17 มิ.ย. เวลา 01:10 • นิยาย เรื่องสั้น

จดหมายเหตุชุดที่ 17: อัลเคมีต้องห้ามและการบิดเบือนเทคโนโลยีแห่งเอ็นกิ

(Forbidden Alchemy: How Enki's Gift Became Marduk's Weapon)
ชื่อเรื่อง : มหากาพย์แห่งความเงียบ: ประวัติศาสตร์ที่ถูกปลดแอกจากรอยเงาของเทพเจ้า
บันทึก ณ หน่วยนิติวิทยาศาสตร์โบราณคดีวิหารอูรุก
มีนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ผู้หนึ่งที่ได้รับรางวัล Nobel ในปลายชีวิตของเขา ถูกถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการค้นพบที่ทำให้ระเบิดนิวเคลียร์เป็นไปได้
เขาเงียบอยู่นานก่อนตอบว่า "ฉันค้นพบกุญแจของจักรวาล แต่ฉันไม่รู้ว่าใครจะใช้มันเปิดประตูไหน"
ประโยคนั้นคือสรุปที่แม่นยำที่สุดของสิ่งที่เกิดขึ้นในวิหารอูรุก เพราะเอ็นกิค้นพบกุญแจ และมาร์ดุกเลือกว่าจะเปิดประตูไหน
รายงานฉบับนี้เป็นการสรุปผลการตรวจสอบร่องรอยการดัดแปลงอาวุธที่พบภายในวิหารชั้นในของอูรุก ซึ่งถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลักในช่วงท้ายของยุคสมัยที่มาร์ดุกเรืองอำนาจ
การตรวจสอบผ่านเทคโนโลยีสแกนระดับโมเลกุลเผยให้เห็นถึงความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับจุดกำเนิดของเทคโนโลยีทำลายล้างที่เปลี่ยนวิถีของสงครามสวรรค์ไปตลอดกาล
แต่ก่อนที่จะพูดถึงสิ่งที่ถูกพบ จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า ทำไมวิหารอูรุกจึงถูกเลือกเป็นสถานที่ในการทำสิ่งนี้
อูรุกในยุคโบราณนั้นเป็นศูนย์กลางอารยธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มันเป็นที่ที่การเขียนถูกพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรก ที่ที่กฎหมายลายลักษณ์อักษรชุดแรกถูกสร้างขึ้น และที่ที่ความรู้ถูกรวบรวมและจัดระบบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รู้จัก ในทางหนึ่ง อูรุกคือ "ห้องสมุดแห่งแรกของโลก"
และมาร์ดุกเลือกที่จะทำงานที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของเขาในสถานที่ที่ความรู้ถือกำเนิด
บางทีนั่นไม่ใช่ความบังเอิญ
▪️การวิเคราะห์วัสดุ: เมื่อเครื่องมือรักษากลายเป็นอาวุธทำลาย
การวิเคราะห์วัสดุและผังวงจรพลังงานในอาวุธเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า มันไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่จากศูนย์ แต่คือการทำ "อัลเคมีเชิงเทคโนโลยี" (Techno-Alchemy)
คำว่า "อัลเคมี" นั้นน่าสนใจมากในบริบทนี้ เพราะในประวัติศาสตร์มนุษย์ อัลเคมีคือความพยายามในการแปรธาตุ การเปลี่ยนตะกั่วให้กลายเป็นทอง การเปลี่ยนสิ่งที่ไม่มีค่าให้กลายเป็นสิ่งล้ำค่า
แต่ในสิ่งที่มาร์ดุกทำนั้น เป็นการอัลเคมีที่กลับกัน นั่นคือการเปลี่ยนทองให้กลายเป็นตะกั่ว การเปลี่ยนเครื่องมือแห่งชีวิตให้กลายเป็นเครื่องมือแห่งความตาย
มาร์ดุกไม่ได้เพียงแค่คัดลอกพิมพ์เขียวของเอ็นกิ แต่เขาได้ทำการ Override ระบบความปลอดภัยขั้นสูง (Safety Protocols) ที่เอ็นกิฝังไว้ในฐานะตัวคุมกำเนิดพลังงาน
ทำให้เครื่องมือที่เคยใช้ในการซ่อมแซมรหัสพันธุกรรม หรือการสร้างเสถียรภาพระดับโมเลกุล ถูกนำมาพลิกผันให้กลายเป็นการสลายพันธะอะตอมของศัตรูในชั่วพริบตา
เพื่อให้เข้าใจว่านี่หมายความว่าอะไรในทางเทคนิค ลองนึกถึงเทคโนโลยีรังสีที่ใช้ในทางการแพทย์ปัจจุบัน รังสี X-ray ในระดับต่ำนั้นใช้ในการถ่ายภาพเพื่อการวินิจฉัย รังสีในระดับสูงขึ้นถูกใช้ในการรักษามะเร็ง ทำลายเซลล์เนื้องอกโดยตรง
แต่รังสีในระดับที่สูงมากๆ นั้นทำลายทุกสิ่งโดยไม่เลือก ไม่ว่าจะเป็นเซลล์มะเร็งหรือเซลล์ปกติ
เครื่องมือของเอ็นกิถูกออกแบบมาให้ทำงานในระดับที่แรก เพื่อการรักษาและการซ่อมแซม มาร์ดุกค้นพบว่าถ้า Override ระบบควบคุมที่จำกัดระดับพลังงาน เทคโนโลยีเดิมสามารถถูกดันให้ทำงานในระดับที่สามได้ และในระดับนั้น มันไม่ได้รักษาอะไรแล้ว
ผลการสแกนระดับโมเลกุลยังพบว่า อาวุธเหล่านี้มีการฝังรหัสกำกับที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ชั้นในสุดเป็นรหัสต้นฉบับที่เต็มไปด้วยความเมตตาและเจตนารมณ์ในการสร้างสรรค์ของเอ็นกิ แต่ชั้นนอกถูกเขียนทับด้วยรหัสสั่งการที่เย็นชาและก้าวร้าวของมาร์ดุก
สิ่งที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์คือรหัสต้นฉบับของเอ็นกินั้นไม่ได้ถูกลบออก มันยังคงอยู่ที่นั่น ซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นนอกที่มาร์ดุกเขียนทับ เหมือนกับจิตรกรรมโบราณที่ถูกทาทับด้วยสีใหม่ ด้านนอกเห็นแค่สีของผู้ที่ทาทับ แต่ถ้าใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง ภาพเดิมยังคงอยู่ข้างใต้
นั่นหมายความว่า ความดีนั้นไม่ได้หายไป มันแค่ถูกฝัง
▪️อัลเคมีต้องห้าม: หลักการทางวิทยาศาสตร์
เพื่อให้เข้าใจว่า "Techno-Alchemy" ที่มาร์ดุกทำนั้นเป็นไปได้อย่างไร จำเป็นต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานว่า เทคโนโลยีการรักษาและเทคโนโลยีทำลายนั้นใช้หลักการทางฟิสิกส์เดียวกัน
ในทางชีวฟิสิกส์ กระบวนการชีวภาพทั้งหมดในร่างกายนั้นขับเคลื่อนด้วยพลังงาน การที่เซลล์แบ่งตัว การที่โปรตีนพับตัว การที่เซลล์สื่อสารกัน ทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนพลังงานในระดับโมเลกุล และเพราะทุกอย่างเป็นพลังงาน ระบบที่สามารถให้พลังงานกับกระบวนการชีวภาพก็สามารถดึงพลังงานออกจากกระบวนการเหล่านั้นได้เช่นกัน
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "พลังงานสะอาดที่กลายเป็นพลังงานทำลาย" และมันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหลักการพื้นฐาน แค่เปลี่ยนทิศทางของการถ่ายโอนพลังงาน
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือการค้นพบที่ว่า อาวุธที่ถูกดัดแปลงเหล่านี้ไม่ได้ทำงานด้วยแหล่งพลังงานปกติ แต่ใช้การ "สูบพลังงานชีวิต" ของผู้ที่ถูกโจมตีมาเป็นเชื้อเพลิงในการรักษาสภาพของตนเอง
นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเรียกว่า "Parasitic Energy System" ระบบที่ใช้พลังงานจากสิ่งแวดล้อมเพื่อรักษาสภาพของตนเอง และในกรณีของอาวุธของมาร์ดุก "สิ่งแวดล้อม" นั้นคือชีวิตของเป้าหมาย
มาร์ดุกได้ทำให้เทคโนโลยีของเอ็นกิกลายเป็นสิ่งที่มี "ความหิวโหย" ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่บ่งบอกว่าผู้ปกครองคนใหม่คนนี้ไม่ได้ต้องการเพียงชัยชนะทางการเมือง แต่ต้องการความเหนือกว่าในระดับที่สามารถบงการความเป็นและความตายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้
▪️ความลับของเอ็นกิ: เจตนารมณ์ที่ถูกบิดเบือน
การบิดเบือนเทคโนโลยีของเอ็นกิโดยมาร์ดุกถือเป็นจุดเปลี่ยนที่โศกนาฏกรรมที่สุดในประวัติศาสตร์อารยธรรมที่ถูกค้นพบความรู้เรื่องการจัดการพลังงานสะอาดที่เอ็นกิเคยมอบให้ด้วยความหวังว่าจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ กลับถูกเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นอาวุธร้ายแรง
แต่เพื่อเข้าใจความโศกนาฏกรรมนี้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า เอ็นกิรู้เรื่องนี้ไหม?
