2 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

Joshua Kushner มหาเศรษฐี 170,000 ล้านบาท นายทุนเบื้องหลัง OpenAI ที่คนไม่ค่อยรู้จัก

ในช่วงต้นปี 2023 เมื่อคุณ Sam Altman ผู้ก่อตั้ง OpenAI เจ้าของ ChatGPT ที่ในยุคนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก ต้องการจะระดมทุน หาเงินเข้าบริษัทอีกครั้ง
คนแรกที่เขาเลือกโทรหา เพื่อต้องการคุยเรื่องนี้ ไม่ใช่คุณ Marc Andreessen เจ้าพ่อแห่งซิลิคอนแวลลีย์ และไม่ใช่คุณ Peter Thiel ที่ทั้งคู่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว
แต่กลับเป็นชายคนหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก เพราะเขามีบุคลิกที่เงียบขรึม พูดน้อย แถมไม่ค่อยชอบออกสื่ออีกต่างหาก
เรากำลังพูดกันถึง คุณ Joshua Kushner อีกหนึ่งนักลงทุน VC ที่ประสบความสำเร็จ จนก้าวมาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลกได้อย่างรวดเร็ว
หากสงสัยว่า คุณ Joshua Kushner เป็นใครมาจากไหน และเขามีหลักการอย่างไร จึงทำให้ธุรกิจของเขา ก้าวมายืนอยู่แถวหน้าในวงการ VC ได้แบบนี้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
คุณ Joshua Kushner เกิดปี 1985 ในครอบครัว Kushner ที่มีสมาชิกเป็นคนที่โด่งดังอยู่ไม่น้อย
คุณพ่อของเขาคือคุณ Charles Kushner เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ปัจจุบันเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศฝรั่งเศส และโมนาโก
ส่วนพี่ชายคนโต ก็ไม่ใช่ใครอื่น เพราะชื่อเสียงของเขา โด่งดังไปทั่วโลก นั่นคือคุณ Jared Kushner ซึ่งเคยเป็นถึงที่ปรึกษาอาวุโส และลูกเขยของประธานาธิบดี Donald Trump
หลังเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 2008 คุณ Joshua ได้เข้าทำงานที่ Goldman Sachs แต่พอทำอยู่ได้ไม่นาน เขาก็รู้ว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบเลย
เพราะสิ่งที่เขาชอบจริง ๆ เป็นการเห็นบริษัทใหม่ ๆ เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การนั่งวิเคราะห์ตัวเลขอยู่ในออฟฟิศ
โดยตลอดช่วงสมัยมหาวิทยาลัย เขามักจะลองสร้างธุรกิจของตัวเองมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่เครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับลาตินอเมริกา ไปจนถึงระบบกู้ยืมเงินระหว่างนักศึกษา
เพื่อต่อยอดความคิดนี้ เขาจึงได้ตัดสินใจสมัครเข้าเรียน MBA ที่ Harvard Business School ซึ่งพอเรียนไปสักพัก เขาก็เริ่มรู้สึกเบื่อ และอยากออกไปทำของจริงมากกว่า
วันหนึ่งเขาเดินเข้าไปหาคุณ Nitin Nohria ซึ่งเป็นคณบดีของคณะ แล้วบอกเหตุผลว่า อยากลาออก เพื่อไปตั้งบริษัท 2 แห่งพร้อมกัน
คือ กองทุน Venture Capital หรือ VC และบริษัทสตาร์ตอัปด้านสุขภาพ ซึ่งในเวลาต่อมา เราจะรู้จักกันในชื่อ Thrive Capital และ Oscar Health ตามลำดับ
คุณ Nitin ได้เสนอเงื่อนไขให้คุณ Joshua กลับไปคิดดูใหม่ โดยขอว่าถ้าเกิดถึงวันขอบคุณพระเจ้า เขายังอยากจะลาออกอยู่ คุณ Nitin จะยอมคืนค่าเรียนให้ทั้งหมด
ในที่สุด คุณ Joshua ก็อดทนอยู่ต่อจนเรียนจบ และได้สร้างมิตรภาพกับคนอื่น ๆ ซึ่งในเวลาต่อมา คนเหล่านี้จะกลายเป็นทีมงานหลักในกองทุนของเขาเอง
และแล้วในวัยเพียงแค่ 24 ปี เขาก็ได้ก่อตั้งกองทุน Thrive Capital ขึ้นมา ด้วยเงินเริ่มต้นประมาณ 150 ล้านบาท จากคุณ Joel Cutler แห่ง General Catalyst ที่มองเห็นแววในตัวคุณ Joshua
