Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
BeautyInvestor
•
ติดตาม
6 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ
⚠️ ปิดฉากดอกเบี้ยขาลง ปฏิวัติเฟดขนานใหญ่ ดอลลาร์ครองโลก: สรุปคืนประวัติศาสตร์ Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่
เมื่อคืนวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ได้ประกาศผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) และนิคกี้ต้องบอกเลยค่ะว่ารอบนี้คือหนึ่งในการประชุมที่ "เปลี่ยนเกม" มากที่สุดในรอบหลายปี เพราะมันเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้ประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว และเขาก็เปิดตัวด้วยการ "เขย่า" ธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกแบบที่หลายคนคาดไม่ถึงค่ะ
ในแง่ตัวเลข ผลการประชุมดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร เพราะเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (federal funds rate) ไว้ที่กรอบ 3.5% ถึง 3.75% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน
แต่อย่างที่ทีม Bloomberg Economics บอกไว้ค่ะว่า การคงดอกเบี้ย "แทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลง" เพราะทุกอย่างที่เหลือนั้นพลิกไปหมดเลย ทั้งความยาวของแถลงการณ์ที่ถูกหั่นทิ้งอย่างรุนแรง ทั้งแผนภาพคาดการณ์ดอกเบี้ยที่เคลื่อนไปทางสายเหยี่ยวอย่างชัดเจน และทั้งการที่ประธานเฟดเองกลับไม่ยอมส่งการคาดการณ์ของตัวเอง และตลาดก็รับสารนี้ทันที พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกเทขาย เงินดอลลาร์แข็งค่า ส่วนตลาดหุ้นปรับตัวลง
1
‼️หัวใจของรอบนี้: Dot Plot ที่ฝ่ายอยากลดดอกเบี้ยเหลือแค่ "เสียงเดียว"
ก่อนอื่นนิคกี้ขออธิบายคำว่า Dot Plot ให้เข้าใจง่ายๆ ก่อนนะคะ Dot Plot คือแผนภาพจุดที่กรรมการเฟดแต่ละคนจะลงคะแนนว่าตัวเองคิดว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ "เหมาะสม" ในแต่ละปีควรอยู่ที่เท่าไหร่ โดยแต่ละจุดคือความเห็นของกรรมการหนึ่งคน เราจึงใช้ Dot Plot เป็นเครื่องมืออ่านว่าทิศทางดอกเบี้ยในใจของคนกำหนดนโยบายกำลังเอนไปทางไหน
และข้อมูลที่ละเอียดขึ้นจาก Bloomberg Economics ทำให้ภาพรอบนี้ "คม" กว่าที่เห็นในข่าวทั่วไปมากค่ะ
จากกรรมการทั้งหมด 19 คน มีเพียง 18 คนที่ส่งคาดการณ์ดอกเบี้ยปลายปี 2026 เข้ามา และเมื่อแยกย่อยทั้ง 18 จุดออกมา เราจะเห็นว่ามีถึง 9 คน หรือครึ่งหนึ่งพอดี ที่มองว่าควรจะ "ขึ้น" ดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปีนี้ และในกลุ่มสายเหยี่ยว 9 คนนี้ มีถึง 6 คนที่มองว่าควรขึ้นอย่างน้อย 0.50% หรือเท่ากับขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งด้วยซ้ำ
ส่วนที่เหลือ มี 8 คนที่เห็นว่าควรคงดอกเบี้ยไว้เฉยๆ และมีเพียง 1 คนเท่านั้น ที่เห็นว่าควรลดดอกเบี้ยลงสัก 1 ครั้ง
ตรงนี้แหละค่ะที่นิคกี้อยากให้ทุกคนหยุดคิดสักนิด เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าคำว่า "แตกครึ่ง"
ลองนึกภาพตามนะคะว่าเมื่อการประชุมเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรรมการที่เป็นจุดกึ่งกลาง (median) ยังมองว่าปีนี้ควรจะ "ลด" ดอกเบี้ยหนึ่งครั้งด้วยซ้ำ แต่พอมาถึงรอบนี้ ฝ่ายที่ยังอยากเห็นการลดดอกเบี้ยกลับเหลือแค่คนเดียวในห้องประชุม เท่ากับว่าสนามรบของเฟดได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงค่ะ
👉🏻 จากเดิมที่เถียงกันว่าจะ "คงหรือลด" ตอนนี้กลายเป็นการเถียงกันว่าจะ "ขึ้นหรือคง" แทน
พูดง่ายๆ คือฝ่ายสายพิราบหรือฝ่ายที่อยากผ่อนคลายนโยบายแทบจะหายไปจากกระดานเลยค่ะ และเมื่อมองข้ามปีไป กรรมการก็ทยอยปรับคาดการณ์ดอกเบี้ยขึ้นเช่นกัน โดยมี 7 คนที่ปรับจุดของปี 2027 ขึ้น และ 4 คนที่ปรับจุดของปี 2028 ขึ้น
ด้วยภาพแบบนี้ ทีม Bloomberg Economics จึงประกาศเปลี่ยนมุมมองของตัวเองทันที จากเดิมที่เคยคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในช่วงปลายปีนี้ ก็เปลี่ยนเป็น "ไม่ขึ้นและไม่ลด" ตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งเป็นการถอยจากการคาดการณ์เดิมอย่างชัดเจน
🔴 จุดที่หายไปหนึ่งจุด: ประธานเฟดคนใหม่ไม่ยอมลงคะแนน
มาถึงประเด็นที่สะท้อนตัวตนของ Warsh ได้ดีที่สุดค่ะ นั่นคือเหตุผลที่มีกรรมการเพียง 18 คนจาก 19 คนที่ส่งคาดการณ์เข้ามา จุดที่หายไปคือจุดของ Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่นั่นเอง และเขาไม่เพียงไม่ส่ง Dot ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังไม่ส่งคาดการณ์เศรษฐกิจของตัวเองเข้าไปในเอกสาร Summary of Economic Projections (SEP) ด้วย
Warsh เป็นคนที่วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดเรื่อง forward guidance หรือการที่เฟดส่งสัญญาณบอกตลาดล่วงหน้าว่าจะทำอะไรต่อไป มาโดยตลอด เขาจึงเลือกที่จะไม่ส่งคาดการณ์ของตัวเองเข้าไป และเมื่อถูกผู้สื่อข่าวถาม เขาก็อธิบายว่าเมื่อมองดูคาดการณ์ของเพื่อนร่วมงาน เขาเห็นว่ามันถูกเขียนด้วย "ดินสอ" คือเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และสำหรับเขาแล้ว การส่งจุดของตัวเองเข้าไป "ไม่ได้ช่วยอะไรในการดำเนินนโยบาย" เลย
ทีม Bloomberg Economics ชี้ว่านี่คือ ลายนิ้วมือของ Warsh ที่ปรากฏชัดในการประชุมครั้งแรก คือเขาเชื่อมาตลอดว่าเฟดควรลดการให้สัญญาณล่วงหน้าลง และในการประชุมแรกในฐานะประธาน เขาก็ลงมือทำตามวิสัยทัศน์นั้นจริงๆ ค่ะ
การที่ประธานเฟดไม่ยอมส่ง Dot ของตัวเองนับเป็นการหักดิบจากธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ยุคของ Jerome Powell, Janet Yellen และ Ben Bernanke และมีนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจมากว่า ถ้าหากมี Dot ของ Warsh อยู่จริง จุดกึ่งกลางของทั้งกระดานอาจจะกลายเป็น "คงดอกเบี้ย" ไม่ขยับเลยก็เป็นได้ ซึ่งจะให้ภาพที่นุ่มกว่าที่ตลาดเห็นในตอนนี้
📊 ปรับเงินเฟ้อพุ่งแรง แต่กดการเติบโตลง
ทีนี้มาดูตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจใน SEP ซึ่งเฟดจะปรับทุกๆ ไตรมาส โดยเทียบกับรอบเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และนิคกี้ขอย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงรอบนี้สะท้อนความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออย่างชัดเจนที่สุดค่ะ
เริ่มจากเงินเฟ้อก่อน คาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไป (PCE inflation) สำหรับปี 2026 ถูกปรับขึ้นจาก 2.7% ในเดือนมีนาคม มาเป็น 3.6% ในรอบนี้ ซึ่งเป็นการกระโดดขึ้นถึง 0.9%
ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE inflation ซึ่งเป็นตัวที่หักราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนออกไป เพื่อดูแนวโน้มเงินเฟ้อที่แท้จริง) ก็ถูกปรับขึ้นจาก 2.7% มาเป็น 3.3% เช่นกัน
ตัวเลข Core PCE ที่ 3.3% นี้สำคัญมากค่ะ เพราะมันแปลว่าเฟดมองว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน "จะไม่ลดลงเลย" จากระดับปัจจุบัน เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานล่าสุดก็อยู่ที่ 3.3% พอดี เท่ากับยอมรับว่าตลอดทั้งปีนี้แทบจะไม่มีการชะลอตัวของเงินเฟ้อเกิดขึ้นเลย
ในทางกลับกัน เฟดกลับปรับ "ลด" คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลงเล็กน้อย โดยมองว่า GDP ปี 2026 จะโตเพียง 2.2% ลดลงจาก 2.4% ที่เคยคาดไว้ในเดือนมีนาคม ส่วนคาดการณ์ GDP ปี 2027 ยังคงไว้ที่ 2.3% เท่าเดิม และการเติบโตในระยะยาวก็ยังทรงตัวที่ 2.0%
ด้านตลาดแรงงานนั้นกลับดูดีขึ้นเล็กน้อย โดยคาดการณ์อัตราการว่างงานปลายปี 2026 ถูกปรับลดลงจาก 4.4% มาเป็น 4.3% และคงไว้ที่ 4.3% ในปี 2027 กับ 4.2% ในปี 2028 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับระยะยาว สะท้อนว่าเฟดยังเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน
สำหรับเส้นทางดอกเบี้ยในใจของกรรมการ (median ของ Dot Plot) ก็ถูกปรับขึ้นทั้งกระดานค่ะ
ปลายปี 2026 ขยับจาก 3.4% เป็น 3.8% ปลายปี 2027 จาก 3.1% เป็น 3.6% และปี 2028 จาก 3.1% เป็น 3.4% โดยที่อัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางในระยะยาว (longer-run neutral rate ซึ่งหมายถึงระดับดอกเบี้ยที่ไม่กระตุ้นและไม่เหยียบเบรกเศรษฐกิจ) นั้นแทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยยังอยู่ที่ราว 3.1% และจุดนี้เองที่บอกเราว่านโยบายปัจจุบันที่ 3.5-3.75% นั้นอยู่ "สูงกว่า" ระดับกลาง ซึ่งแปลว่าเฟดกำลังดำเนินนโยบายแบบ "เข้มงวด" หรือ restrictive อยู่นั่นเองค่ะ
ตรงนี้สอดคล้องกับที่ Warsh ยอมรับเองว่านโยบายเฟดในตอนนี้ค่อนข้างเข้มงวด แม้เขาจะบอกว่าเห็นสัญญาณความเข้มงวดนั้นชัดในตลาดที่อยู่อาศัยเป็นหลัก และหาคำมาอธิบายได้ยากในตลาดอื่นๆ ค่ะ
💰เงินเฟ้อรอบนี้ "ชั่วคราว" หรือเปล่า? จุดที่นักลงทุนต้องอ่านให้ลึก
มีรายละเอียดหนึ่งใน SEP ที่นิคกี้คิดว่าน่าสนใจมากและสะท้อนวิธีคิดของเฟดได้ดีค่ะ นั่นคือ ถึงแม้เฟดจะปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 ขึ้นแรงมาก แต่กลับแทบไม่ขยับคาดการณ์เงินเฟ้อของปี 2027 เลย โดยเงินเฟ้อทั่วไปปี 2027 ขยับขึ้นแค่นิดเดียวจาก 2.2% เป็น 2.3% เท่านั้น
ทีม Bloomberg Economics ตีความว่า การที่ตัวเลขปีหน้าแทบไม่เปลี่ยนนี้ส่งสัญญาณว่ากรรมการส่วนใหญ่มองเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจากราคาน้ำมันเบนซินเป็นเรื่อง "ชั่วคราว" (transitory) คือเป็นแรงกดดันที่จะค่อยๆ จางหายไปเอง ไม่ได้ฝังตัวถาวร และภาพนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อดูเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่เฟดคาดว่าจะลดลงอย่างแรงในปีหน้า จากระดับสูงถึง 3.3% ในปี 2026 ลงมาเหลือ 2.5% ในปี 2027
พูดง่ายๆ คือเฟดกำลังบอกว่า ปีนี้เงินเฟ้อร้อนแรงเพราะมีปัจจัยพิเศษเข้ามากระแทก แต่พอผ่านปีนี้ไปแล้ว มันน่าจะคลายตัวลงได้ ซึ่งเป็นมุมมองที่สำคัญต่อการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไปอย่างมากค่ะ
🏦 ทำไมเฟดถึงกังวลเงินเฟ้อขนาดนี้
หลายคนอาจสงสัยว่าฉากหลังของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เปลี่ยนไปได้อย่างไร นิคกี้สรุปให้แบบนี้ค่ะ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ภาพคือตลาดแรงงานที่ดูเปราะบาง บวกกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่ดูไม่น่าห่วง ทำให้การลดดอกเบี้ยเพิ่มในปีนี้เป็นเรื่องที่กรรมการหลายคนมองว่าเป็นไปได้ แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็พลิก
ในฝั่งตลาดแรงงาน ข้อมูลการจ้างงานที่ออกมาแข็งแกร่งบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังหลุดพ้นจากช่วงการจ้างงานที่ซบเซามายาวนาน โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm payrolls) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นถึง 172,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่ทุกสำนักคาดการณ์ไว้ ขณะที่อัตราการว่างงานก็ทรงตัวอยู่ที่ 4.3%
1
ส่วนในฝั่งเงินเฟ้อ รายงานเดือนเมษายนแสดงให้เห็นว่ามาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญพุ่งขึ้นไปแตะ 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นที่แรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 และมาตรวัดราคาผู้บริโภคและราคาผู้ผลิตในเดือนพฤษภาคมก็ปรับตัวขึ้นในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบกว่า 3 ปี
แรงกดดันเงินเฟ้อนี้มาจาก 2 แหล่งหลักค่ะ แหล่งแรกคือสงครามอิหร่านที่ดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น และแหล่งที่สองซึ่งน่าสนใจมากคือแรงกดดันด้านราคาที่ลามมาจากการลงทุนมหาศาลของบริษัทต่างๆ ที่กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เรื่อง AI boom นี้เป็นประเด็นที่ Warsh และผู้สนับสนุนทรัมป์มักจะพูดถึง โดยพวกเขาเชื่อว่าในระยะยาวการลงทุน AI จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อผ่านการเพิ่มผลิตภาพ (productivity) แต่ในระยะสั้น เม็ดเงินลงทุนมหาศาลนี้กลับกลายเป็นตัวเร่งราคาเสียเอง นี่จึงเป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจ และเป็นเหตุผลที่ทำให้แถลงการณ์รอบนี้มีประโยคใหม่ที่ระบุว่า "ผลิตภาพและการลงทุนภาคธุรกิจแข็งแกร่ง" เพิ่มเข้ามาด้วย
อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีอยู่บ้างค่ะ เพราะข่าวการบรรลุข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงมา ซึ่งหากข้อตกลงนี้คงอยู่ได้ ก็จะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อได้อย่างมีนัยสำคัญ และนี่เองที่เชื่อมโยงกับมุมมอง transitory ที่นิคกี้เล่าไปก่อนหน้านี้
Kay Haigh จาก Goldman Sachs Asset Management ให้ความเห็นว่า การประชุมรอบนี้ยืนยันว่าการที่เฟดเปลี่ยนท่าทีมาเป็นสายเหยี่ยวนั้นไม่ได้เป็นเพราะราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว เพราะแม้ราคาน้ำมันจะย่อลงมาแล้ว แต่ครึ่งหนึ่งของกรรมการก็ยังมองว่าควรขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งสะท้อนข้อมูลตลาดแรงงานและเงินเฟ้อที่แข็งแกร่ง โดย Goldman มองว่า base case ของพวกเขาคือเฟดยังพอจะหลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยได้ แต่เป็นเส้นทางที่ "แคบมาก" และข้อมูลเงินเฟ้อที่จะทยอยออกมาจะมีน้ำหนักสูงมากต่อการตัดสินใจ
🤐 ” ผมจะพูดให้น้อยลง": การปฏิวัติการสื่อสารของ Warsh
นอกจากตัวเลขแล้ว สิ่งที่สร้างความฮือฮาไม่แพ้กันคือแถลงการณ์ของ FOMC ที่สั้นลงอย่างมาก จนนักวิเคราะห์นับคำแล้วพบว่าแถลงการณ์รอบนี้เหลือเพียงประมาณ 130 คำ จากเดิม 341 คำในรอบก่อน หรือลดลงถึง 62% เลยทีเดียว และจุดที่สำคัญที่สุดก็คือ ตามปกติแถลงการณ์จะมีย่อหน้าหนึ่งที่บรรยายเงื่อนไขและมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยข้างหน้า แต่รอบนี้ย่อหน้านั้น "ถูกตัดออกไปทั้งย่อหน้า" ซึ่งเป็นการลงมือลดการให้สัญญาณล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
Warsh มาถึงเฟดเมื่อเดือนที่แล้วพร้อมคำมั่นว่าจะนำมาซึ่ง "การเปลี่ยนแปลงระบอบ" (regime change) และในการแถลงข่าวครั้งแรกของเขา เขาก็ประกาศจัดตั้งคณะทำงาน (task force) หลายชุดเพื่อทบทวนการทำงานของเฟดใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การสื่อสาร งบดุลของเฟด การใช้และการพึ่งพาแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ ผลิตภาพและการจ้างงาน และกรอบการทำงานเรื่องเงินเฟ้อ
นิคกี้มองว่าการตั้งคณะทำงานเหล่านี้เป็นกลยุทธ์ที่แยบยลมาก เพราะมันทำให้การถกเถียงไม่ใช่เรื่อง Warsh ปะทะคนอื่นทั้งหมด แต่กลายเป็นกระบวนการที่ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วม พร้อมกันนั้นก็ซื้อเวลาให้เขาได้วางแผนการปฏิรูป และยังเป็นเกราะป้องกันคำวิจารณ์จากทรัมป์ไปในตัวด้วย
ที่น่าสนใจคือ ในขณะที่ Warsh บอกว่าอยากให้เฟดพูดให้น้อยลงเพื่อรักษาความยืดหยุ่น แต่นักวิเคราะห์หลายคนกลับมองว่ามันอาจให้ผลตรงกันข้าม
Brian Jacobsen จาก Annex Wealth Management ให้ความเห็นว่า การที่ Warsh ลดทอนแถลงการณ์ให้สั้นลงแบบสุดขั้วนั้น แท้จริงแล้วเป็นการเชื้อเชิญให้เกิดการพูดของเจ้าหน้าที่เฟดคนอื่นๆ มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง เพราะตอนนี้ประธานเฟดแต่ละสาขาจะต้องออกมาเติมเต็มช่องว่างที่แถลงการณ์อันสั้นกระชับทิ้งเอาไว้ ซึ่งอาจย้อนกลับมาเล่นงาน Warsh เองได้
อีกประเด็นที่ละเอียดอ่อนแต่สำคัญมากค่ะ คือในแถลงการณ์ฉบับใหม่นี้ ประโยคสุดท้ายระบุเพียงว่าคณะกรรมการจะส่งมอบเสถียรภาพด้านราคา (will deliver price stability) เท่านั้น โดยไม่มีการกล่าวถึงอีกขาหนึ่งของพันธกิจคู่ (dual mandate) ของเฟด ซึ่งก็คือ การจ้างงานสูงสุด (maximum employment) เลยค่ะ
นักวิเคราะห์อย่าง David Wilcox จาก Bloomberg Economics ตั้งข้อสังเกตว่า การละเว้นนี้สะท้อนเสียงสะท้อนที่จางๆ แต่ยากจะมองข้าม จากบทเกี่ยวกับเฟดในเอกสาร Project 2025 ที่เสนอให้สภาคองเกรสแก้กฎหมายให้เฟดมีพันธกิจเดียวคือเรื่องเสถียรภาพราคา และผู้เขียนบทนั้นก็เป็นคนที่ Warsh จ้างมาเป็นที่ปรึกษาด้วย
อย่างไรก็ตาม Warsh ได้ยืนยันชัดเจนว่าเขาจะ "ไม่" ทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% โดยกล่าวว่าเขาไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องทบทวนเป้าหมายนี้ จนกว่าเฟดจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและพิสูจน์ความสามารถในการบรรลุเป้าหมาย 2% ได้เสียก่อน
📉 ตลาดตอบรับอย่างไร
ในแง่ปฏิกิริยาตลาด ทุกอย่างเคลื่อนไหวไปในทิศทาง "สายเหยี่ยว" ค่ะ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยมากที่สุด พุ่งขึ้นกว่า 12 จุดเบสิส (basis points) ซึ่งหากการเคลื่อนไหวนี้ยืนได้จนจบวัน ก็จะเป็นการพุ่งขึ้นแรงที่สุดในวันประชุมเฟดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 เลยทีเดียว
ขณะเดียวกันเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ระหว่างพันธบัตร 2 ปีกับ 10 ปีก็แบนราบลงสู่ระดับที่แคบที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ที่สำคัญคือ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures) ได้ "ปรับราคาเต็มร้อย" สำหรับการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ไปแล้ว จากเดิมที่เมื่อวานนี้ยังมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นเพียงความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างสูงแต่ยังไม่ใช่เรื่องแน่นอน
ส่วนเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินหลักของประเทศพัฒนาแล้ว และ Bitcoin ก็ปรับตัวลง ด้านทรัมป์ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ฝรั่งเศสเพื่อร่วมประชุม G7 ก็ได้แสดงปฏิกิริยาต่อการตัดสินใจของเฟดแบบสั้นๆ ในทำนองว่า "ก็โอเคที่พวกเขาคงดอกเบี้ย อะไรก็ช่าง"
🎯 เจาะลึก: "ระบอบเฟดใหม่" ของ Warsh กำลังพาเราไปทางไหน
1
ถ้าจะให้นิคกี้สรุปภาพใหญ่ที่สุดของการประชุมรอบนี้ในประโยคเดียว นิคกี้จะบอกว่ามันไม่ใช่แค่ "การประชุมที่สายเหยี่ยว" แต่มันคือ "หมากเปิดเกม" ของระบอบเฟดแบบใหม่ทั้งระบอบเลยค่ะ
และเมื่อเรานำชิ้นส่วนต่างๆ มาต่อกัน ทั้งการหั่นแถลงการณ์ การไม่ส่ง Dot การตั้งคณะทำงาน ไปจนถึงคำพูดในงานแถลงข่าว เราจะเริ่มเห็นเค้าโครงว่า Kevin Warsh ตั้งใจจะพาธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกไปทางไหน
นิคกี้ขอแยกออกมาเป็นเสาหลัก 5 ต้นที่ค้ำระบอบนี้เอาไว้ และลองมองไปข้างหน้าด้วยกันว่าแต่ละเสาจะนำเราไปสู่อะไร
1️⃣ เสาที่หนึ่ง: กอบกู้ "ความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระ" ของเฟดกลับมา
หัวใจของทุกอย่างที่ Warsh ทำในรอบนี้ นิคกี้มองว่าวนอยู่รอบคำว่า credibility หรือ "ความน่าเชื่อถือ" ค่ะ
สังเกตจากคำพูดของเขาเองที่ว่า เขาจะยังไม่ทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% จนกว่าเฟดจะสร้างความเชื่อมั่นและพิสูจน์ความสามารถในการบรรลุเป้าหมายนั้นกลับคืนมาได้เสียก่อน
ประโยคนี้แฝงการยอมรับกลายๆ ว่า ที่ผ่านมาความน่าเชื่อถือของเฟดในการคุมเงินเฟ้อนั้นสึกหรอไป และภารกิจอันดับหนึ่งของยุคเขาคือการซ่อมมันกลับมา เขาจึงเลือกใช้ถ้อยคำที่หนักแน่นแบบไม่เหลือช่องให้ตีความ ทั้งการบอกว่าเฟด "จะ" ส่งมอบเสถียรภาพด้านราคา และการเน้นว่าคณะกรรมการตัดสินใจเรื่องนี้กันแบบ "ชัดเจนและเป็นเอกฉันท์"
ที่น่าสนใจคือคำว่า credibility มันมาคู่กับคำว่า independence หรือ ความเป็นอิสระ ของเฟดเสมอค่ะ และตลาดก็อ่านสารนี้ออกทันที
Audrey Childe-Freeman หัวหน้านักกลยุทธ์ค่าเงินของ Bloomberg Intelligence ชี้ว่าการที่เฟดเอนไปทางสายเหยี่ยวรอบนี้สอดคล้องกับข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา และน่าจะช่วยคลายความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของเฟดลงได้ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนเงินดอลลาร์
ส่วน Florian Ielpo จาก Lombard Odier ก็มองตรงกันว่า การเคลื่อนไหวของตลาดรอบนี้คือการตีราคาความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระของเฟดกันใหม่ พร้อมเสริมว่าเงินเฟ้อได้กลับมาอยู่ใจกลางการตัดสินใจของธนาคารกลางอีกครั้ง และตอนนี้มีคนกุมบังเหียนอยู่จริงๆ
นิคกี้มองว่าเสานี้จะนำไปสู่เฟดที่ดื้อขึ้นต่อแรงกดดันทางการเมือง โดยเฉพาะจากฝั่งทรัมป์ที่อยากเห็นดอกเบี้ยต่ำ และเครื่องมือที่ Warsh ใช้สร้างเกราะป้องกันก็คือคณะทำงานทั้งหลายนั่นเอง เพราะมันเปลี่ยนเรื่องจาก "Warsh สั่งการคนเดียว" ให้กลายเป็นกระบวนการที่ดูเป็นสถาบัน มีคนร่วมตัดสินใจหลายฝ่าย ทำให้ยากที่ใครจะกดดันผลลัพธ์โดยตรง
พูดง่ายๆ คือยิ่งเฟดดูน่าเชื่อถือและเป็นอิสระมากเท่าไหร่ ตลาดก็ยิ่งให้พรีเมียมกับเงินดอลลาร์มากขึ้นเท่านั้นค่ะ
2️⃣ เสาที่สอง: เงินเฟ้อ "ต้องไปให้ถึง 2%" และห้ามแตะเป้าหมายนี้
เสาที่สองคือจุดยืนที่แข็งที่สุดของ Warsh เลยค่ะ นั่นคือเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% เป็นเรื่องที่ "ห้ามแตะ"
เมื่อถูกถามว่าจะทบทวนเป้าหมายนี้หรือไม่ เขาตอบทันทีว่าไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องทบทวน และระบุชัดว่าเรื่องเป้าหมาย 2% นั้นอยู่ "นอกขอบเขต" ของคณะทำงานที่เขาตั้งขึ้น
นี่ต่างจากกระแสก่อนหน้านี้ที่บางฝ่ายเคยเสนอให้เฟดยืดหยุ่นเป้าหมายเงินเฟ้อให้สูงขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยแรง แต่ Warsh ปิดประตูบานนั้นไปเลยค่ะ
เบื้องหลังจุดยืนนี้คือปรัชญาเรื่องเงินเฟ้อที่ค่อนข้างชัดเจนค่ะ นักวิเคราะห์ของ Bloomberg Intelligence อย่าง Ira Jersey ตั้งข้อสังเกตว่า Warsh เชื่อว่า "เงินเฟ้อเป็นทางเลือก" และถูกขับเคลื่อนด้วยนโยบายการเงินเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวคิดสาย monetarist ในสกุลของ Milton Friedman
👉🏻 นั่นคือมองว่า ถ้าธนาคารกลางเอาจริง เงินเฟ้อก็คุมได้ ไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
และแนวคิดนี้เองที่สะท้อนออกมาในแถลงการณ์ฉบับใหม่ ที่ปิดท้ายด้วยประโยคหนักแน่นว่า "คณะกรรมการจะส่งมอบเสถียรภาพด้านราคา"
จุดที่นักวิเคราะห์หลายคนสังเกตเห็นคือ ภาษาของแถลงการณ์รอบนี้ย้อนกลับไปคล้ายยุคก่อนวิกฤตการเงินโลก (ก่อนปี 2008) ซึ่งสมัยนั้นแถลงการณ์ก็มักจะสื่อ "อคติ" หรือน้ำหนักความกังวลว่าเงินเฟ้อคือความเสี่ยงหลัก
นิคกี้มองว่าเสานี้จะทำให้เฟดในยุค Warsh มีค่าเริ่มต้นที่เอนไปทางสายเหยี่ยวมากกว่ายุคก่อน คือถ้าข้อมูลเงินเฟ้อยังไม่ลงไปใกล้ 2% เฟดก็จะลังเลที่จะลดดอกเบี้ย และพร้อมจะขึ้นมากกว่าจะอ่อนข้อ ซึ่งนี่คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ภาพ "ดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คิด" (higher for longer) มีน้ำหนักขึ้นมากค่ะ
3️⃣ เสาที่สาม: จุดจบของ "การส่งสัญญาณล่วงหน้า"
เสาที่สามคือสิ่งที่เป็นลายเซ็นของ Warsh ที่สุด นั่นคือการ "ฆ่า" forward guidance หรือการที่เฟดบอกตลาดล่วงหน้าว่าจะทำอะไรต่อไป
เขาลงมือทำเรื่องนี้แบบครบวงจรในการประชุมครั้งแรกเลยค่ะ ทั้งการไม่ส่ง Dot และคาดการณ์เศรษฐกิจของตัวเอง ทั้งการตัดย่อหน้าที่บรรยายมุมมองดอกเบี้ยข้างหน้าออกจากแถลงการณ์ และเมื่อมีคำถามที่เกือบจะล่อให้เขาให้สัญญาณล่วงหน้า เขาก็ย้ำชัดว่า เราได้เลิกใช้ forward guidance แล้ว และว่ามันไม่เหมาะกับนโยบายในช่วงเวลานี้
สิ่งเดียวที่ใกล้เคียงกับการให้สัญญาณ คือการที่เขาย้ำซ้ำๆ ว่า เราจะประชุมกันอีกครั้งในอีก 6 สัปดาห์ ซึ่งนักข่าวถึงกับติดตลกว่านั่นแหละคือ forward guidance แบบเดียวที่เขายอมให้
นอกจากนี้เขายังตั้งใจให้งานแถลงข่าวสั้นลงเหลือราว 15-20 นาที จากที่ยุค Powell เคยยาวเกือบหนึ่งชั่วโมง และคณะทำงานด้านการสื่อสารก็จะเข้าไปรื้อทั้งระบบ ตั้งแต่ Dot Plot เอกสาร SEP งานแถลงข่าว ไปจนถึงรายงานการประชุม
นิคกี้มองว่าเสานี้คือดาบสองคมค่ะ ในด้านดี การที่เฟดพูดน้อยลงอาจช่วยให้ตลาดไม่ผันผวนรายวันจากการตีความทุกถ้อยคำของเฟด แต่ในด้านที่ต้องระวัง เมื่อตลาดไม่มีเบาะจากการนำทางของเฟดคอยรองรับ
ดังนั้นเวลาที่ข้อมูลเศรษฐกิจหรือนโยบายออกมาเหนือความคาดหมาย ตลาดก็อาจเหวี่ยงแรงกว่าเดิมมาก เพราะทุกคนต้องเดาเอาเองมากขึ้น และอย่างที่ Brian Jacobsen เตือนไว้ การที่แถลงการณ์สั้นลงสุดขั้วอาจกลายเป็นการเชื้อเชิญให้เจ้าหน้าที่เฟดคนอื่นๆ ออกมาพูดเติมช่องว่างมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายอาจทำให้สารของเฟดสับสนกว่าเดิม และย้อนกลับมาเล่นงาน Warsh เองได้ค่ะ
4️⃣ เสาที่สี่: เชื่อข้อมูลตลาดแบบ realtime มากกว่าตัวเลขสำรวจแบบเก่า
เสาที่สี่เป็นเรื่องที่ลึกแต่สำคัญต่อวิธีคิดของเฟดยุคใหม่มากค่ะ นั่นคือ Warsh ไม่ค่อยเชื่อข้อมูลเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมเท่าไหร่ค่ะ
เขาบอกว่าข้อมูลส่วนใหญ่ที่ธนาคารกลางและเจ้าหน้าที่รัฐใช้กันนั้นมาจากวิธีสำรวจแบบโบราณที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในปี 2026 ได้น้อยมาก เขายังเปรียบรายงานอย่างตัวเลขการจ้างงานว่าเป็นเพียงเสียงสะท้อนของอดีต และย้ำว่าเจ้าหน้าที่ต้องโฟกัสที่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้มากกว่า
รวมถึงคำพูดที่ว่า แนวโน้มสำคัญกว่าตัวเลขจุดเดียว คือดูภาพ 3 ถึง 6 เดือนสำคัญกว่าข้อมูลรายตัว
เขาจึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเรื่องการใช้และการพึ่งพาแหล่งข้อมูลที่มีอยู่โดยเฉพาะ และเปิดรับการนำวิธีการเชิงวิเคราะห์สมัยใหม่เข้ามาปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจของเฟด
จุดนี้บอกเราว่า Warsh พร้อมที่จะพลิกวงจรป้อนกลับระหว่างเฟดกับตลาดที่เคยเป็นมา จากเดิมที่ตลาดคอยย่อยสารจากเฟด แต่ Warsh กลับอยากให้เกิดการค้นพบราคาจากตลาดมากขึ้น แล้วให้เฟดเป็นฝ่ายไปย่อยการตีความของตลาดที่มีต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจแทน
นี่คือการกลับด้านความสัมพันธ์เลยทีเดียว และนิคกี้มองว่านี่แหละค่ะที่ตอบโจทย์เรื่องการลดการพึ่งพา หรือ dependency ที่ตลาดเคยมีต่อการป้อนคำใบ้ของเฟด
หรือพูดอีกแบบคือ Warsh อยากให้ตลาดยืนบนขาตัวเองมากขึ้น และอยากให้เฟดอ่านสัญญาณจากตลาดเองมากขึ้น ซึ่งถ้าทำได้จริง มันจะเปลี่ยนวิธีที่นักลงทุนทั้งโลกอ่านเฟดไปอย่างสิ้นเชิง
5️⃣ เสาที่ห้า: "เงินที่มั่นคง" และดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นทันที
เสาสุดท้ายคือเรื่องที่นิคกี้คิดว่าน่าจับตาที่สุดสำหรับนักลงทุนไทย นั่นคือแนวคิดเรื่อง sound money หรือ "เงินที่มั่นคง มีค่า ไม่ถูกบั่นทอนด้วยเงินเฟ้อ" ค่ะ และตลาดก็ส่งคำตอบออกมาทันทีในรูปของเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินหลักของประเทศพัฒนาแล้ว
Childe-Freeman ถึงกับบอกว่า เมื่อครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการมองว่าควรขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ ภาพดอลลาร์ขาขึ้นที่ขับเคลื่อนด้วยผลตอบแทนพันธบัตร ก็กลับมาอยู่ในเกมอีกครั้ง และเป้าหมายค่าเงินยูโรเทียบดอลลาร์ที่ระดับ 1.15 ดอลลาร์ก็กลับมาอยู่ในสายตา ซึ่งหมายถึงดอลลาร์ที่แข็งขึ้นนั่นเอง
แนวคิด sound money นี้เชื่อมกับปรัชญาของ Warsh เรื่องเงินเฟ้ออย่างแนบแน่นค่ะ เพราะถ้าเขาเชื่อจริงว่าเงินเฟ้อเป็นเรื่องของนโยบายการเงินตามแนว Friedman นั่นก็อธิบายได้ว่าทำไมก่อนหน้านี้เขาเคยมองว่างบดุล (balance sheet) ของเฟดควรจะ "เล็กลง" ได้ คือยิ่งเฟดอัดเงินเข้าระบบน้อยลง เงินก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในรอบนี้เขายังไม่ลงมือกับงบดุลทันทีนะคะ โดยแถลงการณ์ยังยืนยันนโยบาย "คงสภาพคล่องสำรองในระบบธนาคารให้เพียงพอ" (ample reserves) เอาไว้ก่อน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณกลายๆ ว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงงบดุลในทันที แม้ทิศทางระยะยาวของเขาจะโน้มไปทางการลดขนาดก็ตาม และ Ira Jersey ก็เตือนไว้ว่า การลดงบดุลโดยไม่แก้กฎเกณฑ์การกำกับธนาคารควบคู่ไปด้วย อาจเสี่ยงทำให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินทุนได้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เฟดเองก็คงทนไม่ได้
นิคกี้มองว่าเสานี้คือสิ่งที่กระทบกระเป๋าเราชาวไทยโดยตรงที่สุดค่ะ เพราะเฟดที่น่าเชื่อถือ เป็นอิสระ เอาจริงกับเงินเฟ้อ และโน้มไปทางเงินที่มั่นคง ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นสูตรของ "ดอลลาร์แข็ง" และเมื่อดอลลาร์แข็ง เงินทุนก็มักจะไหลกลับเข้าสหรัฐฯ กดดันสกุลเงินและสินทรัพย์ของตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยด้วยค่ะ
✅ แล้วระบอบนี้จะไปจบที่ไหน
ถ้าให้นิคกี้ลองมองภาพไปข้างหน้า ระบอบเฟดของ Warsh กำลังมุ่งหน้าไปสู่ธนาคารกลางที่ "เข้มงวดเป็นค่าตั้งต้น พูดน้อย อ่านตลาดมากขึ้น และหนุนเงินดอลลาร์ให้แข็ง" ค่ะ
ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นักวิเคราะห์หลายคนถึงกับเรียกว่าเป็นการปฏิวัติทางนโยบายการเงินขนาดย่อมเลยทีเดียว แต่นิคกี้อยากให้จับตาในสองมุมพร้อมกัน
👉🏻 ในด้านบวก ถ้า Warsh ทำสำเร็จ เฟดจะกลับมาน่าเชื่อถือ เงินเฟ้อค่อยๆ ลงสู่ 2% ได้จริงตามที่เขามองว่าเงินเฟ้อจากน้ำมันเป็นเรื่องชั่วคราว ตลาดก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว และดอลลาร์ที่แข็งจะสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
👉🏻 แต่ในด้านที่ต้องระวัง การลดการสื่อสารลงแบบสุดขั้วอาจทำให้ตลาดเหวี่ยงแรงเมื่อเจอเซอร์ไพรส์ การที่แถลงการณ์เอ่ยถึงแต่ "เสถียรภาพราคา" โดยไม่พูดถึง "การจ้างงานสูงสุด" อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เฟดค่อยๆ เลื่อนน้ำหนักไปทางพันธกิจเดียว และการรื้องบดุลในอนาคตก็มีความเสี่ยงด้านตลาดเงินที่ต้องเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด
สิ่งที่นิคกี้จะติดตามต่อจากนี้เพื่อยืนยันว่าระบอบนี้จะไปทางไหน มีอยู่สองเรื่องหลักค่ะ
เรื่องแรกคือ Warsh จะเลือก "ใคร" มานั่งหัวโต๊ะในคณะทำงานทั้ง 5 ด้าน เพราะรายชื่อเหล่านั้นจะบอกทิศทางการปฏิรูปได้ชัดที่สุด ว่าจะเป็นสายเหยี่ยว สายพิราบ หรือดึงคนนอกเฟดเข้ามาด้วย (ซึ่ง Warsh เอ่ยมาแล้วว่าจะมีภาคเอกชนด้วย)
และเรื่องที่สองคือข้อมูลเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่จะทยอยออกมาหลังข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน เพราะนั่นคือบททดสอบว่ามุมมองเงินเฟ้อชั่วคราวของเฟดจะถูกหรือผิด และจะเป็นตัวชี้ขาดว่าสุดท้ายเฟดจะต้องขึ้นดอกเบี้ยจริงตามที่ครึ่งหนึ่งของกรรมการต้องการ หรือจะลงเอยแบบที่ Bloomberg Economics คาดไว้ว่า "ไม่ขึ้นและไม่ลด" ตลอดทั้งปีนี้ค่ะ
ปล. Into the unknow ค่ะ 🥶
ปล2. แปลว่าหลังจากนี้ นิคกี้ไม่ต้องตื่นมาเฝ้าเฟดแล้ว เย้ 🥳
การลงทุน
เศรษฐกิจ
ข่าวรอบโลก
17 บันทึก
16
3
42
17
16
3
42
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย