Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เมืองไทยไดอารี่ by Supawan
•
ติดตาม
17 มิ.ย. เวลา 02:42 • ท่องเที่ยว
ภาพจิตรกรรมฝาปนัง วัดคงคาราม ราชบุรี (1)
ภาพพุทธประวัติ วัดคงคาราม : น. ณ ปากน้ำ
1. ภาพเขียนบนผนังชั้นบนเหนือหน้าต่าง เฉพาะส่วนที่อยู่ติดเพดานนั้นฝีมือช่างเก่าสมัยอยุธยา เขียนรูปอดีตพุทธะเรียงรายกันไป โดยประทับอยู่บนพระแท่นมีเรือนแก้วอยู่โดยรอบ เบื้องข้างพระแท่นมีอัครสาวกอยู่สองข้าง
จำนวนโดยรอบดูโบสถนับปริมาณไม่ได้ เป็นตติที่นิยมเขียนกันมาแต่สมัยอธยาตอนต้น และตอนกลาง ใช้สีเพียง 3 สีดื้อ สีดำ สีดินแดง และสีเหลือง เขียนลงบนพื้นขาว ซึ่งเป็นเทคนิคสมัยอยุธยาโดยแท้
2. ภาพเขียนบนผนังชั้นบน ด้านข้างใต้รูปอดีตพุทระลงมา เขียนรูปพุทธประวัติ โดยเริ่มจากผนังทางทิศเหนือเขียนรูปพระราชพิธีอภิเษกสมรส พระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา กับพระบารสิริมหาบายา พระพุทธบารดา
ผนังตอนนี้ด่อนข้างชำรุด เห็นแต่ภายในปราสาทมีบายศรีอยู่ตรงกลาง
สองข้างแวดล้อมด้วยกษัตริย์ พื้นหลังระบายสีแดง ยอดปราสาทระบายด้วยสีแสดกับเขียว สองสีนี้เมื่อสลับกันแพรวพราวจำนวนมาก ดูระยะไกลจะออกสีเหลืองคล้ายทองด้วยเป็นแม่สีสเปดตรัม
นับว่าเป็นความชาญฉลาดของนายช่างเขียนไทย ซึ่งไม่จ้าเป็นจะต้องใช้ทองปิดลงบนรูปภาพเลย แต่สามารถสร้างโครงสีเป็นแบบบเป็นจุดสลับกัน (Pointilion) ทำให้เกิดค่าของอีกสีหนึ่งได้
อีกประการหนึ่ง การระบายสีเบื้องหลังกองทัพช้างบนเป็นสีแดงชาดนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ระบุว่ายังคงนิยมระบบโบราณโดยแท้
3. ภาพผนังทิศเหนือถัดไปทางทิศตะวันออก เหนือขอบหน้าต่างข้างบนเป็นภาพนครกบิลพัสดุ์ เป็นภาพผู้คนที่เดินทัพเข้าแถวแนวนอกกำแพงแก้วของปราสาท
4. ตอนพระนางสิริมหามายาทรงพระครรภ์แก่ ทูลลาพระเจ้าสุทโธทนะพระสวามี จะไปดลอดที่เมืองเดิมของตนดีอกรุงเทวทหะ ที่จริงภาพนี้มีรูปขบานทัพและการแต่งกายของท้าวนางที่ร่วมในขนวน แต่น้ำฝนไหลลงมาทำให้ภาพชำรุดหมดสิ้น เห็นเพียงเฉพาะบางตอนเท่านั้น
5. ภาพผนังทิศเหนือถัดไปตรงกลางที่ยังคงสมบูรณ์ดีมาก จัดว่าการวางคอมโปสิชั่นและการวางโครงสีดีเยี่ยม รูปพระนางสิริบหามายาเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์โดยพระราชยาน และต้องไปคลอดกลางทางใต้ร่มไม้