แนวคิดการลงทุนของเขาตรงไปตรงมามาก คืออยากสร้างกองทุน VC ที่แตกต่างออกไปจากที่มีอยู่ในยุคนั้น
โดยกองทุน VC แต่ละแบบ มักจะแบ่งแยกความเชี่ยวชาญของตนเองอย่างชัดเจน
เช่น กองทุนที่เน้นลงทุนในช่วงแรกของกิจการ หรือ Early Stage ก็จะเน้นลงทุนแต่ในบริษัทประเภทนี้อย่างเดียว จะไม่ยอมลงทุนในบริษัทที่เติบโตเต็มที่แล้วเด็ดขาด
แต่คุณ Joshua อยากให้กองทุนของเขา สามารถลงทุนได้ในบริษัททุกประเภท ไม่ว่าบริษัทกำลังอยู่ในช่วงไหนก็ตาม
ส่วนการทำธุรกิจในสไตล์คุณ Joshua ต้องบอกเลยว่า เป็นไปในแบบเงียบ ๆ ไม่เหมือนใคร
อย่างในยุคที่บริษัท VC ส่วนใหญ่ มักจะแข่งขันกันเองผ่านการออกสื่อ แย่งชิงพื้นที่บนพอดแคสต์รายการดัง ๆ แต่ Thrive Capital กลับทำตรงกันข้ามหมด
ทั้งไม่ค่อยมีการให้สัมภาษณ์สื่อ และไม่ค่อยออกมาพูดถึงการลงทุนของตัวเอง ให้ใครได้รู้
เพราะคุณ Joshua รู้ดีว่า การปล่อยให้ผลงานเป็นสิ่งที่พูดแทน คือแนวทางที่ดีที่สุด
และผลงานของ Thrive Capital ก็เรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแถวหน้าของวงการ VC โลก ให้ใครต่อใครต่างยกย่องถึงความสามารถของเขาไม่ขาดปาก
หนึ่งในการลงทุนยุคแรก ๆ คือ Instagram โดยหลังจากเข้าลงทุนไปได้แค่ 72 ชั่วโมง ทาง Facebook ก็ได้ตัดสินใจเข้าซื้อบริษัทนี้
ทำให้ Thrive Capital ทำกำไรจากการลงทุนนี้ ได้เป็น 100% ในระยะเวลาแค่เพียง 3 วัน..
หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วหลักคิดในการลงทุนของคุณ Joshua เป็นอย่างไร ถึงทำให้เขามองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นก่อนเสมอ ?
1. ลงทุนในบริษัทจำนวนน้อย แต่ลงทุนหนัก
Thrive Capital จะไม่กระจายเงินลงทุนไปอยู่ในบริษัทจำนวนมาก แต่จะเลือกลงทุนเฉพาะบริษัทไม่กี่แห่ง ที่พวกเขาเชื่อมั่นมากจริง ๆ
2. เน้นที่คุณภาพของผู้ก่อตั้งเป็นหลัก
สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญที่สุด สำหรับการลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัป ที่ยังมีหลัก ๆ แค่เพียงความฝัน ก็คือศักยภาพ และความมุ่งมั่นของผู้ก่อตั้ง
เพราะเรื่องของเทคโนโลยีที่ซับซ้อนนั้น ยังสามารถทำเลียนแบบกันได้ แต่ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่มานะบากบั่น อดทนต่อความยากลำบาก เพื่อดันให้บริษัทไปถึงฝั่งฝันได้นั้น มีเพียงแค่หยิบมือเดียว
3. เป็นหุ้นส่วนสำคัญ ไม่ใช่แค่ลงทุนเฉย ๆ
เมื่อเข้าไปลงทุนแล้ว Thrive Capital มักจะส่งคนของตัวเองเข้าไปเป็นกรรมการบริษัท เพื่อคอยช่วยให้คำแนะนำ และกำหนดทิศทางที่เหมาะสมด้วย
หลักคิดเหล่านี้ ทำให้บริษัทที่อยู่ในพอร์ตของ Thrive Capital มีแต่รายชื่อที่น่าทึ่ง เพราะทุกวันนี้บริษัทเหล่านั้น ประสบความสำเร็จระดับเป็นปรากฏการณ์ของโลกก็ว่าได้
ไม่ว่าจะเป็น Spotify, GitHub, Stripe, Robinhood, Nu Holdings ไปจนถึงแบรนด์ Skims ของ Kim Kardashian
และต่อยอดมาจนถึงปี 2022 ตอนที่ตลาดเทคโนโลยีทั่วโลก กำลังอยู่ในช่วงมืดมนที่สุด จากการขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา
เพื่อปราบเงินเฟ้อให้อยู่หมัด จนทำให้มูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีหายไปมหาศาล
นักลงทุนส่วนใหญ่ในช่วงเวลานั้น เลือกที่จะเก็บเงินสำรอง เพื่อรอดูสถานการณ์ไปก่อน
แต่คุณ Joshua กลับทำสิ่งที่ตรงกันข้าม..
เพราะในระหว่างงานสำหรับนักธุรกิจที่จัดขึ้นในแอริโซนา เขามีโอกาสได้คุยกับคุณ Sam Altman ตัวต่อตัว
คุณ Sam เปิดใจให้เขาฟังว่า AI อาจจะไม่ใช่ตลาดที่ใครคนเดียวจะเป็นผู้ชนะขาดได้ อีกทั้งเทคโนโลยีแบบนี้ ถ้าหากมีเงินพอ ในท้ายที่สุด ก็มีโอกาสจะเลียนแบบกันได้ไม่ยากนักด้วย
พูดง่าย ๆ ก็คือ คุณ Sam ไม่ได้ขายฝันอันเลิศเลอให้กับคุณ Joshua ที่เป็นนักลงทุน VC เลยแม้แต่น้อย
ซึ่งคุณ Joshua เอง ก็ไม่ได้สนใจข้อโต้แย้งเหล่านี้สักเท่าไร เพราะเขามองลึกไปยิ่งกว่านั้น
กล่าวคือ OpenAI มีทีมงานที่ดี และกำลังทุ่มเทอยู่กับความฝัน ที่เขาเชื่อว่า เป็นอีกเรื่องที่สำคัญต่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติ
แค่นั้นก็เพียงพอ ให้เขาเข้าลงทุนใน OpenAI แล้ว และที่ผ่านมา Thrive Capital ก็ยังคงเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน OpenAI ต่อเนื่องตลอดทุกรอบ ที่มีการเปิดระดมทุนกัน
จนตอนนี้ เรียกได้ว่า คุณ Joshua และทีมงาน Thrive Capital กลายเป็นกลุ่มคนอีกกลุ่ม ที่ใกล้ชิดกับบริษัท OpenAI เจ้าของ ChatGPT มากที่สุด
ปัจจุบันนี้ Thrive Capital บริหารสินทรัพย์ลงทุน รวมกันเกินกว่า 1,500,000 ล้านบาท นับเป็นกองทุน VC ที่แม้จะมีอายุไม่นานนัก แต่ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว
ซึ่งจากความสำเร็จ ที่ทำซ้ำมาตลอดนับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้น ก็ทำให้คุณ Joshua กลายมาเป็นมหาเศรษฐีอายุน้อย มีความมั่งคั่งมากกว่า 150,000 ล้านบาท ไปแล้ว
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เชื่อว่า เราน่าจะเข้าใจถึง เรื่องราวของคุณ Joshua Kushner นักลงทุน VC ที่ประสบความสำเร็จ และหลักการลงทุนของเขา ผ่านผลงานของกองทุน Thrive Capital กันดีขึ้นแล้ว
ในโลกปัจจุบัน ที่มีคนจำนวนมาก พยายามแย่งชิงแสงให้ส่องมาถึงตัวเอง และอยากเป็นคนดัง เพื่อให้ใครต่อใครก็ตาม ที่เราไม่รู้จักมาชื่นชมเรา
คุณ Joshua กลับเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่เงียบ ๆ และทำงานที่เขารักต่อไป โดยปล่อยให้ผลลัพธ์ของสิ่งที่เขาทำ พูดออกมาแทนเขา ด้วยตัวของมันเอง
เพราะในโลกของการลงทุนนั้น ความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่การที่เราออกมาพูดอะไร เมื่อไรก็ตาม แล้วจะมีคนฟัง คนชอบ จนแชร์ต่อไป อีกหลายพันหรือหลายหมื่นครั้ง
แต่จริง ๆ แล้ว จุดชี้วัดที่แท้จริง ก็คือการมองเห็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป และมีความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจนั้น อย่างไม่สั่นคลอน
จนวันหนึ่ง ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เราทำได้ และยังทำซ้ำได้ตลอด สามารถเปลี่ยนให้เราร่ำรวยขึ้นอย่างมั่นคง
ตรงนี้แหละ คือความจริงที่แท้ ที่เป็นตัวยืนยันว่า “เราเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ”
เฉกเช่นเดียวกับ เรื่องราวของคุณ Joshua ที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาแบบเงียบ ๆ โดยไม่มีความจำเป็น ต้องไปเรียกร้อง ป่าวประกาศ ให้ใครมายอมรับในตัวเขา แต่อย่างใด..
#WealthPreservation
#กลยุทธ์ลงทุน
#JoshuaKushner
References
-The rise of Joshua Kushner: How the young VC quietly built Thrive Capital into the powerhouse leading OpenAI to a $100 billion valuation
-Joshua Kushner: Why I bet $1.3 billion on OpenAI
โฆษณา