยะอุตสาหะเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและโอกาสให้กับผู้คนในสังคมโดยแท้
โฆษณา