ภาพปราสาททางขวามือ พื้นข้างในเบื้องหลังกษัตริย์สีแดงฉานตัดกับฉากสีดำที่เขียนรูปดอกไม้ร่วงแพรวพราย การจัดภาพผู้คนเป็นกลุ่มก้อน จังหวะช่องไฟของภาพ นับว่าเป็นการจัดภาพที่ดีเลิศ
6. รูปข้างบนซ้ายมือ จะเห็นพระอินทร์ไปอาราธนาพระโพธิสัตว์ในสวรรค์ชั้นดูสิต ให้มาจุติในครรภ์พระชายาแห่งนครกบิลพัสดุ์
รูปกลุ่มนางกำนัลที่แหวกม่านวงล้อมการประสูติออกมา ทำท่าชี้มือและโบก ข้างในจะชะเร้อมองออกมา เป็นประเพณีอันแปลกไม่เห็นที่อื่น แต่ท่วงทีกิริยาท่าทางของสาวนางนั้นงามน่ารักยิ่ง ทุกคนไว้ผมยาว
7. หลังคาป้อมกำแพงเป็นอย่างเก่าเหมือนภาพเขียนอยุธยาทั่วไป จึงเข้าใจว่าภาพนี้เป็นของสมัยอธยาเสียส่วนใหญ่ จะมีปฏิสังธรณ์สมัยหลังก็คงไม่มากนัก นับว่าเป็นภาพสำคัญภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์ เป็นภาพอันงามอย่างชนิดไม่มีเสมอสอง
8. ภาพเหล่านี้เป็นภาพเขียนติดต่อกันบนผนังยาวเหยียด เราจึงเห็นว่าทางขวามือของปราสาทใหญ่เป็นภาพที่เมืองกบิลพัสดุ์ พระกุมารสิทธัดถะแสดงปาฏิหาริย์ (พระกายปิดทอง) ขึ้นไปยืนเหนือมุ่นเกล้าของอสิตดาบส ผู้พยากรณ์ว่าทรงมีพระบุคลีกลักษนะครบมหาปุลิสลักษณะนะทุกประการ
สังเกตว่าที่ป้อมตรงมุมด้านหน้าของพระราชวังมีทหารฝรั่งนั่งอยู่ในป้อม ทหารฝรั่งแต่งกายแบบหลุยส์ เข้าใจว่า เป็นภาพเดิมเป็นภาพเก่าสมัยอยุธยา เพียงแต่มาปฏิสังขรณ์ให้บริบูรณ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เบื้องบนสุด บนท้องพักพื้นขาว มีดาวนักษัตรเรือนบนพื้นขาว นี่ก็เป็นร่องรอยว่าบางส่วนภาพเขียนของเดิมยังหลงอยู่ ด้วยเทดนิดในการเขียนเช่นนี้เป็นแบบอยุธยาโดยแท้
รูปวิมานมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ขนาบช้างบน ข้างล่างเป็นรูปตาวสัตเดราะห์ บ่งถึงการปรากฏความหัศจรรย์ในการตรวจโชดชะตาราศีของมหาบุรุษทางโชติยศาสตร์ ภาพเช่นนี้มีคุณค่าในการพิจารณาอย่างสูง
9.ให้สังเกตุว่าการเขียนภาพผู้คนเข้าเฝ้าแทนที่จะหันหลังให้กลับหันข้าง ลักษณะนี้เป็นการเขียนระบบเก่าของศิลปะไทย รูปสาวนางในอันแฉล้มแช่มช้อยไว้ผมยาวประบ่า ซึ่งผิดกับสมัยรัชกาลที่ 4 ไว้ผมสั้น ผมยาวนี้คือภาพเขียนเก่าของสมัยอยุธยา
10.ภาพผนังทิศเหนือวนทักษิณาวัตร พระประธานถัดไปทางทิตตะวันออก คือรูปการประลองศร
และเป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะพร้อมกับนายฉันนะสารถีคู่ใจ เสด็จออกนอกพระราชวัง ทำให้พระโพธิสัตว์ได้เห็นเทวทูตทั้งสี่ คือ คนแก่ คนเจ็บ ตาย และสมณะ
11.ต่อมาเป็นรูปมหาภิเนษกรมณ์ ภาพข้างบน คือตอนเจ้าชายสิทธัดถะอำลาจากพระชายา คือพระนางพิมพายโสธวา กับพระราชโอรสราหุลกุมาร
ภาพนี้สวยมาก รูปนางกำนัลกำลังนอนอื่นอีเหละเขะขะหน้าพระแท่น เป็นลักษณะงามสง่าละมุนละไม่ยิ่งใหญ่มาก
นายฉันนะกำลังจูงม้าคอยอยู่ที่ประตูวัง ตรงชุดนี้เห็นว่าเขียนด้วยสีอ่อนบนพื้นขาว เป็นการเว้นบางตอนของภาพเขียนสมัยอยุธยาไว้ให้เห็น
เบื้องล่างเป็นรูปการอภิเษกสมรสของเจ้าชายสิทธัตถะกับพระนางยโสธรา คอมโปสิชั่นเหล่านี้นำจะเป็นของเก่าสมัยอยุธยาทั้งหมด การวางภาพคนเป็นกลุ่มกับกันเป็นแถวแนวแบบพรีมีตีฟ (primitive) ดูช่างเหมือนภาพเขียนวัดปราสาท ไม่ผิดเพี้ยน ผู้ศึกษาจะต้องพิจารณาให้รอบดอบ
10. สิ่งที่เด่นในภาพนี้ก็คือ ภาพตอนเจ้าชายสิทธัตถะกุมารกำลังยิงธนู เป็นท่าดลาสสิกที่งามยิ่งใหญ่มาก
12. อีกรูปหนึ่งนึ่งคือรูปเจ้าขายสิทธัตถะกุมารนั้งบนราชรถนายฉันนะ ตรงจุดนั้นฝีมือเก่าสมัยอยุธยาถูกเว้นไว้ให้เห็น สังเกตว่า มีการใช้สีเพียง 3 สีเท่านั้น คือ ดินแดง เขม่าดำ และดินเหลือง ช่างรุ่นใหม่ยังเห็นบริบูรณ์อยู่จึงไม่กล้าต่อแต้มลงไป
ต่อไปเป็นภาพมหาภิเนษกรมณ์ รูปพระอินทร์จูงม้านำเทวดาเหาะเข้ารองรับเท้าม้าทุกข้าง นายฉันนะเกาะหางม้าตามมาติด ๆ
ขณะที่ม้าทรงเหาะข้ามแม่น้ำอโนมา มีมารถือกระบองยืนยกมือขวาห้ามขบวนอยู่กลางอากาศข้างหน้า ภาพนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นภาพเก่าสมัยอยุธยาซึ่งยังคงใช้พื้นอ่อน จิตรกรสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ดัดแปลงเป็นภูเขาสีไพลอ่อนๆ นับว่าเป็นภาพลันงามมาก เป็นภาพท่าครูที่นิยมเขียนต่อกันมานับเป็นศตวรรษแล้ว
13. อีกภาพหนึ่งซึ่งเป็นภาพคลาสสิกมากคืออ ภาพตอนสิทธัดถะกุมารตัดพระเมาฬีเพื่อบรรพชา พระอินทร์กายสีเขียวเหาะลงมากลางอากาศ เห็นพระรัศมีสีแดงรอบพระวรกาย
แสดงถึงความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ ภาพเหล่านี้เชื่อกันว่าเป็นภาพเก่าเช่นกัน จิตรกรรุ่นรัชกาลที่ 4 จึงถนอมรักษาฝีมือครูไว้
รูปนายฉันนะกับม้าทรงของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะกุมารในท่าซบเซาและอาดูร งามเหลือที่จะพรรณนา ภาพตอนภิเนษกรมณ์ทุกท่าทุกตอนนี้ เป็นฝีมือเก่าน่ายกย่องบูชาอย่างยิ่ง
นับวันภาพเหล่านี้ก็จะสูญหายไปหมด จัดว่าวัดดงดารามเป็นแหล่งมรดกอันล้ำค่าของไทยที่หาไหนมาเทียบไม่ได้ง่ายๆ … ช่างสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อจะมาเขียนซ่อมก็ได้พิจารณาดูแล้วว่าตอนไหนเป็นฝีมือครูอันวิเศษ เขาจะไม่แตะต้องเลย เขาจะเหลือฝีมือดรูช่างอยุธยาไว้ด้วยความคารวะ
14. ภาพพระโพธิสัตว์สมณโคดมบำเพ็ญทุกรกิริยา มีปัญจวัคดีย์ล้อมรอบ คือองด์สงฆ์รุ่นแรก ภาพนี้ก็น่าชม ลักษณะการเขียนรูปคนวิเศษนอกเหนือคำพรรณนา
15. ด้านใต้ ขณะเจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาฬีใกล้แม่น้ำอโนมา ใต้ลงมาเป็นรูปพระโพธิสัตว์บำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างยิ่งยวด จนพระอินทร์ต้องเสด็จลงมาดีดพิณสามสายถวายเป็นอุปมาอุปไมย
… พิณสายหนึ่งขึงไว้ตึงเกินไปเสียงก็ไม่ไพเราะ สายหนึ่งหย่อนมาก เสียงยิ่งใช้ไม่ได้ อีกสายหนึ่งไม่ตึงหย่อนพอดี เสียงก็ไพเราะบรรเลงเป็นเพลงอันเสนาะได้ เมื่อพระโพธิสัตว์ได้สดับแล้ว จึงมุ่งปฏิบัติโดยทางสายกลางมิให้ตึงมิให้หย่อนเกินไป
16. ภาพอันดับต่อมาผนังด้านทิศเหนือ นางสุชาดาธิดาของเศรษฐี กำลังกวนข้าวมรุปายาส ซ้ายมือคือภาพการเข้าเฝ้าของฝ่ายบ่าวไพร่เพศชายกับเพศหญิง มีฉนวมกั้นตามประพณี เป็นภาพกลุ่มคนที่แสดงกิริยาท่วงที่งามอย่างหนึ่ง
17.เบื้องล่างนางทาสีแบกภาชนะที่ใส่มธุปายาสอันกวนเสร็จแล้วตามนายสาวไปถวายพระโพธิสัตว์ในราวไพร โดยที่นางเข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดา
18. ภาพบนเหนือขึ้นไป นางกำลังถวายข้าวมธุปายาสทั้งถาดทอง
19.เมื่อพระองค์เสวยข้าวทิพย์นี้แล้วก็ทรงมีกำลังวังชาขึ้น เสด็จมายังริมน้ำ ทรงลอยถาดในแม่น้ำเนรัญชรา ถาดทวนกระแสน้ำลอยไปกลางแม่น้ำ แล้วก็จมลงสู่ปราสาทพญานาค
รูปปราสาทพญานาค พร้อมนางสนมกำนัลกำลังขับกล่อมมโหรีขณะที่พญานาดกำลังสนิทนิทรา ตรงนี้นับว่าการวางโครงร่างของภาพได้สวยงามมากเป็นดอมโปสิชั่นที่งามวิเศษไม่เหมือนที่ใด ๆ
20. เหนือขึ้นไปรูปพราหมณ์โสดถิยะกำลังถวายฟ่อนหญ้า พระองค์น่าหญ้าฟ่อนนั้นปูเป็นอาสนะบนแท่นศิลา เป็นการเตรียมการให้สู่สภาพสัปปายะอันดีเลิศ เพราะแต่นี้ไปจนราตรีนั้น พระบรมศาสดาเอกของโลกได้ประทับ ณ ที่นั้น เกิดอัศจรรย์เป็นรัตนบัลลังก็จนสำเร็จก็จการนั่งสมาธิสู่ฌานต่าง ๆ และได้บรรลุอนุตรสับมาสัมโพธิฌาน เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า
21.มาสู่ผนังด้านหน้าที่ประจันอยู่เบื้องหน้าพระประธาน คือ ภาพมารผจญอันวิเศษ ก่อนที่จะบรรลุธรหัตผลในราตรีนั้น
พญามารผู้เล็งเห็นว่าพระมหาบุรุษผู้นี้จักมีอำนาจวิเศษจนหลุดพ้นจากอำนาจบ่วงกรรมของพญามามาร คือ การเวียนว่ายตายเกิด จึงยกทัพอันดุร้ายพร้อมกับไพร่พลที่ดุดัน นำพลรุมเร้ามาทางซ้ายของพระองค์
จนพระโพธิสัตว์สมณะสิทธัตถะเอื้อมพระหัตถ์ขวาแตะธรณี ขอให้แม่รรณีเป็นพยานในการที่พระองค์ได้บ้าเพ็ญกุศลมาแล้วมากมายหลายอเนกชาติ
นางธรณีที่อยู่ได้รัตนบัลลังก์ได้บีบบวยผมอันซับน้ำที่หลั่งจากการกรวดน้ำของมหาบุรุษอันนับชาติไม่ถ้วน น้ำที่รองรับไว้ก็ไหลพรูท่วมทันไปทั่วธรณี กองทัพพพญามารต่างก็จ่อมจมลงได้สายธาร พ่ายแพ้แก่ฤทธานุภาพบารปีของพระสมณโคลม
กองทัพอันเกรืยงไกรนั้นพ่ายแพ้หายไปหมดสิ้น จากนั้นไม่นาม พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้สำเร็จอรหัดผลบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าอันจะโปรดเวไนยสัตว์ต่อไป
ภาพพระสมณโคดม พระวรกายปิดทองอร่ามไปทั้งองค์ทรงห่มจีวรผ้ารัตตกัมพลสีแดงฉาน ประทับบนดอกบัวมีบัลลังก์รองรับ เบื้องหลังท้องฟ้าสีแดงเสน แสดงอำนาจการต่อสู้ระหว่างกิเลสกับการหลุดพ้น ดูแล้วบังเกิดความขลังอย่างประหลาด เมื่อหลุดพันอย่างสิ้นเชิง ปฐพีก็หวั่นไหว โลกธาตุสะเมือนไปชั่วครู่
ดอกและโบของบุปผาสวรรค์ก็โปรยปรายลงมา พระองค์ได้ชำนะมาร ชำนะกิเลส หลุดพ้นจากอำนาจสังสารวัฏแห่งธรรมชาติ การเวียนว่ายตายเกิดและภพชาติเป็นอันขาดพ้นไปโดยสิ้นเชิง
สีแดงคือสีแห่งชัยชนะในการสัประยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ตัณหา หรือกิเลสความยึดมั่นถือมั่นเกาะเกี่ยวในภพชาติคือ กองทัพพญามาร อันสำแดงเดชผุดพลุ่งขึ้นมาโนวาระสุดท้ายก็ได้ถูกระงับไปไปเสียได้ ด้วยอำนาจทศบารมีอันได้บำเพ็ญมาแล้ว ใช้เวลายาวนายถึงแสนกัลป้อสงไขย
กิเลสอาสวะได้ดับไปเสมือนไฟของดวงตะเกียงที่หมดเชื้อน้ำมันฉะนั้น ภาพนี้คือบุตลาธิษฐานสำแดงอารมณ์กับกับก็เลสออกมาเป็นภาพ ย่อมเป็นสิ่งที่น่ากลัวร้ายกาจเหลือประมาณ
ขอบคุณ : เนื้อความโดย น. ณ ปากน้ำ
หนังสือ วัดคงคาราม สำนักพิมพ์ เมืองโบราณ
บันทึก
3
1
2
3
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย