วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ใครว่าข้าราชการได้เงินน้อย ถ้าจัดการ กบข. ดี ๆ จะได้เปรียบมาก แล้วควรจัดการอย่างไร สรุปครบจบในโพสต์เดียว

1. กบข. หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ คือกองทุนที่หักเงินออมจากเงินเดือนของข้าราชการ และเงินสมทบเพิ่มเติมจากรัฐ นำไปลงทุนต่อเพื่อให้ข้าราชการไว้ใช้จ่ายตอนเกษียณอายุ
ซึ่งถ้าเราจัดการดีจะได้เปรียบเรื่องการเงิน เพราะ กบข. เป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการสร้างความมั่งคั่ง ประหยัดเงินจากภาษี รวมถึงสร้างวินัยทางการเงินที่ดีด้วย
2. แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก 3 ส่วนหลัก ที่ส่งผลต่อมูลค่าเงินใน กบข. ได้แก่
- เงินสะสม หรือเงินของเราที่ถูกหักจากเงินเดือน
- เงินเพิ่มเติมจากรัฐ
- ผลตอบแทน จากการที่ กบข. นำเงินไปลงทุนให้
แปลงเป็นสูตรแบบง่าย ๆ
เงินในอนาคต = (เงินสะสม + เงินเพิ่มเติมจากรัฐ) x ผลตอบแทน
นั่นหมายความว่า ถ้าอยากให้มูลค่าเงินใน กบข. เพียงพอ สำหรับใช้ในช่วงเกษียณ ก็ต้องหาทางเพิ่ม 3 ส่วนนี้
3. เริ่มต้นที่ “เงินสะสม” เป็นปัจจัยที่เพิ่มได้ง่ายที่สุด เพราะแม้ตั้งต้นเราจะจ่ายเงินสะสมที่ 3% แต่เราสามารถออมเพิ่มได้ตั้งแต่ 1-27% ของเงินเดือน
ถ้าเราไม่ได้ลงทุนส่วนตัวเองอยู่แล้ว หรือเงินเดือนเหลือเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ก็สามารถหักเงินเดือนเพิ่มไปได้เต็มที่เลย
เพราะนอกจากจะทำให้เงินลงทุนกลายเป็นก้อนใหญ่ได้เร็วแล้ว เราจะได้ค่าลดหย่อนภาษีที่เพิ่มขึ้นด้วย
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติว่า เงินได้สุทธิของเราคือ 400,000 บาท จะเสียภาษีที่ 17,500 บาท แต่หากเราสะสมเงินใน กบข. ไป 100,000 บาทแล้ว ภาษีจะลดเหลือเพียง 7,500 บาท
ซึ่งเงินที่เราใส่ใน กบข. ก็ไม่ได้หายไปด้วย เหมือนได้ 2 ต่อคือ มีเงินออมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เสียภาษีน้อยลง
1
ความน่าสนใจคือ กบข. ให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีสูงสุด 500,000 บาท นั่นหมายความว่า เราสามารถลดภาษีได้จำนวนมาก หากใช้ กบข. อย่างเต็มที่
4. ต่อมาคือ “เงินเพิ่มเติมจากรัฐ” ปัจจัยที่เราควบคุมได้อยู่บ้าง แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า เงินเพิ่มเติมจากรัฐ ประกอบด้วย 3 สิ่ง
- เงินประเดิม เงินที่รัฐนำส่งให้เฉพาะ สมาชิก กบข. ที่เป็นข้าราชการ อยู่ก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540
- เงินสมทบ เงินที่รัฐจ่ายสมทบให้สมาชิกทุกเดือน 3% ของเงินเดือน
- เงินชดเชย เงินที่รัฐจ่ายชดเชยให้ 2% ของเงินเดือน กรณีที่เราเลือกรับแบบบำนาญ
จะเห็นได้ว่า วิธีที่จะได้เงินเพิ่มคือ เราต้องเลือกรับแบบบำนาญ ซึ่งใครที่เน้นต้องการเงินรายเดือนตลอดชีวิต จะถือว่าได้ประโยชน์ในส่วนนี้ไปเลย
พอรวมทั้งเงินสมทบกับเงินชดเชย จะถือว่าเราได้เงินเพิ่มในแต่ละเดือนแบบฟรี ๆ ถึง 5% โดย
1
- หากเรามีเงินเดือน 20,000 บาท เราจะได้เงินก้อนจากรัฐอีก 1,000 บาท
- หากเรามีเงินเดือน 30,000 บาท เราจะได้เงินก้อนจากรัฐอีก 1,500 บาท
- หากเรามีเงินเดือน 50,000 บาท เราจะได้เงินก้อนจากรัฐอีก 2,500 บาท
ซึ่งดูแบบผิวเผิน จะมองว่าน้อย แต่หากคำนวณด้วยดอกเบี้ยทบต้น จะพบว่า ถ้าได้ 1,000 บาททุกเดือน ได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี เป็นระยะเวลา 30 ปี เงินก้อนนั้นจะกลายเป็น 1,491,570 บาท โดยไม่นับว่ายังมีเงินสะสมของเราอีกด้วย
5. ปิดท้ายด้วยผลตอบแทน จะได้มากหรือน้อย หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดคือ แผนการลงทุน
เช่น
หากเลือกแผนที่ลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 1-2% ต่อปี
แต่หากเลือกแผนที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ผลตอบแทนจะขยับมาเป็น 8-10% ต่อปี
จะเห็นได้ว่า แผนการลงทุน สามารถส่งผลต่อผลตอบแทนที่แตกต่างกันได้ไม่น้อยเลย
ตรงนี้ที่ กบข. ตอบโจทย์อย่างมาก เพราะมีแผนการลงทุนให้เลือกเยอะ ซึ่งอาจมากกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของหลาย ๆ บริษัทเอกชนทั่วไปอีก
โดย กบข. มีแผนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ตั้งแต่เงินฝาก ตราสารหนี้ ตราสารหนี้ต่างประเทศ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หุ้นไทย จนถึงหุ้นต่างประเทศ
ที่สำคัญคือ เราจะลงในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง หรือหลายสินทรัพย์ก็ได้ และยังจัดสัดส่วนได้ตามใจชอบอีกด้วย
พอเป็นแบบนี้ เราจะพอคำนวณผลตอบแทนที่คาดหวังได้บ้าง ด้วยการไปดูต่อว่าแต่ละสินทรัพย์ เช่น ทองคำ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หุ้นธีมต่าง ๆ สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีคือเท่าไร
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าผลตอบแทนในอดีตไม่ได้หมายความว่าจะเท่ากับผลตอบแทนในอนาคตเสมอ และเมื่อผลตอบแทนที่คาดหวังสูง ความเสี่ยงก็ย่อมสูงตาม
1
ทั้งนี้หากเราไม่รู้ว่าจะจัดสรรการลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้างดี กบข. ก็ยังมีแผนที่จัดเป็นสำรับการลงทุน หรือพูดง่าย ๆ ว่าจัดสัดส่วนการลงทุนให้เลย ขอแค่เราเลือกแผนการลงทุนที่สนใจเท่านั้น เช่น
- แผนสมดุลตามอายุ ที่ กบข. จะแบ่งลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับอายุของเรา
- แผนการลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์ สำหรับข้าราชการชาวมุสลิม
- แผนเชิงรุก 65 ที่ออกแบบเพื่อคนที่ต้องการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูง
ซึ่งเราสามารถดูผลการดำเนินงานในอดีต ประกอบการตัดสินใจได้เลย
6. อย่าลืมเช็กพอร์ตบ้าง เพราะถ้าสภาพตลาดเปลี่ยน หรืออายุของเราเพิ่มขึ้น แผนการลงทุนเดิมก็อาจไม่เวิร์กได้เช่นกัน ซึ่งข้อดีของ กบข. คือให้เราเปลี่ยนแผนการลงทุนได้ถึง 12 ครั้งต่อปี ถือว่ามีความยืดหยุ่นอย่างมาก ควรใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์
1
แต่ก็ไม่ควรเปลี่ยนบ่อยเกินไป เพราะหากจับจังหวะตลาดไม่เก่ง จะเหนื่อยและได้ผลลัพธ์ที่แย่กว่าการลงทุนระยะยาวแบบสม่ำเสมอ
7. สุดท้าย ระวังเรื่องสภาพคล่องการเงินของเรา
เพราะเงินที่เราสะสมใน กบข. นั้น ถอนออกมาใช้ก่อนเกษียณไม่ได้ ต่างจากเงินฝากธนาคารที่กดออกมาได้ทุกเมื่อ ดังนั้นก่อนจะเพิ่มเงินสะสม ควรถามตัวเองก่อนว่า มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือนไว้แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มี ควรจัดการส่วนนี้ก่อนเสมอ
โฆษณา