วันนี้ เวลา 00:00 • หนังสือ

Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 23

ไม่ประสงค์ออกนาม : อ่านจากหลายบทความ เห็นว่าคุณวินทร์คงไม่เชื่อว่ามีมนุษย์ต่างดาว แต่เชื่อไหมว่ามีสิ่งมีชีวิตต่างดาว และพวกนั้นเคยมาเยือนโลกเราหรือไม่
วินทร์ เลียววาริณ : หนังเรื่อง Disclosure Day ของ สตีเวน สปิลเบิร์ก ที่กำลังฉาย มีจุดดีจุดหนึ่งคือจุดกระแสให้คนถกกันเรื่องมนุษย์ต่างดาว
คำนี้ฝรั่งใช้ alien ไม่ใช่ humanoid alien หรือที่คนไทยใช้คำว่า ‘มนุษย์ต่างดาว’ มีนัยว่าหน้าตาอย่างคน ซึ่งเป็นการฝังภาพที่ผิดพลาดที่สุดมาแต่แรก แก้ไขยากมาก ทำให้สรุปว่าสิ่งมีชีวิตต่างดาวต้องมีสรีระอย่างมนุษย์
โดยเฉพาะเมื่อ alien ในหนังฮอลลีวูดร้อยละ 99 มีรูปร่างหน้าตาอย่างคน หนังไซไฟที่เพิ่งผ่านตาไม่นานนี้ Project Hail Mary แม้พยายามออกแบบ alien ที่ไม่ใช่คน แต่ก็หนีไม่พ้นเค้าโครงคนอยู่ดี เดินได้ กวัดแกว่ง ‘แขน’ ได้ พูดได้
ย่อมมีคนถาม แล้วมันผิดตรงไหน ทำไม alien เหมือนคนไม่ได้หรือ
ถ้าตอบแบบนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องบอกว่า อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ความน่าจะเป็นนั้นต่ำ
1
เฉพาะสิ่งชีวิตในโลกเราก็มีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งที่เกิดมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน เช่น เห็ด รา ต้นไม้ ไดโนเสาร์ กล้วย คน
เชื่อไหมว่ามนุษย์ที่มีรูปลักษณ์ต่างกันกับกล้วยโดยสิ้นเชิง กลับมียีนที่ตรงกันถึง 60 เปอร์เซ็นต์
1
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนเพิ่งปรากฏบนโลกในนาทีท้ายๆ ของชีวิตบนโลก สายพันธุ์โฮโม เซเปียนส์ เพิ่งปรากฏตัวราวสองแสนปีเท่านั้น
ก่อนหน้านั้นโลกมีสิ่งมีชีวิตทุกรูปแบบ มหัศจรรย์พันลึก 99 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ดูจากฟอสซิล ไม่มีสักสายพันธุ์ที่มีรูปร่างหน้าตาแบบคน แล้วทันใดนั้นสิ่งทรงภูมิปัญญาที่มาจากต่างดาวก้าวลงมาจากจานบิน โครงสร้างเหมือนคน โบกไม้โบกมือได้
คิดไม่ยากว่า ก็เป็นคนนั่นแหละที่สร้างรูปนี้ขึ้นมา
1
ต้องยอมรับว่าหนังที่มีสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาว หากไม่มีรูปโฉมอย่างคน พูดไม่ได้ เล่าเรื่องได้ลำบากมาก
มีหนังเพียงไม่กี่เรื่องที่ทำได้ดี
หนังเกี่ยวกับ Close Encounter of the Third Kind ที่ผมให้คะแนน 10/10 มีอย่างน้อยสามเรื่อง เป็นหนังที่นำเสนอสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวได้ดีที่สุด ไม่มีมนุษย์ต่างดาวหน้าเหมือนคนโผล่มาให้รำคาญตา
สามเรื่องนั้นคือ
2001: A Space Odyssey ของ Stanley Kubrick จากงานเขียนของ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก
Contact ของ Robert Zemeckis จากงานเขียนของ คาร์ล เซเกน
Arrival ของ Denis Villeneuve จากเรื่องสั้นของ Ted Chiang
2001 ออกแบบสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวแบบสัญลักษณ์ คือแท่งหินสีดำสัดส่วน 1:4:9
1
Arrival ออกแบบสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวเป็นสายพันธุ์ใหม่ พร้อมภาษาที่ไม่เหมือนภาษาในโลกเรา
ในสามเรื่องนี้ Contact นำเสนอสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวได้ฉลาดที่สุด เข้าใจได้ง่ายที่สุด คือปรากฏตัวในรูปตัวละครพ่อของนางเอก ทำให้มนุษย์สื่อสารสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวได้เหมือนคุยกันธรรมดา
1
ผมยืมกลวิธีนี้ไปใช้ในนวนิยาย สี่ภพ ซึ่งเป็นนิยายจีนกำลังภายในก็จริง แต่ก็เป็นไซไฟ และมีฉากจอมยุทธ์เจอสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาว จะคุยกันได้อย่างไร ก็ต้องพึ่งตัวละครแบบนี้ เพื่อทำหน้าที่เล่าเรื่องที่เล่าธรรมดาไม่ได้
ตัวละคร ‘อู่เซียนเซิน’ ก็เกิดขึ้นมาแบบนี้ แต่ตัวละครนี้ก็มีส่วนผสมของ The Architect ใน The Matrix เช่นกัน
คนจำนวนมากเชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า มนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกจริง และทางการปิดข่าวไว้
หลายคนบอกว่าเคยเห็นยานบินมนุษย์ต่างดาวด้วย ต่อให้ใช้เครื่องจับเท็จ ก็สอบผ่านสบายๆ เพราะพวกเขาเชื่อว่าเห็นจริง
เป็นไปได้ไหมว่าเป็นความจริง?