จากบันทึกส่วนตัวของเอ็นกิที่ถูกค้นพบในชั้นใต้ดินของเอริดู มีข้อความที่เขียนไว้ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับที่มาร์ดุกเริ่มทำการดัดแปลงว่า
"ฉันออกแบบระบบที่ดีที่สุดที่ฉันทำได้ ฉันใส่กลไกความปลอดภัย ฉันจำกัดขีดความสามารถ ฉันออกแบบให้มันทำลายตัวเองถ้าถูกใช้ผิดทาง แต่ฉันไม่รู้ว่าจะป้องกันอะไรได้ถ้าผู้ที่ใช้มันฉลาดกว่าระบบความปลอดภัยที่ฉันสร้าง"
"มาร์ดุกเป็นลูกของฉัน เขาเรียนรู้จากฉัน และเขาเข้าใจสิ่งที่ฉันสร้างในระดับที่ลึกมากพอจะพบช่องโหว่ที่ฉันไม่เห็น"
"ฉันไม่รู้ว่าจะโกรธเขา หรือจะโกรธตัวเองที่สอนเขาดีเกินไป"
ประโยคสุดท้ายนั้นบอกทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมนี้
มาร์ดุกได้ใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในโครงสร้างพลังงานที่เอ็นกิเคยเผยแพร่ นำไปสู่การปรับแต่งกลไกการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้มีความหนาแน่นสูงขึ้น จนสามารถสร้างอาวุธคลื่นแสงและอาวุธพลาสมาที่มีรัศมีทำลายล้างมหาศาล
ในทางฟิสิกส์ "พลาสมา" คือสถานะที่สี่ของสสาร หลังจากของแข็ง ของเหลว และก๊าซ มันเกิดขึ้นเมื่ออะตอมถูกทำให้ร้อนจนอิเล็กตรอนหลุดออกจากวงโคจร ทำให้เกิดก๊าซที่มีประจุไฟฟ้า พลาสมาในธรรมชาติพบได้ในดาวฤกษ์ ในฟ้าผ่า และในแสงออโรราที่ขั้วโลก
เทคโนโลยีของเอ็นกิสามารถสร้างและควบคุมพลาสมาได้ ซึ่งในวัตถุประสงค์เดิมนั้น ใช้เพื่อการสร้างสนามพลังงานที่ปกป้องและรักษาโครงสร้างทางชีวภาพ
แต่พลาสมาที่ไม่ถูกควบคุมนั้นทำลายทุกสิ่งที่สัมผัส เพราะมันมีอุณหภูมิสูงหลายล้านองศาและมีประจุไฟฟ้าที่สามารถสลายพันธะโมเลกุลของสิ่งมีชีวิตได้ทันที
มาร์ดุกค้นพบว่าการถอด "ตัวควบคุม" ออกจากเทคโนโลยีของเอ็นกินั้นไม่ยากอย่างที่คิด เพราะเอ็นกิออกแบบระบบให้ยืดหยุ่นเพื่อให้ปรับใช้ได้กับหลายสถานการณ์ และความยืดหยุ่นนั้นเองที่กลายเป็นช่องโหว่
การแทรกแซงอย่างเป็นระบบของมาร์ดุกยังส่งผลกระทบต่อวิวัฒนาการทางปรัชญาของมนุษย์ด้วย เพราะการที่เครื่องมือแห่งการสร้างถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ทำให้ภาพลักษณ์ของวิทยาการพลังงานสะอาดกลายเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวและอันตรายในสายตาของสาธารณชน
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นในประวัติศาสตร์มนุษย์ยุคต่อมาอย่างชัดเจน ความรู้เกี่ยวกับพลังงานในระดับโมเลกุลที่สืบทอดมาจากยุคนั้น ถูกห่อหุ้มด้วยชั้นของความลึกลับและความกลัว กลายเป็น "วิชาต้องห้าม" ที่ถ่ายทอดกันแค่ในหมู่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก
มาร์ดุกประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนทิศทางของประวัติศาสตร์ โดยทำให้เทคโนโลยีที่ควรจะนำความมั่งคั่งและเสถียรภาพมาสู่โลก กลายเป็นปัจจัยที่สร้างความหวาดกลัวและการกดขี่
▪️หลักฐานเชิงประจักษ์: ร่องรอยบนดีเอ็นเอของมนุษย์
หลักฐานเชิงประจักษ์จากแหล่งขุดค้นดังกล่าว ไม่เพียงแต่เป็นร่องรอยแห่งความตาย แต่เป็นหลักฐานที่บันทึกพฤติกรรมของมาร์ดุกได้อย่างชัดเจนที่สุด
ค่าประจุตกค้างในระดับโมเลกุลที่ตรวจพบในโครงกระดูกนั้นคือ "ลายเซ็น" ที่บ่งบอกถึงแหล่งกำเนิดของพลังงานที่ผิดเพี้ยน
ในทางนิติวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน เราสามารถระบุได้ว่าสิ่งมีชีวิตเคยสัมผัสกับรังสีหรือพลังงานประเภทใดจากการตรวจสอบซากที่หลงเหลือ เพราะพลังงานแต่ละประเภททิ้งรอยเซ็นเฉพาะที่ระดับอะตอมไว้ในโครงสร้างโมเลกุลของสิ่งมีชีวิต
ลายเซ็นพลังงานที่พบในโครงกระดูกแห่งวิหารอูรุกนั้น เมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่า ไม่ตรงกับแหล่งพลังงานธรรมชาติใดๆ ที่มีอยู่บนโลก แต่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับกระบวนการ "Controlled Nuclear Fusion" หรือการหลอมนิวเคลียสแบบควบคุม ซึ่งเป็นกระบวนการที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่กำลังพยายามพัฒนาเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานสะอาด
การที่ลายเซ็นนั้นปรากฏในสถานที่ที่มีอายุหลายพันปี บอกว่า มีบางอย่างที่สร้างและควบคุมกระบวนการนั้นได้ในยุคที่มนุษย์ยังไม่มีแม้แต่ความรู้เรื่องอะตอม
การตรวจสอบผังวงจรที่พบในเศษซากเครื่องจักรในวิหาร ยืนยันถึงการทำลายระบบความปลอดภัยที่เอ็นกิสร้างไว้
การบิดเบือนรหัสควบคุมพลังงานจากที่เคยมีไว้เพื่อความเสถียรและความยั่งยืน ให้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งการทำลายล้าง ถือเป็น "การจารกรรมเทคโนโลยีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สวรรค์"
ในทางวิทยาศาสตร์ ระบบความปลอดภัยในเทคโนโลยีพลังงานสูงนั้นทำงานในลักษณะ "Fail-Safe" คือถ้าระบบตรวจพบความผิดปกติ มันจะปิดตัวเองโดยอัตโนมัติ เอ็นกิออกแบบระบบความปลอดภัยในแบบนี้ โดยตั้งค่าให้เทคโนโลยีหยุดทำงานถ้าพลังงานสูงเกินระดับที่ปลอดภัย
มาร์ดุกค้นพบวิธีที่จะบอกระบบความปลอดภัยว่า "ระดับนั้นคือระดับปลอดภัยใหม่" ทำให้ระบบยังคงทำงานต่อไปแม้ว่าพลังงานจะสูงถึงระดับที่ทำลายล้าง
มันเหมือนกับการปรับ Speedometer ในรถที่จำกัดความเร็วสูงสุด ถ้าคุณสามารถโปรแกรมให้มิเตอร์คิดว่า 300 km/h คือ 100 km/h ระบบความปลอดภัยก็จะไม่ทำงาน เพราะมันคิดว่าทุกอย่างปกติ
โครงกระดูกหลายร้อยร่างที่ทับถมกันในวิหารอูรุกคือพยานปากเอกที่บ่งบอกถึง "ความทะเยอทะยานที่ไร้ขอบเขต" ของมาร์ดุก
การใช้อาวุธที่มีรังสีพลาสมาเข้มข้นในพื้นที่ปิดเช่นนี้สะท้อนว่าเขาสูญเสียความเป็นผู้นำที่ใส่ใจต่อทรัพยากรไปสิ้นแล้ว เหลือเพียงการกระทำของผู้ที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายส่วนตน
