Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
WealthThink
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
16 มิ.ย. เวลา 04:00 • ธุรกิจ
สำนักงานกฎหมาย ธุรกิจลึกลับ ที่คนเก่งหัวแถว เลือกรวยแบบเงียบ ๆ
หากพูดถึงคำว่า “อาชีพทนายความ” ก็น่าจะเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ มักจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
จากรายการชื่อดังหลายรายการ ที่มักจะเชิญทนายมีชื่อเสียงตามโลกโซเชียล มาให้ข้อคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ อยู่แทบทุกวัน ตามที่เป็นกระแส
หรืออย่างล่าสุดนี้เอง ก็มีซีรีส์ชื่อดังของ Netflix อย่าง “ทนายปีศาจ” เพิ่งออกฉาย และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
แต่รู้หรือไม่ว่า จริง ๆ แล้ว กลุ่มคนที่ยืนบนจุดสูงสุดของเส้นทางอาชีพนี้ ที่มักรวมตัวกันอยู่ในธุรกิจที่เรียกว่า “สำนักงานกฎหมาย” นั้น
ไม่ว่าจะเป็นในไทย หรือต่างประเทศก็ตาม มักจะเป็นที่รู้จักกันในวงการหรือวงสังคมแคบ ๆ เท่านั้น ทั้งที่ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ค่อนข้างดี
ราวกับว่าสำนักงานกฎหมายเหล่านี้ การรวยแบบเงียบ ๆ คือเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
หากสงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ และโครงสร้างธุรกิจอย่างสำนักงานกฎหมายนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
เรื่องราวของธุรกิจสำนักงานกฎหมาย หรือ Law Firm สามารถสรุปออกมาให้เข้าใจง่าย ๆ ใน 3 ข้อ
1. ไม่ได้ขายสินค้า แต่ขายเวลาของทนายความ
สูตรการสร้างรายได้ของธุรกิจนี้ เรียบง่ายมาก นั่นก็คือ
จำนวนชั่วโมงที่ทนายทำงาน x อัตราค่าบริการต่อชั่วโมง x จำนวนทนายความในบริษัท
ซึ่งโดยธรรมชาติของธุรกิจนี้ เป็นประเภทแบบ Asset Light คือไม่ต้องใช้เงินลงทุนหนัก ๆ เพื่อผลิตสินค้าเอาไว้ขายแต่อย่างใด
ค่าใช้จ่ายที่สำคัญจริง ๆ ของธุรกิจมีแค่ ค่าจ้างพนักงาน เช่น ทนายความเก่ง ๆ, ค่าใช้จ่ายสำหรับทำออฟฟิศให้ดูดี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเป็นนิดหน่อย เพียงเท่านั้น
สำหรับสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียงในวงการ ซึ่งลูกความให้ความมั่นใจ ก็จะสามารถเรียกเก็บอัตราค่าบริการได้ในระดับสูง
และหากสามารถดึงดูด ให้มีเคสดูแลลูกความอยู่ในมือเป็นจำนวนมากขึ้น รายได้ของบริษัทก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ตรงข้ามกับค่าใช้จ่ายที่จะเป็นสัดส่วนที่ไม่มาก เมื่อเทียบกับฐานรายได้
ทำให้สำนักงานกฎหมายหลายแห่ง กลายเป็นธุรกิจที่สร้างอัตรากำไรสุทธิได้สูงถึงระดับมากกว่า 20% ขึ้นไปได้อย่างสบาย ๆ
2. โครงสร้างบริษัทแบบพีระมิด คนบนยอดรวยที่สุด
สำนักงานกฎหมาย จะมีการแบ่งโครงสร้างพนักงานอย่างชัดเจน ออกเป็น 3 ขั้นง่าย ๆ ประกอบด้วย
- Equity Partner คือกลุ่มเจ้าของสำนักงานกฎหมาย ที่ล้วนเป็นทนายความมากฝีมือ ประสบการณ์โชกโชน จนได้สิทธิ์เลื่อนขั้นขึ้นมาให้กลายมาเป็นผู้ถือหุ้น