อีกนั่นแหละ ถ้าตอบแบบนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องบอกว่า เป็นไปได้ แต่ความน่าจะเป็นต่ำมาก
ทำไม?
คำตอบคือระยะทาง
รู้ไหมว่าจักรวาลที่เราอยู่กว้างใหญ่แค่ไหน? รับรองว่า 99 เปอร์เซ็นต์จินตนาการไม่ออก เพราะถ้าจินตนาการออก จะเปลี่ยนความคิดเรื่องมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกถี่ขนาดนี้แทบทันที
ผู้อ่านเชื่อไหมว่าเม็ดทรายทั้งหมดบนโลกรวมกัน ยังมีน้อยกว่าจำนวนดวงดาวในจักรวาล?
1
คนจำนวนมากบอกว่าไม่เชื่อเด็ดขาด เม็ดทรายเยอะขาดนี้ มีดวงดาวมากกว่านั้นหรือ อิมพอสสิเบิ้ล! ดูจากจุดดาวบนฟ้า ก็ไม่ถี่ขนาดนี้
แต่ดวงดาวทั้งหมดที่เราเห็นบนฟ้าราตรี เป็นเพียงเสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยวของดาราจักรทางช้างเผือกของเรา
1
หากศึกษาดาราศาสตร์และจักรวาลวิทยาจะพบหลักฐานว่าเม็ดทรายทั้งหมดบนโลกรวมกัน ยังมีน้อยกว่าจำนวนดวงดาวในจักรวาลจริง
เรามีกล้องโทรทรรศน์ เรามีวิทยาการในการวัดระยะทาง เรามีภาพถ่าย
อย่างไรก็ตาม การอุปมาจำนวนเม็ดทรายนั้น ยังไม่ตรงความจริงเสียทีเดียว เพราะเม็ดทรายบนโลกนั้น แต่ละเม็ดอยู่ติดกัน แต่เม็ดทรายแห่งดาราจักรนั้นแต่ละเม็ดอยู่ห่างกันมหาศาล
1
ถ้า ‘ทราย’ (ดวงดาว) เม็ดหนึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ เม็ดที่ใกล้ที่สุดอาจอยู่ที่ลอนดอนหรือปารีส เม็ดที่สามอาจอยู่ที่ดวงจันทร์โน่น
ระหว่างเม็ดทรายแต่ละเม็ดคือความว่างเปล่า
1
เฉพาะในดาราจักร (galaxy) ทางช้างเผือกที่เราอยู่ มีดวงดาวราวสี่แสนล้านดวง และมีดาราจักรอย่างนี้อีกหลายแสนล้านดาราจักร
1
ถ้าคูณสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน บวกกับดวงดาวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน ก็พบว่าตัวเลขเกินจำนวนเม็ดทรายบนโลก
1
ดาราจักรทางช้างเผือกของเรามีเส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งแสนปีแสง แปลว่าหากเราเดินทางจากขอบหนึ่งไปอีกขอบหนึ่งด้วยความเร็วแสง ต้องใช้เวลาแสนปี
1
ไม่มียานใดที่สามารถเดินทางด้วยความเร็วนี้ได้ เพราะมันสวนทางกับกฎฟิสิกส์
หากมีมนุษย์ต่างดาวจริง จะเดินทางจากบ้านของตนมาโลกเรา อาจใช้เวลานับหมื่นนับล้านปี
การเดินทางข้ามดาราจักรนั้น จะต้องฝ่าอุกกาบาตจำนวนมหาศาล จำนวนมากมีขนาดเล็ก หากจานบินเรียบๆ ธรรมดา โดนฝนอุกกาบาตที่ความเร็วสูง ยานก็พังตอนยังมาไม่ถึงครึ่งทาง
1
หากมีเทคโนโลยีสร้างยานข้ามดาราจักรไกลขนาดนี้ได้ จะทำยานตกบนโลกง่ายๆ ให้คนจับไปผ่าตัดหรือ?
ถ้ามีเทคโนโลยีขนาดนี้ เจอหน้าคน ยังต้องจับคนไปผ่าตัดศึกษาหรือ
1
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ผมไม่อาจเชื่อว่ามีมนุษย์ต่างดาว แต่เชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตและสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาว
1
นี่เป็นความเชื่อ เป็น speculation ไม่ใช่หลักฐานก็จริง แต่ก็มีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับอยู่
หลักการอะไร?
หากดูตารางธาตุ ธาตุที่มีมากที่สุดในจักรวาลอันดับหนึ่งคือไฮโดรเจน อันดับสองฮีเลียม ตามมาด้วยออกซิเจน คาร์บอน ฯลฯ
ทีนี้ดูซิว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกเราประกอบด้วยธาตุอะไร
อันดับหนึ่งคือไฮโดรเจน อันดับสองออกซิเจน (ฮีเลียมไม่นับเพราะเป็นธาตุเฉื่อย) อันดับสามคาร์บอน ไล่ไปเรื่อยๆ
จะเห็นว่าชีวิตบนโลกเกิดขึ้นมาด้วยธาตุที่มีอยู่ และแสดงว่าชีวิตเกิดง่ายกว่าที่คิด
การเกิดชีวิตอาจเป็นภาคบังคับเมื่อสภาพโลกหนึ่งๆ เหมาะสม
1
คนจำนวนมากเห็นบางสิ่งบนท้องฟ้าที่ไม่รู้ว่าคืออะไร จะโยนไปให้มนุษย์ต่างดาวอย่างเดียว
เรามีคำศัพท์ UFO (Unidentified Flying Object) แปลว่าวัตถุบินได้ที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
1
คนไม่น้อยเห็นบางอย่างบนฟ้า ร้องว่า “เฮ้ย! ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ต้องเป็นมนุษย์ต่างดาวแน่เลย”
ถ้าไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วทำไมรู้ว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวล่ะ?
2
โลกเราก็แปลก คนที่มั่นใจว่านี่คือยานต่างดาว นั่นคือมนุษย์ต่างดาว ไม่สามารถอ้างด้วยหลักฐาน ได้แต่อ้างด้วยคำพูดและคำสาบาน
เวลาขึ้นศาล สายตามนุษย์จะไม่ถือว่าเป็นหลักฐาน เพราะมันคลาดเคลื่อนได้
อ้างด้วยหลักฐานที่เป็นรูปธรรม เช่น วัตถุที่มีธาตุหรือไอโซโทปที่ไม่มีบนโลกเรา
ถ้าไม่มีหลักฐานมาอ้าง ก็แค่บอกว่า มันเป็น UFO แล้วจบแค่นั้น รอวันที่เราจะหาคำตอบได้
ไม่ต้องแชร์สิ่งที่ตนไม่รู้จริง ไม่มีหลักฐานจริง
1
อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก คนเขียน 2001: A Space Odyssey เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วย เขาคือคนให้กำเนิดดาวเทียมบนโลกเรา
คลาร์กเชื่อว่ามีสิ่งทรงภูมิปัญญาข้างนอกโน้นแน่ เพราะเราเพิ่งกำเนิดในมุมนี้ของดาราจักรไม่นาน แค่ 1-2 แสนปี เมื่อเทียบกับอายุของจักรวาล ก็ประมาณไม่กี่วินาทีสุดท้าย เวลาที่ยาวนานขนาดนั้น อาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นที่พัฒนาไปก่อนเรานานหลายพันล้านปี หรือนับหมื่นล้านปี
1
แต่คลาร์กไม่เชื่อว่าโลกเราเคยมีสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวมาเยือน ไม่มีร่องรอย
เขาบอกว่า ต่อให้มีอารยธรรมต่างดาวที่สามารถเดินทางข้ามห้วงสมุทรแห่งจักรวาลไปที่ใดก็ได้ตามใจนึก ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสามารถสำรวจทุก ๆ โลก ดาราจักรใหญ่เกินไป
1
คุณสามารถเดินข้ามหาดทรายไปทะเลในเวลาสิบนาที แต่คุณคงไม่มีทางสำรวจทรายทุกเม็ดที่คุณเดินข้ามไป
มีคนถามคลาร์กว่าเชื่อเรื่อง UFO ไหม เขาตอบว่าเขาสนใจเรื่อง UFO มา 50 ปี ก่อนเป็นกระแสฮิต หลังจากเจอ UFO ด้วยตัวเองมาหกครั้ง เขาก็ไม่เชื่อ
เพราะ UFO ไม่ว่าประหลาดแค่ไหน มีคำอธิบายง่ายๆ เสมอ
เขาเล่าว่าครั้งหนึ่งเขากับ สแตนลีย์ คูบริก ขึ้นดาดฟ้าอพาร์ทเมนต์ในนิวยอร์ก เพื่อคุยกันเรื่องบทหนัง 2001 ทันใดนั้นทั้งสองก็แลเห็นลูกกลมสว่างลอยขึ้นตาหน้าต่อตา
คลาร์กไม่ใช่คนที่เห็นอะไรผิดปกติแล้วสรุปเลย เขาตามสืบตามหน่วยงานรัฐต่างๆ ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า UFO ที่เขาเห็นคือดาวเทียม Echo ที่สหรัฐฯส่งขึ้นฟ้าในปี 1960 และ 1964 คืนนั้นแสงจันทร์ส่องมุมพอดี ทำให้ปรากฏภาพที่เขาเห็น หากเป็นคนอื่นก็สรุปว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวไปแล้ว
1
คลาร์กบอกว่า UFO ที่เหลือที่เขาเห็นล้วนมีคำตอบง่ายๆ เช่น บอลลูนตรวจอากาศบ้าง เครื่องบินบ้าง
อีกครั้งหนึ่งเขาเห็นจานบินหลายลำแล่นฉวัดฉวียนที่ขอบฟ้า เมื่อตรวจสอบก็พบว่าเป็นฝูงนก แสงสว่างและมุมสะท้อนทำให้เห็นเป็นภาพจานบินไปได้
Dick Cavette สัมภาษณ์ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ในปี 1980 ถามว่าเห็นว่าไงกับข่าวที่รัฐเก็บซากมนุษย์ต่างดาวไว้ในช่องเย็น คลาร์กว่า “เหลวไหล”
เขาว่าเทคโนโลยีปัจจุบัน (ปี 1980) มีหลายชาติที่มีเรดาร์ตรวจ วัตถุขนาดแท่งดินสอก็ไม่อาจพ้นสายตา จะมีมนุษย์ต่างดาวมาถี่ขนาดนี้ เห็นโดยคนไม่กี่คนโดยรอดพ้นตาเรดาร์หรือ
เขาว่าความลับแบบนี้ถ้ามีจริง เก็บไม่ได้นานหรอก
แต่โลกตะวันตกก็เต็มไปด้วยข่าวพวกมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกบ่อยมาก ในความจริงจะมาบ่อยขนาดนี้หรือ
เขาว่าเป็นไปได้ที่ในอดีตกาลมีสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวผ่านมา เขาว่าแทนที่จะดู UFO เราควรหาดูฟอสซิลของวัตถุสื่อสารของต่างดาว
อาจพบหลักฐานที่ชัดเจนกว่าภาพมัวๆ ของมนุษย์ต่างดาวถูกคนจับผ่าตัด
นักดาราศาสตร์ นีล ดีกราส ไดสัน บอกขำๆ ว่า ถ้าใครถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปผ่าตัด ให้รอจังหวะมนุษย์ต่างดาวเผลอ แล้วขโมยเครื่องมือผ่าตัดสักชิ้น เท่านี้ก็ใช้เป็นหลักฐานได้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกเราจริง เพราะด้วยเทคโนโลยีขนาดข้ามดาราจักรได้ น่าจะมีการใช้ธาตุที่ไม่มีบนโลกเรา
แต่คำถามที่ไม่มีใครตอบคือ มนุษย์ต่างดาวมาทำไม
เรามีอีโก้สูงมากจนหลงเชื่อว่าเรามีความสำคัญจนสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวต้องยอมเสียเวลาเดินทางนับหลายพันปีเพื่อมาศึกษาเราหรือ?
1
การเดินทางข้ามดาราจักรจะใช้เวลานานขึ้นเรื่อยๆ เพราะจักรวาลขยายตัว นี่เองที่ทำให้ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก บอกว่า มันมีพระเจ้าไม่ได้ ระยะทางมันไกลเกินไปที่พระเจ้าจะดูแล หรือดูแลได้แค่พื้นที่เล็กๆ ในดาราจักร
1
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1
โฆษณา