15 มิ.ย. เวลา 04:24 • ท่องเที่ยว

พระอุโบสถเก่า วัดม่วง ราชบุรี จิตกรรมแห่งศรัทธาของชาวรามัญ แห่งลุ่มแม่น้ำแม่กลอง

ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี มีวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งที่ชาวไทยเชื้อสายมอญหรือชาวรามัญเคารพศรัทธาสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน วัดแห่งนั้นคือ “วัดม่วง” ศูนย์กลางทางจิตใจและวัฒนธรรมของชุมชนที่หยั่งรากลึกอยู่บนผืนแผ่นดินลุ่มน้ำสายนี้มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ท่ามกลางเจดีย์ทรงมอญ เสาหงส์ และร่องรอยอารยธรรมรามัญที่ยังปรากฏอยู่ทั่วบริเวณวัด มีอาคารหลังหนึ่งซึ่งอาจไม่ได้โอ่อ่าที่สุด แต่กลับทรงคุณค่าที่สุดในสายตาของผู้รักศิลปะและประวัติศาสตร์ นั่นคือ “พระอุโบสถเก่า” ซึ่งสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2428
อาคารหลังนี้เปรียบเสมือนสมุดบันทึกเล่มใหญ่ที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คน ศรัทธา และโลกทัศน์ของชุมชนในอดีต ผ่านสถาปัตยกรรม งานช่างไม้ และจิตรกรรมฝาผนังที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แม้กาลเวลาจะพยายามลบเลือนสีสันเหล่านั้นไปมากแล้วก็ตาม
ความงามอันเรียบง่ายของพระอุโบสถรามัญ
เมื่อเดินเข้าไปใกล้พระอุโบสถ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความสงบ
อาคารมีขนาดไม่ใหญ่โต ผนังฉาบปูนเรียบ หลังคามุงกระเบื้องลดหลั่นตามแบบโบราณ รายล้อมด้วยพรรณไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา ราวกับธรรมชาติกำลังโอบกอดศาสนสถานแห่งนี้เอาไว้
แม้จะผ่านกาลเวลากว่าร้อยปี แต่สัดส่วนของอาคารยังคงงดงามอย่างมีเอกลักษณ์ กลิ่นอายของสถาปัตยกรรมไทยผสานรามัญยังปรากฏอยู่ตามรูปทรงหลังคา หน้าบัน และองค์ประกอบต่าง ๆ อย่างชัดเจน
ความเรียบง่ายนี้เองกลับทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกใกล้ชิด และพร้อมจะเปิดใจรับฟังเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ภายใน
ทวารบาลผู้เฝ้ารักษากาลเวลา
ก่อนก้าวเข้าสู่ภายในอุโบสถ สายตาจะสะดุดเข้ากับภาพเขียนบนบานประตูไม้เก่าแก่ ..
“ทวารบาล” รูปยักษ์ในเครื่องแต่งกายโบราณ ยืนถืออาวุธอย่างองอาจ สีสันเดิมแม้จะเลือนรางไปมาก แต่พลังของลายเส้นมีความแข็งแรงและเต็มไปด้วยพลังตามรูปแบบช่างโบราณ
ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน .. ทำหน้าที่ตามความเชื่อโบราณคือการปกปักษ์รักษาศาสนสถานไม่ให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามากล้ำกราย
จิตรกรรมบนบาจำน้าต่างพระอุโบสถ
สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของพระอุโบสถวัดม่วง คือจิตรกรรมบริเวณผนังด้านหน้าเหนือประตูทางเข้า
แตกต่างจากวัดหลายแห่งที่มักเน้นเขียนภาพภายในอาคาร ที่นี่กลับเลือกใช้พื้นที่ด้านหน้าเป็นพื้นที่สำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวทางพุทธศาสนา
ภาพขนาดใหญ่ที่ยังพอมองเห็นได้แม้สีจะหลุดร่อนตามกาลเวลา เป็นภาพพุทธประวัติและเหตุการณ์สำคัญในพระชนมชีพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เบื้องบนประตูปรากฏภาพที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันน่าศึกษา
ภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ: ถูกเขียนไว้บนผนังด้านหน้าอุโบสถ (ภายนอก) โดยแบ่งพื้นที่เขียนเป็นส่วน ๆ ส่วนบนจะเป็นภาพตอนมารผจญอย่างชัดเจน
ภูเขา ป่าไม้ สายน้ำ มนุษย์ เทวดา และสัตว์นานาชนิด ถูกจัดวางอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างมีชีวิตชีวา แสดงให้เห็นโลกในมโนทัศน์ของช่างไทยสมัยโบราณ ซึ่งไม่ได้มองธรรมชาติเป็นเพียงฉากหลัง หากเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลแห่งธรรมะ
แม้สีจำนวนมากจะเลือนหายไป แต่โทนสีแดงชาด เขียวน้ำทะเล น้ำเงินเข้ม และทอง ยังคงเผยให้เห็นความงดงามดั้งเดิมได้อย่างน่าประทับใจ
ภาพพุทธประวัติตอนต่าง ๆ: บริเวณด้านข้างซุ้มประตูและช่องระหว่างกลาง จะสลักหรือเขียนสลับเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ รวมถึงภาพพระพุทธเจ้าปางแสดงธรรม
ที่น่าสนใจคือมีอักษรจารึกระบุชื่อผู้สร้างเอาไว้ด้วย เช่นคำว่า "หลวงพ่อแดง มีจิต..." ซึ่งแสดงถึงการบันทึกประวัติศาสตร์ชุมชนลงบนงานศิลปะ
ลักษณะการเขียนสะท้อนฝีมือช่างพื้นบ้านที่มีความชำนาญและเข้าใจแบบแผนจิตรกรรมไทยดั้งเดิมเป็นอย่างดี .. จึงเกิดเป็นงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว งดงามในแบบชาวบ้าน แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางศิลปกรรม
เมื่อพิจารณารายละเอียดของสัดส่วน การจัดวางองค์ประกอบ และเส้นสายของตัวละคร จะเห็นได้ว่าช่างผู้สร้างงานเหล่านี้มิได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว หากได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมหลวงในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 มาประยุกต์ใช้กับฝีมือและรสนิยมของท้องถิ่น
ภาพธรรมเทศนาใต้ร่มไม้
ในบรรดาภาพที่ยังพอมองเห็นรายละเอียดได้ ภาพหนึ่งที่ชวนให้หยุดมองนานเป็นพิเศษ คือภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ รายล้อมด้วยเหล่าสาวกที่กำลังฟังธรรม
บรรยากาศของภาพเต็มไปด้วยความสงบ .. ไม่มีความอลังการของสวรรค์ชั้นฟ้าหรือกองทัพมาร
มีเพียงพระพุทธองค์ ธรรมชาติ และผู้แสวงหาธรรม
แม้สีจะซีดจางจนเหลือเพียงร่องรอย แต่กลับให้ความรู้สึกนุ่มนวลและลึกซึ้งอย่างประหลาด .. ราวกับกาลเวลาไม่ได้ทำลายภาพเหล่านี้ หากกำลังช่วยเติมมิติแห่งความทรงจำให้กับงานศิลปะมากกว่า
จิตรกรรมแห่งศรัทธาบนผนังด้านหน้า .. ร่องรอยอิทธิพลช่างหลวงในงานของช่างพื้นบ้าน
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ แม้งานจิตรกรรมทั้งหมดจะเป็นฝีมือของช่างพื้นบ้านในชุมชนรามัญ แต่กลับมีกลิ่นอายของงานช่างหลวงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ปรากฏอยู่หลายประการ
ทั้งการจัดองค์ประกอบแบบแบ่งพื้นที่เป็นลำดับชั้น
การใช้ภูเขา สายน้ำ และต้นไม้เป็นเส้นนำสายตา
รวมถึงการเขียนตัวละครในลักษณะที่คล้ายจิตรกรรมหลวงยุครัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4
.. อย่างไรก็ตาม ช่างมิได้ลอกเลียนแบบทั้งหมด หากนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของชุมชนท้องถิ่น .. จึงเกิดเป็นผลงานที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ระหว่างความประณีตของแบบหลวงกับความจริงใจของศิลปะพื้นบ้าน
ความงามของสิ่งที่ไม่สมบูรณ์
สิ่งที่ทำให้จิตรกรรมวัดม่วงแตกต่างจากจิตรกรรมที่ได้รับการบูรณะจนสมบูรณ์ คือร่องรอยแห่งกาลเวลา
.. สีที่หลุดร่อน ปูนที่แตกร้าว เส้นสายที่พร่าเลือน .. กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า
ผู้ชมไม่ได้เห็นเพียงภาพพุทธประวัติ หากยังเห็นอายุของงาน เห็นลมหายใจของชุมชน เห็นการผ่านไปของฤดูกาลนับร้อยปีที่ทิ้งร่องรอยไว้บนผนังทุกตารางนิ้ว
.. นี่คือความงามอีกแบบหนึ่งของศิลปกรรมโบราณ .. ความงามที่ไม่ได้เกิดจากความสมบูรณ์แบบ แต่เกิดจากการดำรงอยู่และผ่านกาลเวลาอย่างสง่างาม
หน้าประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต .. การเดินชมพระอุโบสถเก่าวัดม่วงจึงไม่ใช่เพียงการมาชมภาพเขียนเก่า ๆ บนผนังวัด แต่เป็นการเดินย้อนกลับไปพบกับโลกของชาวไทยรามัญในลุ่มน้ำแม่กลองเมื่อกว่าร้อยปีก่อน
โลกที่ผู้คนใช้ศิลปะเป็นเครื่องถ่ายทอดศรัทธา
โลกที่พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางของชุมชน
และโลกที่เรื่องราวทั้งหมดถูกบันทึกเอาไว้ด้วยปลายพู่กันของช่างพื้นบ้านผู้ไม่เคยมีชื่อปรากฏในประวัติศาสตร์
... แต่ผลงานของพวกเขายังคงยืนหยัดอยู่ตรงนี้
เงียบงามอยู่ภายในพระอุโบสถเก่าวัดม่วง รอให้ผู้มาเยือนได้อ่าน “หน้าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” ผ่านสีสันอันเลือนรางเหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง
.. และเมื่อออกจากพระอุโบสถแล้ว เรื่องราวของวัดม่วงก็ยังไม่จบ เพราะภายในพิพิธภัณฑ์ของวัด ยังมีคัมภีร์ใบลาน อักษรมอญ และมรดกทางวัฒนธรรมอีกมากมายที่รอให้เราได้เข้าไปค้นพบในตอนต่อไป
โฆษณา