15 มิ.ย. เวลา 23:41 • หุ้น & เศรษฐกิจ

⚠️ ทรัมป์ลั่นเปิดช่องแคบฮอร์มุซศุกร์นี้! น้ำมันร่วง หุ้นพุ่งทั้งกระดาน Bitcoin ทะลุ 66,000 … แต่ยุโรปไม่เชื่อว่าจบจริง?

สวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้กลับมาแล้วพร้อมสรุปภาพรวมตลาดคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งต้องบอกว่าเป็นคืนที่ตลาดทั่วโลก “เปลี่ยนอารมณ์” กันแบบเห็นชัดๆ จากที่เครียดกับสงครามมาหลายเดือน คืนนี้กลับมาคึกคักขึ้นเยอะ เพราะมีข่าวใหญ่เรื่องดีลระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ในความคึกคักนั้นก็ยังมีรายละเอียดที่นิคกี้อยากชวนทุกคนดูให้ลึก เพราะ “ดีล” ที่ว่ายังไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หลายคนคิดค่ะ
วันนี้นิคกี้จะพาไล่ตั้งแต่เรื่องน้ำมันและหุ้น ไปจนถึงเรื่องเฟด เรื่องหุ้นกู้ก้อนยักษ์ของ Nvidia และปิดท้ายด้วยข่าวที่เกี่ยวข้องกับวงการ AI โดยตรง ไปดูกันเลยค่ะ
🛢️ ดีลเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันน้ำมันร่วง คลายกังวลเงินเฟ้อ
หัวใจของข่าวคืนนี้คือข้อตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งจุดประกายให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วตลาดวิ่งขึ้นพร้อมกัน ทั้งหุ้นและคริปโต ขณะที่ราคาน้ำมันร่วงลงแรง เพราะตลาดเริ่มมีความหวังว่าสงครามที่เขย่าตลาดมานานกำลังจะจบลง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ได้ลงนามในสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ของบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU (Memorandum of Understanding คือเอกสารที่สองฝ่ายตกลงกรอบกว้างๆ ไว้ก่อน แต่ยังไม่ใช่สัญญาฉบับสมบูรณ์) กับทางอิหร่าน โดยทรัมป์พูดระหว่างการพบกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส มาครง ว่าช่องแคบฮอร์มุซ “เปิดบางส่วนไปแล้ว” และ “จะเปิดเต็มที่” ในวันศุกร์
ผลที่ตามมาทันทีคือราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐปิดลดลงราว 4% มาอยู่ที่ 81.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยระหว่างวันหลุดลงไปต่ำกว่า 81 ดอลลาร์ด้วยซ้ำ การที่ราคาน้ำมันลงแบบนี้สำคัญมากค่ะ เพราะน้ำมันคือต้นทุนของแทบทุกอย่างในระบบเศรษฐกิจ พอน้ำมันลง ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ (ภาวะข้าวของแพงขึ้น) ก็คลายลงตามไปด้วย
Michael Landsberg จาก Landsberg Bennett Private Wealth Management ให้ความเห็นที่นิคกี้ชอบ เขาบอกว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านถือเป็นความคืบหน้าครั้งใหญ่และเป็นบวกต่อตลาด เพราะการเจรจาที่ยื้อกันไปมาก่อนหน้านี้มีแต่จะสร้างความไม่แน่นอนและความผันผวนเพิ่มขึ้น เขาเสริมว่าแม้ลักษณะของดีลนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ได้ โดยเฉพาะประเด็นหนามใหญ่เรื่องการปลดวัสดุนิวเคลียร์ของอิหร่านออกไป แต่การเปิดช่องแคบก็จะช่วยกดราคาน้ำมันให้ลงได้
📈 หุ้นพุ่งทั้งกระดาน คริปโตคึกคัก ทองคำขึ้นด้วย
มาดูตัวเลขกันแบบละเอียดนะคะ ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 1.7% ส่วนดัชนี Nasdaq 100 ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีบวกแรงถึง 3.1% ขณะที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average บวก 0.9% และทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ด้านดัชนีหุ้นโลก MSCI World Index ก็บวก 1.5%
ฝั่งคริปโตคึกคักไม่แพ้กัน Bitcoin บวก 4% ขึ้นไปยืนเหนือ 66,000 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 66,554.88 ดอลลาร์ ส่วน Ether บวกแรงถึง 9.2% มาอยู่ที่ 1,823.57 ดอลลาร์
ที่น่าสนใจคือฝั่งพันธบัตรและค่าเงินกลับ “นิ่ง” สวนทางกับหุ้นที่วิ่งแรง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (10-year Treasury Yield ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนทั่วโลกใช้อ้างอิงต้นทุนการกู้ยืม) แทบไม่ขยับ อยู่ที่ 4.47% ส่วนพันธบัตรเยอรมนีอายุ 10 ปีลดลง 4 basis points (หน่วยย่อยของดอกเบี้ย โดย 100 basis points เท่ากับ 1%) มาอยู่ที่ 2.95% และพันธบัตรอังกฤษอายุ 10 ปีลดลง 2 basis points มาอยู่ที่ 4.81%
ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์ Bloomberg Dollar Spot Index แทบไม่เปลี่ยนแปลง ยูโรบวก 0.2% มาอยู่ที่ 1.1588 ดอลลาร์ เงินปอนด์อังกฤษทรงตัวที่ 1.3411 ดอลลาร์ และเงินเยนญี่ปุ่นทรงตัวที่ 160.37 เยนต่อดอลลาร์ ส่วนทองคำ Spot Gold ก็ยังขึ้นได้แม้ตลาดจะเปิดรับความเสี่ยง โดยบวก 2.4% มาอยู่ที่ 4,320.43 ดอลลาร์ต่อออนซ์
🏦 จับตาเฟดประชุมวันพุธ ภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh
อีกประเด็นที่นิคกี้อยากให้ทุกคนโฟกัสคือการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด (Fed) ที่จะประกาศผลในวันพุธนี้ พอราคาน้ำมันร่วง บรรดาเทรดเดอร์ในตลาด swap (ตลาดที่ใช้เก็งทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้า) ก็ปรับลดโอกาสที่เฟดจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคมลง
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.5% ถึง 3.75% เพื่อรอดูว่าผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นในช่วงสงครามจะส่งต่อไปยังระบบเศรษฐกิจมากแค่ไหน
Chris Larkin จาก E*Trade ในเครือ Morgan Stanley ตั้งข้อสังเกตที่น่าคิดว่า หลังจากตลาดเปิดสัปดาห์ด้วยแรงหนุนจากดีลสหรัฐ-อิหร่านแล้ว ตลาดหุ้นจะรีบมองหาแรงส่งใหม่ทันที ซึ่งแรงส่งนั้นจะไม่ได้มาในรูปของการลดดอกเบี้ย แต่การประชุมรอบนี้จะเป็นโอกาสให้นักลงทุนได้อ่านว่าประธานเฟดคนใหม่อย่าง Kevin Warsh จะเดินเกมระยะยาวไปในทิศทางไหน ตรงนี้นิคกี้มองว่าสำคัญมาก เพราะการเปลี่ยนตัวประธานเฟดเปรียบเหมือนการเปลี่ยนกัปตันเรือ แม้เส้นทางจะเหมือนเดิม แต่สไตล์การบังคับเรืออาจต่างไป
💡 ธีมที่นักวิเคราะห์เชียร์ คือการหมุนเงินเข้าหุ้น “วัฏจักร”
ทีนี้มาดูมุมมองนักวิเคราะห์กันค่ะ ภาพรวมคือหลายสำนักเริ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงการ “หมุนเงิน” หรือ Rotation เข้าสู่หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเราเรียกกันว่าหุ้นกลุ่มวัฏจักร หรือ Cyclical Sectors (หุ้นที่กำไรขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น ธนาคาร อุตสาหกรรม วัสดุ) ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในช่วงสงคราม
Ulrike Hoffmann-Burchardi จาก UBS Chief Investment Office ให้มุมมองว่า ความผันผวนอาจยังมีอยู่ในระยะสั้น เพราะตลาดต้องประเมินว่าดีลนี้จะนำไปปฏิบัติได้จริงและยั่งยืนแค่ไหน แต่เธอยังคงมองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและผลประกอบการบริษัทที่ดีจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนให้หุ้นปรับขึ้นต่อได้
ฝั่ง Morgan Stanley นำโดย Michael Wilson มองว่าหุ้นสหรัฐอาจได้แรงหนุนเพิ่มจากการที่เงินไหลกลับเข้าหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวกับเศรษฐกิจ ซึ่งทำผลงานได้ไม่ดีในช่วงสงคราม สอดคล้องกับ Mislav Matejka จาก JPMorgan Chase ที่บอกว่าการเคลื่อนเข้าสู่หุ้นวัฏจักร “ยังอยู่ในเส้นทางที่จะเป็นกลยุทธ์ที่ชนะ” ไปจนถึงสิ้นปี โดยมีเงื่อนไขว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ต้องคลายตัว และผลประกอบการกับเงินเฟ้อต้องอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ
ปิดท้ายด้วย Angelo Kourkafas จาก Edward Jones ที่ให้เหตุผลเชิงกลไกว่า การที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผ่อนคลายลงน่าจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อ และช่วยกดบอนด์ยีลด์ให้ลดลงได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยผลักดันให้เงินหมุนเข้าสู่หุ้นกลุ่มวัฏจักรและกลุ่มที่เคยล้าหลังในตลาด
✈️ แต่เดี๋ยวก่อน… พันธมิตรยุโรปไม่เชื่อว่าจะเปิดได้ง่ายขนาดนั้น
นี่คือประเด็นที่นิคกี้อยากชี้ให้ดูเป็นพิเศษค่ะ เพราะในขณะที่ทรัมป์พูดย้ำว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดได้ภายในวันศุกร์ ความจริงในวงประชุมกลุ่ม G7 กลับไม่ได้สวยงามอย่างนั้น
ในวงประชุม G7 อิหร่านได้กลายเป็นหัวข้อหลักบนโต๊ะอาหารค่ำ พันธมิตรยุโรปกลับไม่ได้มองโลกในแง่ดีเท่าทรัมป์ พวกเขาไม่เชื่อว่าการค้าจะกลับมาได้ภายในสิ้นสัปดาห์ และมีคำถามเชิงปฏิบัติมากมายว่าตกลงอะไรกันไปบ้าง ก่อนที่จะยอมส่งกำลังไปร่วมภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดและลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ G7 รายหนึ่งถึงกับบอกว่ามีความยากลำบากอย่างมากในการหาจุดยืนร่วมกัน และแทบไม่มีใครคาดว่าจะออกแถลงการณ์ร่วมได้
ที่น่าสนใจคือแม้แต่ในฝั่งรัฐบาลของทรัมป์เองก็ยังมีคนที่ไม่กล้าพูดเต็มปากว่าทุกอย่างจะกลับสู่ภาวะปกติได้ในพริบตา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐรายหนึ่งบอกว่า การจราจรในช่องแคบจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามเวลา และอาจต้องใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์กว่าที่การเดินเรือจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะใช้เวลานานกว่านั้นอีกกว่าจะกลับไปสู่ระดับก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะโจมตีอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ เพราะยังมีทุ่นระเบิดในช่องแคบที่ต้องเก็บกู้ และผู้ประกอบการเดินเรือแต่ละรายก็มีระดับการยอมรับความเสี่ยงต่างกัน
รายละเอียดในเอกสาร MOU ระบุว่าช่องแคบจะเปิดให้ผ่านโดย “ไม่เก็บค่าผ่านทาง” เป็นเวลา 60 วัน และสหรัฐคาดหวังให้เงื่อนไขนี้อยู่ในข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ด้วย เพราะอันที่จริงแล้วผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำมันได้บอกกับทำเนียบขาวมาหลายเดือนแล้วว่า เป็นไปไม่ได้ที่สหรัฐจะยอมให้มีการเก็บค่าผ่านทางเพื่อแลกกับการเดินเรืออย่างปลอดภัย
ตรงนี้ยิ่งน่ากังวล เพราะทั้งสองฝ่ายต่างอธิบายเนื้อหาข้อตกลงชั่วคราวไปคนละแบบ โดยจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์ และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ มีแนวโน้มจะเป็นตัวแทนรัฐบาลในพิธีลงนาม นายกรัฐมนตรีอิตาลี จอร์เจีย เมโลนี ถึงกับบอกว่าการมีส่วนร่วมของอิตาลีจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่าต้องมีการยุติความขัดแย้งในเลบานอนก่อน ซึ่งช่วงนี้กองทัพอิสราเอลเพิ่งเข้าโจมตี
ฝั่งเยอรมนีก็เตือนว่าเรื่องนี้น่าจะใช้เวลาเป็น “สัปดาห์” ไม่ใช่ “วัน” เพราะการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายระหว่างประเทศ และการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเองก็ซับซ้อนและกินเวลา ที่หนักไปกว่านั้นคือยังไม่มีใครรู้ชัดด้วยซ้ำว่ามีทุ่นระเบิดกี่ลูก หรือมีการวางจริงหรือเปล่า โดยอิหร่านเคยพูดในหลายโอกาสว่าได้วางทุ่นระเบิดไว้ ขณะที่ช่วงกลางเดือนมีนาคม อังกฤษบอกว่าดูเหมือนอิหร่านได้วางจริง แต่สหรัฐกลับบอกว่าไม่ใช่
Caitlin Talmadge จากสถาบัน MIT ให้ภาพที่นิคกี้คิดว่าสำคัญมาก เธอบอกว่าการทำให้แน่ใจว่าช่องแคบปลอดภัยจะเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและยากลำบาก และจะเร็วขึ้นมากถ้าอิหร่านยอมให้ข้อมูลตำแหน่งที่วางทุ่นระเบิด เธอชี้ว่ายุโรปมีศักยภาพในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอยู่พอสมควร แต่เรือเหล่านั้นจะตกอยู่ในสถานะเสี่ยงมากหากการสู้รบกลับมาปะทุ เพราะปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกแบบมาให้ทำในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เรือกวาดทุ่นระเบิดโดยเฉพาะมักไม่มีอาวุธป้องกันตัวเอง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อกังขา ยุโรปก็เดินหน้าวางแผนต่อ โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศส มาครง และนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ เป็นหัวหอกในการจัดทำแผนช่วยเปิดช่องแคบหากมีข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ ซึ่งมีมากกว่า 15 ประเทศที่ตกลงจะส่งทั้งอุปกรณ์และกำลังคนมาร่วมภารกิจ มาครงในฐานะเจ้าภาพและกำลังจะหมดวาระผู้นำ ก็พูดอย่างมุ่งมั่นว่านี่เป็นเรื่องสำคัญต่อสันติภาพของทั้งโลก จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซและนำสันติภาพมาสู่เลบานอน
🚀 Nvidia กู้เงินก้อนโต 25,000 ล้านดอลลาร์ ตลาดแห่จองทะลัก
มาถึงข่าวฝั่งเทคโนโลยีที่นิคกี้ตื่นเต้นเป็นพิเศษค่ะ Nvidia ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปได้ขายหุ้นกู้คุณภาพสูง (High-Grade Bond คือหุ้นกู้ที่บริษัทออกมาเพื่อกู้เงินจากนักลงทุน โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือดี ความเสี่ยงต่ำ) มูลค่าถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ เข้าร่วมกระแสการออกหุ้นกู้ก้อนยักษ์ของบรรดาบริษัทเทคชั้นนำ ที่นักลงทุนต่างแย่งกันเข้ามาเพื่อให้ได้สัมผัสกับกระแสบูม AI
ดีลนี้ถูกตั้งราคาในวันจันทร์ และดึงดูดคำสั่งจองได้มากถึง 85,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าขนาดหุ้นกู้ถึง 3 เท่า นี่เป็นการออกหุ้นกู้ครั้งแรกของ Nvidia นับตั้งแต่ปี 2021 และถูกขยายขนาดขึ้นจากเป้าหมายเริ่มต้นที่ราว 20,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความต้องการของนักลงทุนที่แรงมาก
Nvidia เข้าร่วมขบวนกับบริษัทอย่าง Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) และ Amazon ที่ระดมเงินจากตลาดหุ้นกู้รวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ AI โดยตัว Nvidia เองมักเป็นผู้จัดหาชิปให้กับโครงการเหล่านี้ จนกลายเป็นเสาหลักของระบบนิเวศ AI และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกไปในตัว
ที่น่าทึ่งคือ Nvidia กำลังใช้เงินมหาศาลเพื่อหนุนบริษัทอื่นๆ ที่จะช่วยสร้างดีมานด์ AI ทั้งการเข้าถือหุ้น 5,000 ล้านดอลลาร์ในบริษัทชิป Intel การลงทุนมากถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ในบริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI อย่าง Anthropic และการสมทบเงินอีก 30,000 ล้านดอลลาร์ในรอบระดมทุนก้อนใหญ่ของ OpenAI พร้อมกับเพิ่มเงินคืนให้ผู้ถือหุ้นด้วย ลองคิดดูนะคะว่าบริษัทเดียวกำลังหว่านเงินสนับสนุนทั้งคู่แข่งและพันธมิตรในวงการเดียวกันขนาดนี้
เหตุผลที่ Nvidia ทำได้คือมันมีเงินสดล้นมือ บริษัทถูกคาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดอิสระ หรือ Free Cash Flow (เงินสดที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและการลงทุนแล้ว) ได้มากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดวันที่ 31 มกราคม
หุ้นกู้ก้อนนี้ถูกแบ่งขายเป็น 7 ชุด อายุตั้งแต่ 2 ปีไปจนถึง 30 ปี โดยชุดที่อายุยาวที่สุด ผลตอบแทนถูกปรับลงจาก 0.65% เหลือ 0.25% เหนือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ตามแรงจองที่ทะลักเข้ามา (ยิ่งคนแย่งกันจอง บริษัทยิ่งจ่ายดอกเบี้ยถูกลง) เงินที่ได้จะนำไปใช้รีไฟแนนซ์หนี้เดิม รวมถึงวัตถุประสงค์อื่นๆ
ที่น่าสนใจคือดีลนี้ขายแบบ “drive-by” คือไม่มีการนัดคุยกับนักลงทุนล่วงหน้าเหมือนหุ้นกู้คุณภาพสูงทั่วไป Andy Li นักวิเคราะห์จาก CreditSights บอกว่าไม่แปลกใจเลย เพราะ Nvidia มีฐานะทางตลาดและการเงินที่แข็งแกร่งจนไม่ต้องเสียแรงเสนอขายตัวเองหนักๆ
เบื้องหลังที่ทำให้หุ้นกู้ก้อนนี้ขายดี ส่วนหนึ่งมาจากดีลสหรัฐ-อิหร่านที่ช่วยจุดให้ตลาดหุ้นกู้คึกคัก ดัชนีวัดความเสี่ยงของหุ้นกู้คุณภาพสูง (Investment-Grade) ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงก่อนสงครามเริ่มต้นพอดี และที่สะท้อนความเชื่อมั่นได้ดีคือ กองทุนหุ้นกู้คุณภาพสูงของสหรัฐมีเงินไหลเข้าติดต่อกันถึง 13 เดือนแล้วตามข้อมูลของ LSEG Lipper
Robert Schiffman นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ให้ความเห็นว่า การออกหุ้นกู้ระยะยาวที่ต้นทุนค่อนข้างถูกแบบนี้จะช่วยลดต้นทุนเงินทุนเฉลี่ยของ Nvidia และเสริมการระดมทุนสำหรับพันธมิตร AI เชิงกลยุทธ์ รวมถึงดีลกับ OpenAI โดยไม่ทำให้อันดับเครดิตระดับ AA ของบริษัทอ่อนแอลง ทั้งนี้ธนาคารที่ดูแลการเสนอขายคือ JPMorgan, Goldman Sachs และ Morgan Stanley และในวันจันทร์วันเดียว Nvidia เป็นหนึ่งใน 8 บริษัทที่เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นกู้คุณภาพสูง รวมมูลค่าออกหุ้นกู้ทั้งสิ้นถึง 36,000 ล้านดอลลาร์
🗞️ ดีลใหญ่อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน
วันจันทร์ที่ผ่านมายังมีข่าวบริษัทที่น่าจับตาอีกหลายเรื่อง เริ่มจากหุ้น SpaceX ที่พุ่งขึ้นในวันที่สองของการซื้อขาย ต่อยอดจากการเข้าตลาดอย่างสุดปังในวันแรก จนทำให้บริษัทกระโดดขึ้นไปอยู่ในกลุ่มบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในทันที
ตามมาด้วยดีลใหญ่ในวงการสื่อ Fox Corp. ตกลงเข้าซื้อ Roku ในดีลมูลค่าราว 22,000 ล้านดอลลาร์รวมหนี้สิน ซึ่งจะสร้างยักษ์ใหญ่ด้านโทรทัศน์รายใหม่ และเป็นการรุกเข้าสู่ธุรกิจสตรีมมิงแบบมีโฆษณาครั้งสำคัญ
ส่วนฝั่งซอฟต์แวร์ Salesforce ตกลงซื้อบริษัท Fin ที่พัฒนา AI ตัวแทนบริการลูกค้า (AI customer agents) ด้วยมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วงชิงธุรกิจ AI สำหรับองค์กร และปิดท้ายด้วยข่าวที่ไม่ค่อยสดใสนัก หุ้น Fiserv ร่วงลงหลังการลาออกอย่างเหนือความคาดหมายของซีอีโอ Michael Lyons ที่ลาออกไปรับตำแหน่งสูงสุดที่ Truist Financial
🤖 Anthropic ถูกรัฐบาลสหรัฐสั่งบล็อกการเข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูง
ปิดท้ายด้วยข่าวที่นิคกี้คิดว่าทุกคนในวงการลงทุนเทคโนโลยีควรรู้ไว้ค่ะ ผู้บริหารของ Anthropic บริษัทผู้พัฒนา AI กำลังจะเข้าพบเจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ในวันจันทร์ เพื่อหารือเรื่องคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งห้ามไม่ให้ชาวต่างชาติเข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูงที่สุดของบริษัท โดยการประชุมจัดขึ้นที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐในกรุงวอชิงตัน
เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทรัมป์สั่งให้ Anthropic หยุดการเข้าถึงของชาวต่างชาติต่อโมเดลล้ำสมัยอย่าง Fable 5 และ Mythos 5 โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ คำสั่งดังกล่าวถูกส่งจากกระทรวงพาณิชย์ไปยัง Anthropic ในช่วงบ่ายวันศุกร์ และถือเป็นการแทรกแซงครั้งสำคัญที่สุดของรัฐบาลสหรัฐต่อการดำเนินงานของบริษัท AI
จังหวะนี้ถือว่าท้าทายมาก เพราะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลัง Anthropic ยื่นเอกสารแบบเป็นความลับเพื่อเตรียมเสนอขายหุ้น IPO (การนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรก) โดยมูลค่าบริษัทล่าสุดทะลุ 900,000 ล้านดอลลาร์
ทาง Anthropic ได้โพสต์บนเว็บไซต์ว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยปิดการเข้าถึงทั้งสองโมเดลแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลออกคำสั่งนี้หลังพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะ “เจลเบรก” หรือเจาะผ่านระบบป้องกันของ Fable 5 ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่เพิ่งปล่อยออกมาของ Mythos ที่บริษัทได้บล็อกไม่ให้ทำงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ไว้
อย่างไรก็ตาม Anthropic แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าการพบช่องโหว่เจลเบรกที่แคบๆ ไม่ควรเป็นเหตุให้ต้องเรียกคืนโมเดลเชิงพาณิชย์ที่มีผู้ใช้งานอยู่หลายร้อยล้านคน และหากใช้มาตรฐานแบบนี้กับทั้งอุตสาหกรรม ก็แทบจะเท่ากับหยุดการเปิดตัวโมเดลใหม่ของผู้พัฒนาโมเดลระดับแนวหน้าทุกรายเลยทีเดียว
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
ภาพรวมคืนนี้ นิคกี้มองว่าเป็นการเปลี่ยนอารมณ์ของตลาดจาก Risk-off (หลบความเสี่ยง) มาเป็น Risk-on (รับความเสี่ยง) อย่างเห็นได้ชัด ข่าวดีลเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวจุดชนวน ทำให้น้ำมันลง หุ้นขึ้น คริปโตคึก และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อคลายลง แต่สิ่งที่นิคกี้อยากให้ทุกคนเก็บกลับไปคิดคือ “ความหวัง” กับ “ความจริง” ในเรื่องนี้ยังห่างกันพอสมควรค่ะ
เพราะในขณะที่ทรัมป์บอกว่าช่องแคบจะเปิดเต็มที่ในวันศุกร์ พันธมิตรยุโรป เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์เอง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจาก MIT กลับมองว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการกลับสู่ภาวะปกติอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือนานกว่านั้น แถมประเด็นหนามใหญ่เรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านก็ยังไม่จบ นี่แปลว่าความผันผวนในระยะสั้นยังมีโอกาสกลับมาได้ทุกเมื่อ หากการลงนามที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์ไม่เป็นไปตามคาด
สำหรับสิ่งที่ต้องจับตาในระยะถัดไป นิคกี้คิดว่ามีอยู่สามเรื่องใหญ่ เรื่องแรกคือการประชุมเฟดในวันพุธ ที่จะเป็นการเปิดตัวแนวทางของประธานคนใหม่ Kevin Warsh
เรื่องที่สองคือการลงนามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านในวันศุกร์ และเรื่องที่สามคือกระแสการระดมทุนก้อนยักษ์ของกลุ่มเทค ที่ทั้ง Nvidia, Alphabet และ Amazon กำลังกู้เงินมหาศาลเพื่อลงทุน AI ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องดูว่าดีมานด์จริงจะตามทันเงินที่ทุ่มลงไปหรือไม่
ท้ายที่สุดนิคกี้อยากฝากไว้ว่า ในวันที่ตลาดวิ่งแรงแบบนี้ อย่าเพิ่งตื่นเต้นหรือ FOMO ตามการขึ้นแรงของหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนะคะ เพราะข่าวดีที่ดูเหมือนจบแล้ว บางทีก็ยังไม่จบจริงก็ได้ค่ะ
ช่วงนี้แนะนำกลับไปเล่นหุ้นวัฏจักรพลางๆ ก่อนค่ะ มัน laggard หุ้นเทคฯ ค่อนข้างเยอะค่ะ อ่อ แล้ว bond คิดว่าเริ่มซื้อได้แล้วนะ เพราะ bond yield คงพีคแถวๆ นี้แหละค่ะ 💛
โฆษณา