ร่องรอยที่ปรากฏบนดีเอ็นเอของมนุษย์เหล่านั้นไม่ได้หายไปตามกาลเวลา
นี่คือสิ่งที่บันทึกชุดที่ 17 เสนอในฐานะสมมติฐานที่มีฐานรากทางวิทยาศาสตร์รองรับ
ในทางพันธุศาสตร์ มีแนวคิดที่เรียกว่า "Radiation-Induced Epigenetic Changes" หรือการเปลี่ยนแปลงเหนือพันธุกรรมที่เกิดจากรังสี
ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการสัมผัสรังสีไม่ได้แค่ทำลายเซลล์ที่ได้รับผล แต่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของยีนในลักษณะที่ถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้
ถ้าบันทึกชุดนี้ถูกต้อง พลังงานพลาสมาที่ถูกใช้ในวิหารอูรุกนั้นอาจทิ้งร่องรอยไว้ในระดับ Epigenetic ของประชากรที่รอดชีวิต และรอยนั้นอาจยังคงอยู่ในระดับที่ตรวจสอบได้ในมนุษย์ยุคปัจจุบัน
การค้นพบนี้ได้เปลี่ยนบทบาทของมาร์ดุกจากเทพเจ้าผู้กอบกู้ในสายตาเหล่าอิกิกี ให้กลายเป็นผู้ทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในจักรวาล
การทรยศต่อเจตนารมณ์ของผู้สร้าง
บรรยากาศในห้องปฏิบัติการวิจัยนี้เปรียบเสมือน "สุสานของอุดมการณ์" ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านไม่ใช่เพียงอุณหภูมิทางกายภาพ แต่คือความเย็นเยียบของประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือน
ความรู้สึกของการทรยศต่อเจตนารมณ์ของเอ็นกิปรากฏชัดเจนผ่านเศษซากเครื่องจักรที่ครั้งหนึ่งเคยถูกออกแบบมาเพื่อการถนอมและยกระดับชีวิต แต่วันนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือที่มอบความตายอย่างทรมานที่สุด ให้กับผู้ที่มันถูกออกแบบมาให้ปกป้อง
เอ็นกิในฐานะสถาปนิกผู้พยายามปูทางสู่อนาคตที่มนุษย์สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ต้องตกอยู่ในสภาวะจำยอมเมื่อเห็นผลงานของท่านถูกมาร์ดุกหยิบฉวยไปใช้เป็นอาวุธ การทรยศครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง เพราะมันคือการทำลาย "ปรัชญาแห่งการสร้างสรรค์"
ในประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ มีตัวอย่างที่คล้ายกันนี้อยู่หลายกรณี Alfred Nobel คิดค้น Dynamite เพื่อใช้ในการก่อสร้าง แต่มันถูกนำมาใช้ในสงคราม Fritz Haber ค้นพบวิธีสังเคราะห์ปุ๋ยไนโตรเจนที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและเลี้ยงประชากรโลก แต่เทคโนโลยีเดียวกันนั้นถูกใช้ในการผลิตอาวุธเคมีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ในทุกกรณีนั้น ผู้คิดค้นต้องแบกรับน้ำหนักของสิ่งที่ความรู้ของตนนำมาสู่โลก
เอ็นกิต้องแบกรับภาระแห่งความสูญเสียนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทุกชีวิตที่ดับสูญด้วยอาวุธที่ดัดแปลงมาจากเทคโนโลยีของท่าน คือรอยแผลที่ย้ำเตือนว่าความเมตตาของท่านในอดีตได้กลายเป็นดาบที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงผู้ที่ท่านรัก
ความรู้สึกนี้คือโศกนาฏกรรมที่แท้จริง คือการที่ผู้สร้างต้องเฝ้ามองสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นด้วยความหวัง กลายเป็นเครื่องจักรแห่งความทุกข์ระทมที่ตนเองไม่อาจยับยั้งได้ทันท่วงที
ความน่าสะพรึงกลัวที่สุดของการกระทำของมาร์ดุก คือการนำความเมตตาของเอ็นกิมาเป็นเครื่องมือในการกำจัดมนุษย์เสียเอง
การที่มนุษย์ถูกเกณฑ์ให้มาเป็นเครื่องมือในสงคราม ทั้งในฐานะแรงงานและในฐานะเหยื่อทดสอบอาวุธพลาสมา คือการตอกย้ำว่าภายใต้อำนาจที่ไร้ศีลธรรม ความเป็นมนุษย์ไม่มีค่าใดๆ นอกเหนือไปจากการเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความเหนือกว่าของอาวุธ
มาร์ดุกไม่ได้เพียงแค่สู้รบกับเอ็นลิล แต่เขากำลังสู้รบกับความดีงามที่เอ็นกิพยายามมอบให้โลกนี้ โดยการทำลายความดีนั้นให้สูญสิ้นไปพร้อมกับร่างของผู้ที่ได้รับมันมา
บทสรุปแห่งรอยร้าวทางเทคโนโลยี
การค้นพบร่องรอยการดัดแปลงอาวุธในวิหารอูรุกนี้ คือประจักษ์พยานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า "เมื่อเทคโนโลยีถูกกุมอำนาจโดยผู้ที่ไร้ซึ่งจริยธรรม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ย่อมกลายเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ"
มาร์ดุกอาจประสบความสำเร็จในการสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าผ่านอำนาจการทำลายล้าง แต่ในมุมมองของนักบันทึกประวัติศาสตร์ สิ่งที่เขาฝากทิ้งไว้คือร่องรอยแห่งความเสื่อมทรามของการนำความรู้อันเป็นมงคลไปแปรเปลี่ยนเป็นความหายนะ และบทเรียนนั้นไม่ได้ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย
ในยุคปัจจุบัน มนุษย์ถือครองเทคโนโลยีที่ทรงพลังกว่าที่มาร์ดุกเคยมีในหลายมิติ เทคโนโลยีพันธุกรรมที่สามารถแก้ไขดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถตัดสินใจได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ที่สามารถให้พลังงานหรือทำลายล้างทั้งเมืองได้ในครั้งเดียว
ทุกอย่างเหล่านั้นเป็นดาบสองคม เหมือนกับเทคโนโลยีของเอ็นกิที่กลายเป็นอาวุธในมือของมาร์ดุก
คำถามที่จดหมายเหตุชุดที่ 17 ทิ้งไว้สำหรับมนุษยชาติในยุคปัจจุบันไม่ใช่ว่า "เราสร้างเทคโนโลยีได้หรือไม่?" แต่คือ "เราพร้อมแค่ไหนสำหรับสิ่งที่เทคโนโลยีที่เราสร้างจะกลายเป็นในมือของผู้ที่เราไม่ได้ตั้งใจจะให้มัน?"
เพราะในทุกยุคสมัย มี "มาร์ดุก" รอดูอยู่ว่าผู้สร้างจะทิ้งอะไรไว้โดยไม่ป้องกัน และในทุกยุคสมัย ผู้สร้างที่ดีที่สุดก็ยังไม่สามารถปกป้องทุกสิ่งได้
จดหมายเหตุชุดที่ 17 จบลงที่นี่
แต่รอยร้าวที่มันบันทึกไว้นั้นยังคงอยู่ ในทุกความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้าง และถูกนำไปใช้เพื่อทำลาย….ในทุกยุคสมัย ในทุกอารยธรรม และในทุกมือที่ถือกุญแจ โดยไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะเปิดประตูไหน
โฆษณา