20 มิ.ย. เวลา 05:00 • การศึกษา

Leapcell คืออะไร

โดย
เคยไหมที่คุณต้องปล่อยให้ไอเดียเจ๋งๆ หรือ ไซต์โปรเจกต์ (Side Projects) ที่อุตสาหะนั่งเขียนโค้ดมาทั้งคืนต้องนอนนิ่งอยู่ในคลัง GitHub เพียงเพราะค่าใช้จ่ายในการเช่าเซิร์ฟเวอร์โฮสติ้งรายเดือนนั้นสูงเกินไป? หรือ บางครั้งพอตัดสินใจยอมควักเนื้อจ่ายเงินเพื่อเปิดทิ้งไว้ แต่พอไม่มีคนเข้าเว็บ ตัวเครื่องกลับรันว่างๆ (Idle) ปล่อยให้เงินละลายทิ้งไปวันๆ โดยเปล่าประโยชน์?
Leapcell คือแพลตฟอร์ม Cloud Hosting ยุคใหม่ที่เกิดมาเพื่อปฏิวัติวงการ และ ทลายขีดจำกัดเหล่านี้ให้หมดไป
Leapcell เป็นแพลตฟอร์มเว็บโฮสติ้งที่ออกแบบมาเพื่อมอบความคุ้มค่าสูงสุดแก่เหล่านักพัฒนา โดยเปิดให้คุณสามารถส่งโปรเจกต์ขึ้นระบบ (Deploy) ได้มากถึง 20 โปรเจกต์ฟรี! แถมยังพ่วงบริการระบบฐานข้อมูลยอดนิยมอย่าง PostgreSQL มาให้ใช้งานคู่กันแบบฟรีๆ จุดเด่นที่สุดคือสถาปัตยกรรมแบบ
Serverless ที่คิดเงินตามการประมวลผลจริง ทำให้คุณไม่ต้องเสียค่าบริการเลยแม้แต่พิกเซลเดียวในยามที่ไม่มีผู้ใช้งาน ไม่ว่าโค้ดหลังบ้านของคุณจะถูกเขียนขึ้นด้วยภาษา Python, JavaScript (Node.js), Go หรือ Rust แพลตฟอร์มนี้ก็พร้อมโอบรับ และ พารันขึ้นสู่โลกออนไลน์ได้อย่างลื่นไหล
  • ​Leapcell คืออะไร
Leapcell คือแพลตฟอร์มให้บริการระบบคลาวด์ในรูปแบบ PaaS (Platform as a Service) ที่รันอยู่บนโครงสร้างสถาปัตยกรรมไร้เซิร์ฟเวอร์ หรือ Serverless-first ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อทลายต้นทุนการบำรุงรักษาระบบและทำลายความยุ่งยากในขั้นตอน DevOps ของนักพัฒนา โดยยึดมั่นในปรัชญาการให้บริการคือ Pay-as-you-go, no idle costs (จ่ายเงินตามพฤติกรรมการใช้งานจริง ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงตอนเครื่องว่าง)
โมเดลการทำงานของ Leapcell เป็นแบบได้รับการจัดการดูแลระบบอย่างเบ็ดเสร็จ (Fully Managed) หมายความว่าหน้าที่ในการลงฟอนต์ ตั้งค่าไฟร์วอลล์ อัปเดตแพตช์ความปลอดภัย ควบคุมเน็ตเวิร์ก หรือ การเขียนสคริปต์สเกลขยายเครื่อง (Scaling) เมื่อมีทราฟฟิกถล่ม ทั้งหมดนี้จะถูกจัดการโดยหุ่นยนต์หลังบ้านของ Leapcell ส่วนตัวคุณมีหน้าที่เพียงแค่โฟกัสกับการเขียนตรรกะโค้ด (Business Logic) ให้ดีที่สุดเท่านั้น
⭐ หากต้องการเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน
⚪ แพลตฟอร์ม PaaS แบบดั้งเดิม (เช่น Heroku หรือ Render แผนเสียเงิน) : เปรียบเสมือนการเซ็นสัญญาเช่าตึกแถวรายเดือนเพื่อเปิดร้านค้า ไม่ว่าเดือนนั้นจะมีลูกค้าเดินเข้าร้านหรือไม่ หรือต่อให้คุณปิดร้านไปเที่ยว คุณก็ยังจำเป็นต้องจ่ายค่าเช่าตึกในราคาเต็มเท่าเดิมทุกสิ้นเดือน
⚪ Leapcell : เปรียบเสมือนพื้นที่นั่งทำงานร่วมกันหรือ Co-working Space ที่เปิดให้คุณเดินเข้าไปนั่งทำงานฟรี และ ระบบจะเริ่มจับเวลาคิดเงินเป็นรายนาทีเฉพาะตอนที่คุณสั่งกาแฟ หรือ ลุกไปกดปุ่มใช้งานเครื่องปริ้นเอกสารตามจริงเท่านั้น ยามที่คุณลุกเดินออกไปตึกก็จะไม่เก็บเงินคุณเลยสักบาทเดียว
  • ​Leapcell ทำงานอย่างไร?
ความลับที่ทำให้ Leapcell สามารถเปิดแผนฟรีให้เราใช้งานได้อย่างมหาศาลนั้น มาจากการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Serverless Container (ตู้คอนเทนเนอร์ไร้เซิร์ฟเวอร์) ซึ่งมีวงจรการทำงานแยกย่อยออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ครับ:
1) โหมดสลับปิด-เปิดอัตโนมัติ (Serverless Mode)
นี่คือโหมดกลไกหลักของแพลตฟอร์ม ในยามที่ระบบตรวจจับได้ว่าโปรเจกต์เว็บของคุณไม่มีคนคลิกเข้ามาใช้งานเลย (Zero Traffic) ระบบจะทำการสั่งสลายเครื่อง ยุบอินสแตนซ์ให้กลายเป็นศูนย์ทันที (Scale to Zero) เพื่อไม่ให้กินทรัพยากรคอมพิวเตอร์ แต่ในวินาทีที่มีผู้ใช้งานพิมพ์ URL กดลิงก์วิ่งเข้ามา ระบบจะเปิดฉากปลุกตู้คอนเทนเนอร์ให้ตื่นขึ้นมาทำงานด่วนในลักษณะ
Cold Start โดยใช้เวลาน้อยกว่า 250 มิลลิวินาที (<250ms) ซึ่งถือว่าเร็วมากจนผู้ใช้ไม่รู้สึกว่าเว็บหน่วง และ พร้อมสเกลขยายตู้เพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 1,000 เครื่องพร้อมกันในพริบตาหากเว็บเกิดไวรัล โดยระบบจะคิดค่าบริการเป็นระดับมิลลิวินาทีเฉพาะช่วงเวลาที่ CPU ทำการคำนวณผลจริงเท่านั้น
2) โหมดเปิดเครื่องสแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง (Persistent Server Mode)
เมื่อเวลาผ่านไปแล้วไซต์โปรเจกต์ของคุณเติบโตจนมีผู้ใช้งานแวะเวียนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ จนไม่อยากให้เกิดจังหวะ Cold Start แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว คุณสามารถกดคลิกสลับโหมดมาเป็น Persistent Server ได้ทันที ซึ่งระบบจะทำการล็อกเครื่องเซิร์ฟเวอร์แบบส่วนตัว (Dedicated Instance) เพื่อรันตัวแอปพลิเคชันของคุณทิ้งไว้ตลอดเวลา โดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนแบบโปร่งใส ตรงไปตรงมา และไม่มีค่าบริการหมกเม็ด
3) ขั้นตอนการส่งโค้ดขึ้นระบบผ่าน GitOps
ลืมภาพการติดตั้งโปรแกรม FileZilla แล้วมานั่งอัปโหลดไฟล์ผ่าน FTP แบบยุคเก่าไปได้เลย เพราะ Leapcell ขับเคลื่อนด้วยระบบ GitOps (CI/CD ในตัว) เต็มรูปแบบ มีขั้นตอนง่ายๆ เพียงแค่:
1) กดปุ่มเชื่อมต่อบัญชี GitHub ของคุณเข้ากับแดชบอร์ด Leapcell
2) เลือกรีโพสิทอรี (Repository) โปรเจกต์ที่ต้องการใช้งาน
3) ระบบจะสแกนและดึงซอร์สโค้ดมาสร้างเป็น Container Image พร้อมสั่งรันคำสั่ง Build (เช่น pip install -r requirements.txt หรือ npm install) ตามที่คุณระบุไว้
4) ระบบทำการกระจายโค้ด (Deploy) ขึ้นสู่อินเทอร์เน็ตและมอบลิงก์ URL ปลายทางให้คุณนำไปใช้งานได้ทันทีภายในเวลาไม่กี่นาที
  • ​ประเภทของบริการบน Leapcell
เพื่อให้ครอบคลุมการสร้างแอปพลิเคชันยุคใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ Leapcell จึงแบ่งบริการภายในระบบออกเป็น 5 กลุ่มโครงสร้างหลัก ซึ่งอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้:
1) บริการเว็บโฮสติ้งไร้เซิร์ฟเวอร์ (Web Hosting - Serverless) : บริการหลักสำหรับนำซอร์สโค้ดแอปพลิเคชัน, API Gateway หรือเว็บฟูลสแตก (Full-stack Web) ขึ้นไปเปิดระบบ รองรับภาษาชั้นนำทั้ง Python, Go, Node.js และ Rust
2) บริการฐานข้อมูลความเร็วสูง (PostgreSQL) : บริการจัดเก็บข้อมูลแบบ Relational Database โดยในแผนฟรีระบบจะจัดเตรียมฐานข้อมูลเทมเพลตมาให้ใช้ฟรีคนละ 1 ตัว และ มีตัวเลือกให้กดอัปเกรดเป็นเครื่องประสิทธิภาพสูง (High-performance Instance) ได้ในอนาคตเมื่อข้อมูลเริ่มมีขนาดใหญ่
3) บริการจัดการแคชและหน่วยความจำสำรอง (Redis) : ระบบฐานข้อมูลประเภท Key-Value Store ในรูปแบบ Serverless เหมาะสำหรับการนำไปประยุกต์ทำระบบจัดเก็บเซสชัน (Session Storage) หรือ ทำระบบแคชเพื่อลดโหลดการทำงานของฐานข้อมูลหลัก
4) บริการรันงานเบื้องหลังแบบอะซิงโครนัส (Async Task) : ฟีเจอร์ที่ปล่อยมาเพื่อรองรับการรันสคริปต์ที่ต้องใช้เวลานานๆ โดยเฉพาะ เช่น บอตดึงข้อมูลเว็บ (Web Crawler) หรืองานจำลองหน้าเว็บผ่านระบบอัตโนมัติอย่าง Playwright และ Puppeteer
5) บริการโฮสติ้งส่วนหน้าตาเว็บไซต์ (Frontend Hosting) : ออกแบบมาเพื่อรองรับเว็บเฟรมเวิร์กสมัยใหม่อย่าง Next.js, Nuxt.js, Svelte และ Astro โดยไฟล์หน้าบ้านที่เป็น Static Assets ทั้งหมดจะถูกวิ่งนำไปกระจายจัดเก็บบนเครือข่าย Content Delivery Network (CDN) ทั่วโลก ส่งผลให้หน้าเว็บโหลดขึ้นมาอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเปิดจากประเทศใด
  • ​ประโยชน์ของ Leapcell
✅ ประหยัดต้นทุนหลังบ้านได้อย่างมหาศาล (Extreme Cost Efficiency) : ขจัดปัญหาการจ่ายเงินทิ้งไปกับเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่มีคนเข้า สถาปัตยกรรมสเกลเป็นศูนย์ยามไม่มีทราฟฟิกช่วยเซฟเงินในกระเป๋าคุณได้มากที่สุด ผสานกับระบบ Cold Start ความเร็วสูงทำให้นักพัฒนาได้ประโยชน์ทั้งเรื่องความประหยัดและความลื่นไหลของแอปพลิเคชันไปพร้อมๆ กัน
✅ แผนฟรีที่ใจปล้ำและให้เยอะที่สุดในตลาด (Most Generous Free Tier) : ในขณะที่ค่าย PaaS อื่นๆ มักจะจำกัดแผนฟรีไว้ให้ทดลองเพียงแค่ 1 โปรเจกต์ หรือพ่วงเงื่อนไขบีบบังคับมากมาย แต่ Leapcell ปลดล็อกสิทธิ์ให้คุณสามารถสร้าง และ Deploy โปรเจกต์ได้มากสูงสุดถึง 20 โปรเจกต์ พ่วงฐานข้อมูลฟรี ช่วยให้คุณมีผืนผ้าใบสำหรับทดลองไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างเหลือเฟือ
✅ รอบรับภาษาและเฟรมเวิร์กยอดนิยมหลากหลาย (Polyglot Support) : ไม่จำกัดสไตล์การเขียนโค้ด รองรับตั้งแต่เฟรมเวิร์กสายความเร็วสูงอย่าง FastAPI, Axum, Go Gin, Echo ไปจนถึงสายมาตรฐานอย่าง Express.js ของฝั่ง Node.js
✅ ระบบ GitOps และ CI/CD ที่ทำงานแบบไร้รอยต่อ : ทุกครั้งที่คุณทำการแก้ไขบั๊กบนเครื่องตัวเองแล้วสั่ง git push โค้ดชุดใหม่ขึ้น GitHub ตัวระบบ Leapcell จะทำการดักจับสัญญานแล้วเริ่มกระบวนการบิวด์ตัวแอปเวอร์ชันใหม่ให้อัตโนมัติทันที ช่วยลดความผิดพลาดจากกระบวนการทำงานแบบ Manual
⭐ ฟีเจอร์ระดับโปรสำหรับ Production ที่จัดเต็มมาให้ฟรี
✅ มีระบบเชื่อมต่อโดเมนส่วนตัว (Custom Domain) พร้อมแถมใบรับรองความปลอดภัย Auto SSL จาก Let's Encrypt ให้ฟรี
✅ ปลอดภัยด้วยระบบป้องกันการยิงถล่มเว็บ (DDoS Mitigation) และระบบป้องกันเว็บแอปพลิเคชัน (WAF) บิลต์อินมาในตัว
✅ มีหน้าต่างศูนย์กลางสรุปข้อมูลบันทึกระบบ (Centralized Logs & Metrics) ให้กดเข้ามานั่งไล่ดูบั๊ก และ วิเคราะห์สถิติตลอดเวลา
✅ รองรับการจัดเส้นทางเดินลิงก์แบบกำหนดพิกัด Path-based Routing (ทำงานได้คล้ายกับการเซตอัปเว็บเซิร์ฟเวอร์ Nginx ด้วยตนเอง)
  • ​รายละเอียดคุณสมบัติในแผนฟรี (Free Tier - Hobby Plan)
สำหรับใครที่อยากรู้ว่าแผนฟรีอย่าง Hobby Plan ของ Leapcell มีการจำกัดทรัพยากรไว้ที่ระดับไหนบ้าง สามารถสรุปรายละเอียดคุณสมบัติออกมาเป็นข้อความได้ดังนี้ครับ:
🚀 โควตาจำนวนโปรเจกต์ : เปิดให้สร้างและ Deploy บริการได้สูงสุดถึง 20 โปรเจกต์ (Services)
🚀 โควตาระบบฐานข้อมูล : แถมฟรีฐานข้อมูล PostgreSQL จำนวน 1 Database
🚀 ความเร็วในการปลุกเครื่อง (Cold Start) : ประมวลผลตื่นตัวพร้อมตอบกลับในเวลา <250 มิลลิวินาที
🚀 ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในขั้นตอน Build : จัดเต็มความแรงให้ใช้ถึง 2 vCPUs พร้อมกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 4GB เพื่อให้คอมไพล์โค้ดเสร็จไว ไม่ติดคอขวด
💸 รูปแบบการคิดค่าบริการ : ใช้ระบบคำนวณตามการใช้งานจริง (Pay-per-use) ไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในขณะที่เครื่องอยู่ในสถานะ Idle
💸 เงื่อนไขบัตรเครดิต : ไม่ต้องกรอกข้อมูลบัตรเครดิตหรือผูกบัญชีธนาคารใดๆ ในขั้นตอนสมัครสามารถกดสร้างบัญชีแล้วเริ่มต้นใช้งานคุณสมบัติทั้งหมดนี้ได้ทันที
  • ​Leapcell vs Render
เพื่อช่วยให้เห็นภาพข้อดีและข้อจำกัดในตลาด PaaS ยุคปัจจุบัน เรามาลองเปรียบเทียบสเปกระหว่าง Leapcell กับผู้ให้บริการยอดนิยมรุ่นพี่อย่าง Render โดยจำแนกมิติสำคัญออกมาเป็นข้อความรายละเอียดดังนี้ครับ:
🧑‍🦱 มิติด้านจำนวนโปรเจกต์ในแผนฟรี
⚪ Leapcell : มอบให้มากถึง 20 โปรเจกต์จัดเต็ม และ ใจสปอร์ตที่สุดในกลุ่มผู้ให้บริการยุคนี้
⚪ Render : ไม่จำกัดจำนวนโปรเจกต์ดิบ แต่จะถูกบีบด้วยเงื่อนไขทรัพยากรรวมและโควตาเวลาแทน ทำให้สร้างจริงได้ไม่กี่ตัว
⏰ มิติด้านโมเดลการคิดค่าบริการและชั่วโมงการทำงาน
⚪ Leapcell : รันบนระบบจ่ายเงินตามใช้งานจริง (Pay-per-use) คิดเงินตามหน่วยเวลาประมวลผลจริงเป็นมิลลิวินาที
⚪ Render : ปลดล็อกชั่วโมงวิ่งเครื่องให้ฟรี 750 ชั่วโมงต่อเดือนสำหรับแอปพลิเคชันหน้าบ้านและหลังบ้าน
💸 มิติด้านค่าใช้จ่ายยามไม่มีผู้ใช้งาน (Idle Cost)
⚪ Leapcell : ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น ระบบจะทำการ Scale down ตัวแอปพลิเคชันลงไปเหลือศูนย์โดยอัตโนมัติ
⚪ Render : แผนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายตัวเงิน แต่ตัวเครื่องคอนเทนเนอร์จะยังคงรันจองพื้นที่ทรัพยากรบนเซิร์ฟเวอร์ค้างไว้ตลอดเวลา
🗃️ มิติด้านบริการฐานข้อมูล PostgreSQL ฟรี
⚪ Leapcell : มีให้ใช้งานฟรีถาวรภายในขอบเขตของแผนการบริการที่กำหนด
⚪ Render : มีฐานข้อมูลฟรีให้ทดลองใช้เช่นกันแต่มีข้อจำกัดร้ายแรงคือฐานข้อมูลฟรีจะถูกลบทิ้งและหมดอายุภายใน 30 วัน หากต้องการใช้ต่อต้องกดอัปเกรดเป็นแผนเสียเงินเท่านั้น
⚡ มิติด้านความเร็วในการตื่นตัว (Cold Start)
⚪ Leapcell : ทำความเร็วได้อย่างน่าทับใจตื่นตัวได้ในเวลา <250 มิลลิวินาที ส่งผลให้ผู้ใช้งานแทบไม่รู้สึกติดขัด
⚪ Render : ในแผนฟรี หากเว็บไม่มีทราฟฟิกเข้ามานานเกิน 15 นาที เครื่องจะเข้าสู่โหมดหลับลึก ซึ่งการปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง (Cold Start) อาจใช้เวลารอนานถึง 30 วินาทีถึง 1 นาที ทำให้ผู้ใช้คิดว่าเว็บล่มได้
🧑‍🏭 มิติด้านโครงสร้างสถาปัตยกรรมระบบ
⚪ Leapcell : ใช้สถาปัตยกรรมยุคใหม่แบบ Serverless-first เน้นความยืดหยุ่น และ การเปิด-ปิดตามจริง
⚪ Render : ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Container-based ดั้งเดิมเน้นการเปิดเครื่องรันค้างไว้แบบ 24/7
📌 มิติด้านการเลือกพื้นที่จัดตั้งเซิร์ฟเวอร์ (Multi-region)
⚪ Leapcell : ยืดหยุ่นสูง มีดาต้าเซ็นเตอร์ให้เลือกวางทั้งในโซนสหรัฐอเมริกา (US) และ โซนเอเชียแปซิฟิก (APAC) ซึ่งอยู่ใกล้ประเทศไทย ทำให้เว็บโหลดไวขึ้น
⚪ Render : ในแผนฟรีจะมีตัวเลือกพื้นที่เซิร์ฟเวอร์ที่จำกัดกว่าส่วนใหญ่จะอยู่ที่ฝั่งตะวันตก
🧑‍💻 มิติด้านเงื่อนไขการสมัครใช้งาน
ทั้งสองแพลตฟอร์มต่างใจดีไม่ต้องใช้บัตรเครดิตในการสมัครใช้งานแผนเริ่มต้นเหมือนกันทั้งคู่
  • ​ตัวอย่างการใช้งาน
ตัวอย่างที่ 1: ขั้นตอนการ Deploy แอปพลิเคชัน FastAPI (Python)
1) เริ่มต้นด้วยการทำการแตกสาขาโค้ด (Fork) ตัวอย่างโปรเจกต์ FastAPI จากคลัง GitHub เข้ามาในไอดีของคุณ
2) ล็อกอินเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ Leapcell Dashboard จากนั้นกดคลิกสร้างบริการใหม่ (Create New Service)
3) ทำการกดปุ่มเชื่อมต่อและเลือกรูปรีโพสิทอรี FastAPI ที่คุณทำการ Fork ไว้เมื่อครู่
4) ตั้งค่าระบุโครงสร้างการรันระบบลงในช่องข้อมูลดังนี้:
- Runtime : เลือกเป็น Python
- Build Command : พิมพ์ระบุ pip install -r requirements.txt เพื่อให้ระบบลงแพ็กเกจย่อย
- Start Command : พิมพ์คำสั่งสั่งรันเว็บเซิร์ฟเวอร์ gunicorn -w 1 -b :8080 app:app
- Port : ระบุเป็นพอร์ต 8080
5) กดคลิกปุ่ม Deploy ระบบจะเริ่มทำงาน และ แสดงลิงก์ URL หน้าเว็บให้คุณนำไปแชร์ต่อได้ทันที
ตัวอย่างที่ 2: ขั้นตอนการ Deploy แอปพลิเคชัน Go Gin
1) ทำการ Fork โค้ดตัวอย่างเฟรมเวิร์กยอดนิยมอย่าง Gin จาก GitHub เตรียมไว้
2) เข้าหน้าแดชบอร์ด Leapcell สร้าง Service ใหม่แล้วกดเลือกโปรเจกต์ Go นั้น
3) ระบุค่าโครงสร้างการคอมไพล์โค้ดดังนี้:
- Runtime : เลือกเป็นภาษา Go
- Build Command : พิมพ์ระบุคำสั่งคอมไพล์ให้กลายเป็นไฟล์ไบนารี go build -o server ./cmd/server
- Start Command : สั่งเรียกใช้งานไฟล์ที่คอมไพล์เสร็จแล้วด้วยคำสั่ง ./server
ตัวระบบ Leapcell จะทำหน้าที่รันและจัดการสเกลตัว Go Binary ของคุณในรูปแบบ Serverless ให้ทันที โดยที่ตัวนักพัฒนาไม่ต้องมานั่งเสียเวลานั่งเขียนโค้ด Handler หรือ จัดเตรียมเลเยอร์คำสั่งให้ยุ่งยากแบบการเอาโค้ดไปขึ้นบน AWS Lambda ยุคเก่าเลยครับ
ตัวอย่างที่ 3: ขั้นตอนการ Deploy แอปพลิเคชัน Node.js Express
1) เตรียมซอร์สโค้ดโปรเจกต์ Express.js ของคุณไว้บน GitHub จากนั้นกดสร้าง Service บนหน้าเว็บ
2) ทำการกรอกการตั้งค่าคอนฟิกูเรชันเบื้องต้นดังนี้:
- Runtime : เลือกเป็น Node.js
- Build Command : สั่งติดตั้งโมดูลด้วยคำสั่ง npm install
- Start Command: พิมพ์ระบุคำสั่งเปิดระบบ node app.js
- Port: กำหนดช่องทางรับสัญญานเป็นพอร์ต 8080
ตัวอย่างที่ 4: การนำสคริปต์ Puppeteer ขึ้นระบบ (Browser Automation)
Leapcell คือสวรรค์ของนักเขียนโค้ดสายดึงข้อมูล (Scraping) และสายบอตรันระบบอัตโนมัติ (Automation) เนื่องจากข้อดีของแพลตฟอร์มนี้คือไม่มีการกำหนด Timeout บีบบังคับให้โค้ดตัดการทำงานในเวลาสั้นๆ โดยเปิดโอกาสให้ Task งานแต่ละชิ้นสามารถนั่งประมวลผลรันลากยาวได้สูงสุดถึง 15 นาทีเต็มกระดาน
1) นำโค้ดสคริปต์ดึงเว็บยอดนิยมอย่าง puppeteer-crawler ขึ้นไปฝากไว้บน GitHub
2) กดสร้างบริการบริการและเชื่อมต่อรีโพสิทอรีตามขั้นตอนปกติ
3) ความเจ๋งอยู่ตรงที่ ระบบหลังบ้านของ Leapcell มีการจัดเตรียม และ ติดตั้งสภาพแวดล้อมทางซอฟต์แวร์ (Environment) รวมถึงคลังไลบรารีของตัวเบราว์เซอร์ Chromium มาให้พร้อมใช้งานในระดับโครงสร้างระบบอยู่แล้ว
ทำให้นักพัฒนาสามารถ Deploy ตัวสคริปต์บอตรัน Puppeteer ให้ทำงานได้ทันที โดยไม่ต้องไปนั่งงมหัวข้อแก้บั๊กเรื่องฟอนต์เบราว์เซอร์หายหรือปัญหาลง Library ไม่ครบเหมือนตอนที่เอารูปภาพขึ้นไปฝากไว้บน AWS Lambda หรือคลาวด์ค่ายอื่นๆ
✏️ Shoper Gamer
  • ​PaaS คืออะไร 👇
  • ​PostgreSQL คืออะไร 👇
Credit :
👇
  • ​https://docs.leapcell.io/service/
  • ​https://docs.leapcell.io/overview/
  • ​https://docs.leapcell.io/redis/
  • ​https://leapcell.io/blog/why-leapcell
  • ​https://docs.leapcell.io/service/async/
โฆษณา