กลุ่มนี้จะไม่ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินเดือน แต่จะได้รับเป็นส่วนแบ่งของกำไรแทน
หมายความว่า ยิ่งกลุ่มนี้สามารถช่วยกันบริหารให้ดี จนสำนักงานกฎหมายเติบโต มีกองทัพทนายความเก่ง ๆ พร้อมกับดึงดูดลูกความกระเป๋าหนักให้เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ผลตอบแทนที่กลุ่มนี้จะได้ ก็จะมากขึ้นตาม
- Non-Equity Partner คือทนายความอาวุโส ที่อยู่กับสำนักงานกฎหมายมานาน ซึ่งยังไม่ได้รับสิทธิ์ให้กลายมาเป็นผู้ถือหุ้น แต่มีโอกาสที่จะกลายมาเป็น Partner ได้ในสักวัน
โดยผลตอบแทนของกลุ่มนี้ จะยังถูกจำกัดแค่ เป็นเงินเดือนและโบนัสก้อนโตเท่านั้น
- Associate คือทนายความที่เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาทำงาน โดยผลตอบแทนก็จะอยู่ในรูปของ เงินเดือนและโบนัส เช่นกัน
หากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าโครงสร้างธุรกิจแบบนี้ ทำให้กลุ่ม Partner จะเป็นกลุ่มที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดในบริษัท
เพราะ Partner เปรียบเสมือนเป็นเจ้าของเวลาของบรรดาทนายความทุกคนในบริษัท ตั้งแต่ระดับ Non-Equity Partner ลงมา
โดยบริษัทจะจ้างทนายความ ด้วยเงินเดือนในอัตราหนึ่ง แล้วนำเวลาของพวกเขา ไปขายต่อให้กับลูกค้า ในราคาที่สูงลิ่ว
ส่วนต่างที่เป็นกำไรที่เหลือ ก็จะไหลกลับไปสู่กลุ่ม Partner ทั้งหมด ผ่านส่วนแบ่งกำไร
ยิ่งไปกว่านี้ ด้วยโครงสร้างแบบนี้ ประกอบกับต้นทุนในการทำธุรกิจ ที่เป็นต้นทุนคงที่ ก็จะยิ่งก่อเกิดให้เป็นสิ่งที่เรียกว่า Operating Leverage ในโลกธุรกิจได้
เพราะเมื่อสำนักงานกฎหมายมีทนายความเก่ง ๆ อยู่เป็นจำนวนมากแล้ว และทนายความ 1 คน ก็มักจะดูแลเคสของลูกความมากกว่า 1 รายอยู่แล้ว
แบบนี้พอรายได้เพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายกลับเพิ่มขึ้นตามไม่มาก กำไรจะเติบโตได้แบบทบทวี
ส่งผลต่อให้ กลุ่ม Partner จะยิ่งได้ส่วนแบ่งของกำไรมากขึ้นไปอีกนั่นเอง
อย่างไรก็ตามราคาของความสำเร็จ ในการขึ้นเป็น Partner ก็ไม่ได้น้อยเลย ด้วยวัฒนธรรมการทำงานที่หนักหน่วง ในระดับเฉลี่ย 60 ถึง 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
และก็ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงจุดนั้นได้ เพราะในโลกของสำนักงานกฎหมายชั้นนำเอง ก็ยังมีกฎเหล็กที่รู้กันดีว่า “Up or Out” หรือ “เติบโต หรือ ออกไป”
คือหากทนายความระดับ Associate ไม่สามารถพิสูจน์ฝีมือ ดึงดูดลูกความเข้ามา และเลื่อนขั้นจนเป็นระดับ Partner ภายในเวลาที่กำหนดได้แล้ว
พวกเขาจะถูกเชิญออก เพื่อเปิดทางให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและดูมีแววกว่า เข้ามาทำงานแทน
1
3. รวยเงียบ ๆ แบบไม่จำเป็นต้องหาแสง
ต่อให้คนที่เก่งมากจริง ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ จะประสบความสำเร็จ ทำเงินได้มหาศาลมากแค่ไหน แต่คนส่วนใหญ่ ก็มักจะไม่รู้จักชื่อของคนเหล่านี้เลย
ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ..
เพราะมีเหตุผลอยู่หลายข้อ ทำให้คนหัวแถวกลุ่มนี้ ขออยู่แบบคนที่ไม่ต้องมีแสงมาจับจ้องเสียดีกว่า
- สำนักงานกฎหมาย ไม่ใช่บริษัทมหาชนที่ต้องระดมเงินจากนักลงทุนทั่วไป
สำนักงานกฎหมายมักจะอยู่ในรูปแบบของ Partnership หรือห้างหุ้นส่วน ที่เจ้าของคือเหล่า Partner ที่ถือหุ้นอยู่
ทั้งจากการป้องกันสำนักงานกฎหมายจากผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ Conflict of Interest หากมีคนภายนอกมาถือหุ้น รวมถึงรักษาส่วนแบ่งกำไรให้กับเหล่า Partner
ซึ่งพอไม่จำเป็นต้องชี้แจงให้กับนักลงทุนภายนอก ชื่อเสียงก็มักจะมาจาก การบอกกันแบบปากต่อปาก ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเสียเงินค่าโฆษณาให้ใครมารู้จัก ทำให้คนนอกวงการ มักจะเข้าไม่ค่อยถึงกัน
1
- ต้องรักษาความลับของลูกความอย่างเคร่งครัด ตามหลักวิชาชีพ
ข้อมูลของลูกความ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สำคัญมาก จึงทำให้การอยู่เงียบ ๆ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นพันธสัญญาของอาชีพนี้
หากเป็นทนายความ ระดับดูแลลูกความบริษัทยักษ์ใหญ่แล้ว เราแทบจะไม่เห็นทนายความ อยากจะมาออกสื่อ เพื่อแสดงความคิดเห็นในเรื่องอะไรสักอย่างกันเลย
นั่นก็เพราะ ทนายความเก่ง ๆ ทำงานกันหนักมาก จนไม่ค่อยจะมีเวลาสำหรับเรื่องอื่น และด้วยค่าตัวระดับสูง ที่เรียกเก็บจากลูกความ ระดับมหาศาลแบบนี้แล้ว
ก็ยิ่งต้องพยายามรักษาความน่าเชื่อถือของตัวเองไว้ เพื่อให้ลูกความกระเป๋าหนัก อยู่ด้วยกันต่อไปยาว ๆ
- มีแสงไม่สำคัญเท่ากับมีความสามารถจริง ๆ
ลูกความกระเป๋าหนักจริง จะไม่เลือกทนาย ด้วยเหตุผลว่าโด่งดังตามโลกโซเชียล หรือออกสื่อบ่อยมากแค่ไหน แต่มักจะหากันแบบบอกปากต่อปาก ในกลุ่มคนรวยด้วยกันเองแนะนำมา
เพราะในวงการนี้ มีคำพูดที่ตรงไปตรงมา แต่คนนอกไม่ค่อยรู้กันว่า “ทนายที่ดังในสื่อ คือทนายที่ลูกความจริง ๆ ไม่ค่อยกล้าจ้าง”
ยิ่งไปกว่านั้น คดีที่มีเงินหลักหลาย 100 จนถึง 1,000 ล้านบาทมาเกี่ยวข้อง ก็มักจะเป็นคดีความระหว่างองค์กรยักษ์ใหญ่ ที่สู้กันด้วยพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย
มากกว่าใช้กระแสสังคมช่วยผลักดัน แบบคดีความทั่วไป ที่เราเห็นในสื่อต่าง ๆ
ลูกความที่เลือกมาจ้างสำนักงานกฎหมายชั้นนำ จึงไม่ได้ต้องการทนายดัง แต่ต้องการทนายเก่ง ที่ทำงานเงียบ ๆ รักษาความลับของลูกความ และทำให้ชนะคดี ก็เท่านั้นเอง
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจกันดีขึ้นแล้วว่า ไส้ในของโมเดลธุรกิจสำนักงานกฎหมาย มีโครงสร้างเป็นอย่างไร และทำไมทนายความระดับหัวแถวจริง ๆ ถึงได้หวงแหนความเป็นส่วนตัวมากขนาดนี้กัน
1
เรื่องราวของธุรกิจแบบนี้ ให้บทเรียนสำคัญที่น่าสนใจมาก อย่างหนึ่ง เพราะพิสูจน์ให้เราเห็นว่า
บางทีธุรกิจที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลนั้น สิ่งที่มีค่าที่สุด อาจจะเป็นแค่ การขายความเชี่ยวชาญที่เรามี ซึ่งน้อยคนบนโลกจะทำตามได้ ไปให้กับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบริการนี้มากที่สุด
และกลุ่มคนที่จะรวยที่สุดในวงการ ก็ไม่จำเป็นต้องไปยืนอยู่ใต้แสงไฟ ให้เป็นที่รู้จักทั่วไปของคนในสังคม
แต่กลับเป็น คนที่รู้มูลค่าของตัวเองเป็นอย่างดี เลือกทำงานของตัวเองอย่างเงียบเชียบ และกลายเป็นผู้ชนะ ในเกมที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น เช่นนั้นเอง..
#WealthCreation
#โมเดลธุรกิจ
#LawFirm
References
-
https://www.thomsonreuters.com/en-us/posts/legal/law-firm-profitability-primer-business-strategy/
-
https://k38consulting.com/the-truth-about-law-firm-profit-margins/
-
https://en.wikipedia.org/wiki/Partner_(business_rank)
-
https://legalclarity.org/what-does-profits-per-partner-mean-in-law-firms/
-
https://www.nolo.com/legal-encyclopedia/attorney-client-privilege.html
-
https://en.wikipedia.org/wiki/Attorney%E2%80%93client_privilege
-
https://news.bloomberglaw.com/legal-exchange-insights-and-commentary/big-laws-2-400-hours-bar-isnt-new-its-the-path-to-partnership
ธุรกิจ
49 บันทึก
51
1
59
49
51
1
59
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย