18 มิ.ย. เวลา 12:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

Ecosystem ฟินเทคเดือด: ของจริงช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย ของปลอมทำองค์กรซับซ้อน

แสงจากจอ Bloomberg Terminal สะท้อนบนกระจกห้องประชุมชั้น 27 ของ Arclight Partners ที่สิงคโปร์ ขณะที่ Charles เลื่อนดูสไลด์สรุปธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีการชำระเงินชื่อ Veyron Nexus Group บนหน้าจอ ตัวเลขรายได้ยังเติบโต กำไรปรับปรุงแล้วดูแข็งแรง และสไลด์หน้าปกยังใช้คำเดิมที่ตลาดชอบมากที่สุดในรอบหลายปี
นั่นคือ ระบบนิเวศทางธุรกิจ แต่ Charles ไม่ได้สนใจคำนี้อีกแล้ว เขาหยุดสายตาที่ตัวเลขเล็กด้านล่างแทน ค่าใช้จ่ายการตลาดลดลง 18% ขณะที่จำนวนร้านค้าที่ใช้งานระบบยังเพิ่มขึ้น 23% Charles วางปากกาลงช้า ๆ “นี่ต่างหากที่สำคัญ” เขาพูดเบา ๆ “ลูกค้ายังอยู่ แม้บริษัทหยุดซื้อการเติบโต”
ห้องประชุมเงียบลงทันที เพราะทุกคนรู้ว่าตลาดเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรคือระบบนิเวศทางธุรกิจที่แท้จริง ช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตจากเงินทุนราคาถูก ทั้งการแจกเงินคืน ลดค่าธรรมเนียม อุดหนุนร้านค้า ส่งฟรี ใช้รายการส่งเสริมการขาย และซื้อกิจการต่อเนื่อง หลายบริษัทเรียกสิ่งนั้นว่าการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ แต่ Charles เรียกมันอีกแบบ “การเช่าความภักดีระยะสั้น”
Elena เลื่อนแผนภูมิขึ้นบนจอ มูลค่ากิจการของบริษัทเทคโนโลยีระยะเติบโตในตลาดนอกตลาดหลักทรัพย์ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง กองทุนหลายแห่งเริ่มเปลี่ยนคำถามจากโตเร็วแค่ไหน ไปเป็นหยุดเผาเงินแล้วจะยังรอดไหม “ตลาดไม่ได้ถามแล้วว่ามีผู้ใช้งานกี่ล้านคน Elena พูด “ตลาดถามว่าถ้าวันหนึ่งธุรกิจหยุดแจกของฟรี ลูกค้ายังจะอยู่ไหม”
Joseph ขมวดคิ้ว “แต่ Veyron ก็มีหลายธุรกิจเหมือนบริษัทที่มีระบบนิเวศทางธุรกิจทั่วไปนี่ ทั้งระบบการชำระเงิน สินเชื่อ ระบบร้านค้า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่แค่การนำหลายธุรกิจมารวมกัน”
Charles ไม่ตอบทันที เขาเปิดหน้าตัวเลขย้อนหลัง 3 ปีขึ้นมาแทน รายได้ของ Veyron ยังโต แต่เริ่มชะลอจาก 38% มาเป็น 31% และเหลือ 27% แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือตัวเลขทางเศรษฐกิจกลับดีขึ้นสวนทาง อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มจาก 41% เป็น 53% ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ลดลง 26% รายได้เฉลี่ยต่อร้านค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานพลิกจากติดลบเป็นบวก
Charles เคาะนิ้วลงบนโต๊ะช้า ๆ “นี่คือความต่าง ระบบนิเวศทางธุรกิจจริงไม่ได้วัดที่บริษัทมีหลายธุรกิจ” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “แต่วัดที่ธุรกิจใหม่ทำให้ธุรกิจเดิมแข็งแรงขึ้นหรือเปล่า”
Brian เปิดข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าต่อทันที ร้านค้าที่ใช้บริการมากกว่า 2 บริการ มีอัตราการเลิกใช้งานต่ำกว่ากลุ่มที่ใช้บริการเดียวเกือบครึ่ง รายได้จากบริการเสริมเพิ่มจาก 28% เป็น 61% Veyron เริ่มต้นจากระบบชำระเงินสำหรับร้านค้า จากนั้นจึงเพิ่มสินเชื่อธุรกิจ ระบบวิเคราะห์สินค้าคงคลัง และระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า
ร้านค้าที่ใช้ระบบการชำระเงินเริ่มใช้สินเชื่อ ร้านที่ใช้สินเชื่อเริ่มใช้ระบบวิเคราะห์สินค้า ข้อมูลธุรกรรมเริ่มช่วยประเมินอันดับความน่าเชื่อถือ สินเชื่อช่วยเพิ่มยอดขายร้านค้า ยอดขายที่เพิ่มขึ้นทำให้ธุรกรรมกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง นี่คือกลไกวงล้อขับเคลื่อนธุรกิจ ธุรกิจใหม่ไม่ได้แค่เพิ่มรายได้ แต่งานนี้มันทำให้ธุรกิจเดิมแข็งแรงขึ้น
Charles มองไปที่จอ “ระบบนิเวศทางธุรกิจจริง คือยิ่งโต ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งมีประสิทธิภาพ แต่ระบบนิเวศทางธุรกิจเสมือนคือยิ่งโต องค์กรยิ่งซับซ้อน”
Isaac ที่นั่งเงียบมานานเปิดแฟ้มเอกสารอีกชุดขึ้นมา “หลายบริษัทไม่ได้ล้มเพราะธุรกิจหลักแย่ลง” เขาพูดช้า ๆ “แต่วันนี้มันล้มเพราะเริ่มแบกธุรกิจที่ไม่ได้ช่วยให้แกนหลักแข็งแรงขึ้น” ทุกคนในห้องรู้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร ในช่วงตลาดกระทิงที่ผ่านมา หลายบริษัทเริ่มต้นจากธุรกิจหลักที่ดี ก่อนขยายไปสู่ธุรกิจขนส่งสินค้า, ธุรกิจประกันภัย, ธุรกิจสื่อ, ธุรกิจเกม, สินทรัพย์ดิจิทัล, ธุรกิจท่องเที่ยว, ธุรกิจการให้สินเชื่อ และแพลตฟอร์มค้าปลีก
ทุกอย่างถูกอธิบายด้วยคำเดียวคือระบบนิเวศทางธุรกิจ แต่ปัญหาคือธุรกิจเหล่านั้นจำนวนมากไม่ได้ส่งเสริมซึ่งกันและกันจริง บางส่วนเพียงใช้เงินทุนเชื่อมเข้าหากันชั่วคราว
Joseph พิงพนักเก้าอี้ก่อนพูดขึ้น “เหมือนหลายบริษัทที่ดูเหมือนมีระบบนิเวศทางธุรกิจใหญ่โต แต่จริง ๆ แล้วแค่ซื้อกิจการต่อกันไปเรื่อย ๆ ใช่ไหม”
Charles พยักหน้า “ถ้าธุรกิจใหม่ไม่ช่วยให้ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ลดลง ไม่ช่วยให้ตราตรึงลูกค้าได้ดีขึ้น ไม่ช่วยให้อัตรากำไรสูงขึ้น สุดท้ายมันไม่ใช่ระบบนิเวศทางธุรกิจ มันคือการสร้างอาณาจักร”
ห้องประชุมเงียบลงอีกครั้ง Charles เปิดหน้ากระแสเงินสดต่อ สิ่งที่เขาต้องการดูที่สุดมูลค่ารวมของยอดขายสินค้า ไม่ใช่จำนวนผู้ใช้งาน ไม่ใช่เรื่องเล่าการเติบโต แต่มันคือคำถามง่าย ๆ “ถ้าวันนี้บริษัทหยุดเผาเงิน ระบบยังเดินต่อได้ไหม” เพราะระบบนิเวศทางธุรกิจเสมือนมักมีลักษณะเหมือนกัน คือรายได้โตจากการซื้อกิจการ ลูกค้าโตจากการอุดหนุนราคา, อัตรากำไรไม่ดีขึ้น, สัดส่วนผู้ถือหุ้นเดิมลดลงต่อเนื่อง จากหุ้นงอกใหม่ หนี้โตเร็วกว่ากระแสเงินสด และองค์กรซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ปัญหาเหล่านี้ถูกซ่อนด้วยสภาพคล่อง แต่เมื่อเงินทุนแพงขึ้น ตลาดจะเริ่มถามหากระแสเงินสดจริง และตอนนั้นระบบนิเวศทางธุรกิจเสมือนจะเริ่มแตกออกทีละส่วน
Elena เปิดแบบจำลองการวัดความทนทานต่อภาวะวิกฤตบนหน้าจอ ในกรณีเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง กำไรของ Veyron อาจลดลงเกือบ 40% แต่บริษัทยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังพอรองรับระบบได้
Charles มองตัวเลขเงียบ ๆ นี่คือสิ่งที่เขาตามหามาตลอด ไม่ใช่บริษัทที่โตเร็วที่สุด แต่คือบริษัทที่เริ่มพิสูจน์ได้ว่าลูกค้ายังอยู่แม้ลดรายการส่งเสริมการขาย รายได้ต่อลูกค้าเพิ่มขึ้นเอง ต้นทุนต่อหน่วยลดลงเมื่อขนาดการผลิตโตขึ้น กระแสเงินสดเริ่มแข็งแรงขึ้น และธุรกิจใหม่ช่วยส่งเสริมธุรกิจเดิม เพราะสุดท้ายแล้วระบบนิเวศทางธุรกิจที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่จำนวนธุรกิจ แต่วัดกันที่เมื่อบริษัทขยายใหญ่ขึ้น เศรษฐศาสตร์ของระบบดีขึ้นจริงหรือไม่
ด้านล่างของจอ Bloomberg ปริมาณการซื้อขายหุ้นของ Veyron ยังเบาบางเหมือนเดิม ตลาดยังไม่ได้สนใจบริษัทมากนัก Charles เลื่อนหน้าจอลงเพื่อปิดแถบข้อมูลการวิเคราะห์
ความเงียบในห้องทำงานชั้น 27 กลับมาอีกครั้งเมื่อเขาหันไปสบตากับทีมงาน ทุกคนต่างก้มลงบันทึกราคาเสนอซื้อและเสนอขายล่าสุดที่ปรากฏเด่นชัดอยู่บนจอภาพคำสั่งซื้อขายเบื้องหน้า โดยไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมาอีก
"เนื้อหาในนิยายเป็นเหตุการณ์สมมติ ตัวละครและชื่อบริษัทถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงและถ่ายทอดบทเรียนทางธุรกิจเท่านั้น มิได้มีเจตนาชี้นำการลงทุนในหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่ง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ"
— เกียรติธร วีรอัศวปรีชา
#หุ้น
#การลงทุน
#Ecosystem
#ระบบนิเวศทางธุรกิจ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา