Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เมืองไทยไดอารี่ by Supawan
•
ติดตาม
16 มิ.ย. เวลา 01:59 • ท่องเที่ยว
พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ ราชบุรี .. เรื่องราวการเดินทางจากมหรสพหลวง สู่การละเล่นพื้นบ้าน
นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 8 เป็นต้นมา เอกสารของราชวงศ์จีนได้กล่าวถึงความรุ่งเรืองของเมืองต่างๆ มากกว่า 10 เมืองที่ตั้งอยู่รอบๆอ่าวไทย
เมืองเหล่านี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเนื่องจากขทบาททางการค้าของพ่อค้าชาวอินเดียที่ได้ใช้คาบสมุทรนี้เป็นสื่อกลางในการติดต่อค้าขายกับจีน และได้นำอารยธรรมอินเดียมาเผยแพรผ่านตัวอักษร ไปจนถึงวรรณกรรม ความเชื่อ งานศิลปะ .. งานที่ปรากฏในสมัยนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอินเดียแบบคุปตะ หลังคุปตะ และปาละ-เสนะ ..
บริเวณนี้เป็นจุดแวะพักของเส้นทางการค้าทางทะเลจากจีนไปยังประเทศทางตะวันตก อีกทั้งพ่อค้าชาวอินเดียใช้เส้นทางนี้ในการติดต่อค้าขายกับจีนและได้นำวัฒนธรรมและศิลปะแบบอินเดียมาเผยแพร่และบางส่วนได้ตั้งรกรากที่นี่จึงเกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและความเชื่อ
... ในส่วนของงานศิลปะ รวมถึงวัฒนธรรมการละคร และการละเล่นต่างๆที่พ่อค่าเหล่านั้นนำมาเผยแพร่ในพื้นที่อุษาคเนย์ จะเป็นเรื่องของเทพต่างๆ โดยเฉพาะ รามายะนะ
หนังใหญ่ .. มีชื่อเรียกตามขนาดของตัวหนัง ซึ่งตัวใหญ่มาก สมัยโบราณต้องนำหนังควายหรือวัวทั้งตัว จึงจะสามารถสร้างหนังใหญ่ได้ 1 ตัว ..
เรื่องที่เล่นมักจะเล่นเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นเรื่องของราชสำนัก เป็นเรื่องที่เชิดชูพระมหากษัตริย์ สรรเสริญยกย่องพระเจ้าแผ่นดินว่าเป็นพระรามอวตารมาปราบยุคเข็ญ
คนเชิดจะต้องเป็นพวกผู้ดีในสมัยโบราณ .. ฉะนั้นจึงเป็นงานในพระราชพิธีเพื่อยกย่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าแผ่นดิน
Photo : Internet
Photo : Internet
Photo : Internet
หนังใหญ่เป็นต้นกำเนิดของโขน .. ในสมัยโบราณ การเล่นโขนจะเล่นกลางสนามหลวง เวทีโขนต้องมีจอหนัง ทั้งๆ ที่ไม่ได้เล่นหนังใหญ่ แต่ต้องมีจอหนังด้วยเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี
คนเต้นปกติเขาจะอยู่หลังจอม จึงจะเกิดเงา ... นานเข้าราชสำนักเลยคิดให้คนเต้นออกมาเต้นหน้าจอบ้าง จนเริ่มแต่งตัวให้เหมือนตัวหนัง โบราณเขาเรียกโขนติดหนัง คือ ทำทีละนิดทีละหน่อยเอาคนมาแต่งเป็นยักษ์แต่งเป็นลิง
Photo : Internet
Photo : Internet
นานๆ เข้าเลยเล่นกันทั้งวงกลายเป็น “โขน” เลยมีการติดหน้าจอไว้ด้วยเพื่อเป็นสัญลักษณ์
ทั้งหมดมาเล่นเพื่อเป็นการเผยแพร่รามเกียรติ์ เพื่อให้คนทั่วไปได้รู้จักจะได้เคารพยกย่องพระเจ้าแผ่นดินว่าเปรียบเสมือนพระรามหรือพระนารายณ์
รามเกียรติ์ไม่ใช่นิทานธรรมดาแต่เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์เป็นมหากาพย์ .. พูดอย่างเดียวเล่าอย่างเดียวมันน่าเบื่อ เลยต้องมียุทธวิธีในการเล่าเรื่อง
.. วิธีอย่างหนึ่งคือ ฉลุเอาตัวหนังใหญ่ออกมาเป็นเรื่องรามเกียรติ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีกฎมณเฑียรบาลพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาระบุไว้เลยว่าจะต้องปิดหนังใหญ่ให้เล่น 2 แห่ง คือหน้าพระบรมมหาราชวังที่อยุธยาบริเวณพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาทซึ่งก็มีลานสนามชัย อีกแห่งหนึ่งเล่นที่วัดพุทไธสวรรค์
Photo : Internet
Photo : Internet
Photo : Internet
การที่หนังใหญ่ ซึ่งเดิมทีเป็น "มหรสพหลวง" ที่เข้มงวดและสงวนไว้เฉพาะในราชสำนัก สามารถแพร่กระจายออกมาสู่ระดับชาวบ้านได้นั้น ไม่ได้เกิดจากการออกกฎหมายอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรแบบปุบปับ
.. แต่เกิดจาก "ความผ่อนคลายทางนโยบาย" และ "ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคม" ในช่วงรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีปัจจัยสำคัญดังนี้
1. การปลดล็อก "ข้อห้าม" ในสมัยรัชกาลที่ 4
ในอดีต ราชสำนักเข้มงวดมากเรื่องเครื่องแต่งกาย ท่ารำ และบทละคร โดยเฉพาะ "โขนและละครใน" (ซึ่งมีต้นกำเนิดและใช้บทพากย์ร่วมกับหนังใหญ่) ห้ามมิให้สามัญชนจัดแสดงเด็ดขาด ใครฝ่าฝืนมีโทษหนัก
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นใน สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระบรมราชโองการ "พระราชทานอนุญาตให้เจ้าภาษีนายอากรและราษฎรทำละครผู้หญิงและละคอนโขนได้" (ยกเว้นเครื่องแต่งกายบางประเภท เช่น มงกุฎยอด เครื่องต้น ที่ยังสงวนไว้)
การผ่อนคลายกฎเหล็กนี้ ส่งผลให้ศิลปะการเชิด การพากย์ และดนตรีปี่พาทย์ที่เคยจำกัดอยู่แต่ในวัง หลั่งไหลออกสู่ภายนอก เกิดคณะแสดงของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และคหบดีนอกวังมากมาย และอานิสงส์นี้ก็ครอบคลุมมาถึงการเล่นหนังใหญ่ด้วย
2. วิกฤตเศรษฐกิจในราชสำนักและการ "ดุลยภาพ" ข้าราชการ
ในคราวเปลี่ยนผ่านรัชกาล โดยเฉพาะช่วงต้น รัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูประบบราชการและระบบการเงินครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีการยุบเลิกหรือลดขนาดกองมหรสพหลวงลง ช่างแกะสลัก ตัวเชิด และคนพากย์ที่เป็นข้าราชบริพารจำนวนมากต้องกระจายย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมในต่างจังหวัด
ราชสำนักไม่ได้สั่งห้ามไม่ให้พวกเขาทำมาหากินต่อ ตรงกันข้าม กลับ ผ่อนคลายและปล่อยให้ครูช่างเหล่านี้นำวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพ หรือไปถ่ายทอดให้ชุมชนเพื่อความอยู่รอด
Photo : Internet
Photo : Internet
Photo : Internet
3. การเปลี่ยนสถานะจาก "ของต้องห้าม" เป็น "เครื่องมือสร้างบารมี"
เมื่อราชสำนักผ่อนปรน เจ้าเมืองในหัวเมืองสำคัญ (เช่น ราชบุรี เพชรบุรี) และคหบดีผู้มีฐานะ ก็เริ่มสร้างคณะหนังใหญ่ของตนเองขึ้นมาเพื่อแสดงถึงบารมีและความจงรักภักดี โดยเป็นการจำลองความยิ่งใหญ่ของราชสำนักมาไว้ในท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปถวายหรือจัดแสดงร่วมกับ "วัดประจำชุมชน"
ในมุมของราชสำนัก การที่ชาวบ้านหรือหัวเมืองต่างๆ เล่นหนังใหญ่เรื่อง รามเกียรติ์ (ซึ่งเป็นเรื่องราวเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์) ยังเป็นการช่วยเผยแพร่ค่านิยมและความจงรักภักดีไปยังภูมิภาคต่างๆ อีกด้วย ทางส่วนกลางจึงไม่เพียงแต่ผ่อนปรน แต่ยังทรงสนับสนุนในทางอ้อมเมื่อมีการเสด็จประพาสหัวเมืองอีกด้วยครับ
สรุปได้ว่า ราชสำนักใช้วิธี "ผ่อนคลายการผูกขาด" ผ่านการแก้กฎหมายเปิดโอกาสให้เอกชนจัดแสดงได้ ประกอบกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ต้องปล่อยให้บุคลากรสายศิลปะออกไปเติบโตนอกวัง วัดและชุมชนจึงสามารถรับไม้ต่อเอาไว้ได้อย่างถูกกฎหมายและสง่างาม
Photo : Internet
หนังใหญ่ มหรสพชั้นสูงที่เคยจำกัดอยู่แต่ในราชสำนักและบ้านเมืองของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ได้ค่อยๆ คลี่คลายและ "เดินทาง" ออกมาสู่ระดับชาวบ้านผ่านปัจจัยสำคัญหลายประการในประวัติศาสตร์
Photo : Internet
Photo : Internet
เรื่องราวการเปลี่ยนผ่านนี้สามารถสรุปได้เป็น 3 ทางหลักๆ ดังนี้
1. การถ่ายทอดจากช่างหลวงและครูบาอาจารย์สู่ชุมชน
ในสมัยโบราณ ช่างที่แกะสลักตัวหนังใหญ่และผู้เชี่ยวชาญการเล่น (ตัวเชิดคนพากย์) ส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือหลวงหรือคนในสังกัดของเจ้านาย เมื่อมีการย้ายถิ่นฐาน การเกษียณอายุ หรือการที่ครูบาอาจารย์เหล่านั้นได้ออกมาตั้งรกรากในต่างจังหวัด (โดยเฉพาะแถบภาคกลางและภาคตะวันตก เช่น ราชบุรี เพชรบุรี และวัดขนอน)
ท่านได้นำวิชาความรู้เหล่านี้มาถ่ายทอดให้กับพระภิกษุและชาวบ้านในชุมชน เพื่อใช้เป็นกิจกรรมร่วมกันในงานวัดและงานรื่นเริง
2. วัด: ศูนย์กลางการเรียนรู้และอนุรักษ์ของชาวบ้าน
วัดคือกลไกสำคัญที่สุดที่ทำให้หนังใหญ่กลายเป็นมหรสพของชาวบ้าน พระภิกษุ (โดยเฉพาะสมภารหรือเจ้าอาวาสที่มีความรู้ทางช่างและศิลปะ) ร่วมมือกับชาวบ้านในชุมชน ช่วยกันเสาะหาหนังโคหนังกระบือมาฟอก มาแกะสลักเป็นตัวหนังตามตำราครู และฝึกซ้อมเด็กวัดหรือคนหนุ่มในหมู่บ้านให้หัดเชิด หัดพากย์
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด: คือ หนังใหญ่วัดขนอน จังหวัดราชบุรี ที่เกิดจากแนวคิดของท่านพระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ท่านชักชวนช่างฝีมือและชาวบ้านมาร่วมกันสร้างตัวหนังและฝึกเล่น จนกลายเป็นมรดกตกทอดของชุมชนมาถึงปัจจุบัน
3. การปรับตัวตามความนิยมในงานสังคม
เมื่อหนังใหญ่ออกมาอยู่กับชาวบ้าน รูปแบบการเล่นจึงปรับให้เข้ากับรสนิยมของท้องถิ่นมากขึ้น:
สถานที่จัดแสดง: เปลี่ยนจากลานพระราชวังมาเป็นลานวัด ลานกลางหมู่บ้าน หรือในงานศพของผู้มีฐานะในชุมชน
เนื้อหาและการพากย์: แม้จะยังเล่นเรื่อง รามเกียรติ์ เป็นหลักเหมือนในวัง แต่บทพากย์ บทเจรจา จะเริ่มมีการสอดแทรกมุกตลก ความสดใหม่ และสะท้อนวิถีชีวิต ค่านิยม หรือเหตุการณ์ปัจจุบันของชาวบ้านเข้าไป เพื่อให้คนดูเข้าถึงได้ง่ายและสนุกสนานขึ้น
จากเดิมที่เป็นมหรสพสมโภชในพระราชพิธีสำคัญ หนังใหญ่จึงได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นศูนย์รวมจิตใจ คู่งานบุญ และงานรื่นเริงประจำปีของชุมชนชาวบ้านอย่างเต็มตัวในที่สุด
พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ วัดขนอน ตั้งอยู่ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี .. ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นเรือนไทยโบราณที่จัดแสดงตัวหนังใหญ่ไว้อย่างสวยงาม
ที่นี่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่เป็นสถานที่อนุรักษ์ศิลปะการแสดงชั้นสูงที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ และได้รับการยกย่องจาก UNESCO ในระดับโลกอีกด้วย
เรื่องราวของที่นี่มีความน่าสนใจและงดงามมาก
จุดเริ่มต้นจากความเลื่อมใส
ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 พระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) เจ้าอาวาสวัดขนอนในสมัยนั้น ท่านมีความเชี่ยวชาญทั้งงานช่างและศิลปะ ท่านได้ชักชวนครูอั๋ง (ช่างจารึกชื่อดัง) และกลุ่มลูกศิษย์ ร่วมกันสร้างตัวหนังใหญ่ขึ้นมา
… โดยแกะสลักจากหนังโคที่ตายพราย (ตายเอง) ตัวหนังชุดแรกที่สร้างขึ้นคือ ชุดหนุมานแผลงฤทธิ์ ซึ่งมีความประณีตและงดงามมาก
มรดกโลกที่ยังมีชีวิต
วัดขนอนสามารถเก็บรักษาตัวหนังใหญ่โบราณไว้ได้ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย รวมแล้วกว่า 313 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวละครจากวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์
ด้วยความทุ่มเทในการอนุรักษ์นี้เอง ในปี พ.ศ. 2550 คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมของ UNESCO จึงได้ยกย่องให้ "การสืบทอดและฟื้นฟูหนังใหญ่โบราณวัดขนอน" เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลกที่มีผลงานในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรม
1 บันทึก
6
1
4
1
6
1
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย