เมื่อวาน เวลา 05:11 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🔻 ทองคำยังไม่จบขาลง? เมื่อฝั่งตะวันตกเทขาย แต่เอเชียกลับกว้านซื้อไม่หยุด

สวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้กลับมาแล้วพร้อมกับเรื่องที่นิคกี้ว่าน่าสนใจมากในตอนนี้ นั่นก็คือ "ทองคำ" ค่ะ เพราะตอนนี้ตลาดทองกำลังเกิดภาพที่ขัดแย้งกันแบบสุดขั้ว ด้านหนึ่งนักลงทุนฝั่งสหรัฐและยุโรปกำลังทยอยขายทองออกอย่างต่อเนื่อง และมองว่าราคายังมีโอกาสลงต่อ แต่อีกด้านหนึ่งนักลงทุนฝั่งเอเชียกลับเดินหน้ากว้านซื้อทองเข้าพอร์ตอย่างไม่ลดละ วันนี้นิคกี้เลยอยากชวนทุกคนมาแกะกันทีละชั้นว่าทำไมสองฝั่งของโลกถึงมองทองคำต่างกันได้ขนาดนี้ และนักลงทุนอย่างเราควรอ่านสัญญาณนี้ยังไงดีค่ะ
🏦 จุดเริ่มต้นของแรงกดดัน: FOMC เดือนมิถุนายนที่ "สายเหยี่ยว" อย่างชัดเจน
เริ่มกันที่ต้นตอของแรงกดดันรอบนี้ก่อนนะคะ การประชุม FOMC ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้ส่งสัญญาณที่ "สายเหยี่ยว" หรือที่ภาษาการเงินเรียกว่า hawkish ออกมาอย่างชัดเจน ขออธิบายแบบง่ายๆ ก่อนว่า FOMC ก็คือคณะกรรมการที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed นั่นเองค่ะ ส่วนคำว่าสายเหยี่ยวหมายถึงท่าทีที่ให้น้ำหนักกับการต่อสู้กับเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งมักมาคู่กับการคงดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูง
ท่าทีแบบนี้กำลังจะหนุนทั้งค่าเงินดอลลาร์และสิ่งที่เรียกว่า real yields (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง คือผลตอบแทนหลังจากหักเงินเฟ้อออกไปแล้ว) ให้ปรับตัวสูงขึ้น และนี่แหละค่ะคือฉากหลังที่โหดร้ายสำหรับทองคำ
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ลองคิดตามนิคกี้นะคะ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ "ไม่มีดอกผล" คือถือไว้เฉยๆ ก็ไม่ได้ดอกเบี้ยหรือเงินปันผลอะไรกลับมาเลย ดังนั้นเมื่อ real yields สูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ของการถือทองก็สูงตามไปด้วย เพราะแทนที่เราจะถือทองที่ไม่ให้ผลตอบแทน เราเอาเงินไปลงในพันธบัตรหรือพักไว้ในที่ที่ให้ดอกเบี้ยงามๆ จะดีกว่าไหมล่ะคะ
นอกจากนี้การที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นยังทำให้ทองคำแพงขึ้นในสายตาของผู้ซื้อนอกสหรัฐด้วย เพราะต้องเอาเงินสกุลของตัวเองไปแลกเป็นดอลลาร์เพื่อซื้อทองในจำนวนที่มากขึ้นนั่นเองค่ะ
🌏 แต่เดี๋ยวก่อน ภาพระยะยาวของทองคำเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเริ่มคิดว่าทองคำหมดอนาคตแล้วใช่ไหมคะ นิคกี้ขอเบรกไว้ก่อนเลยค่ะ เพราะเรื่องราวในระยะยาวมันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
การที่ทองคำวิ่งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2022 ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ตลาดชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (structural shift) ที่สำคัญค่ะ
เรื่องแรกคือนักลงทุนทั่วโลกหันมากระจายเงินเข้าสู่ "สินทรัพย์จริง" (real assets) อย่างทองคำกันมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และเรื่องที่สองคือบรรดาธนาคารกลางของหลายประเทศเริ่มโยกทุนสำรองออกจากเงินดอลลาร์ หลังจากที่ทรัพย์สินของรัสเซียถูกอายัด เหตุการณ์ครั้งนั้นเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนให้หลายประเทศตระหนักว่า การฝากความมั่งคั่งไว้กับดอลลาร์มากเกินไปก็มีความเสี่ยงที่จะถูกแช่แข็งได้เหมือนกัน
และสิ่งที่นิคกี้อยากเน้นย้ำเป็นพิเศษก็คือ แรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างทั้งสองอย่างนี้ "ยังคงอยู่" อย่างเหนียวแน่นค่ะ มันไม่ได้หายไปไหนเลย เพียงแต่ในระยะสั้นมันถูกแรงกดดันจากนโยบายของ Fed บดบังเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้นเอง
📉 ในระยะสั้น "โมเมนตัม" พลิกเป็นลบ และคนชื่อ Kevin Warsh
ทีนี้คำถามสำคัญก็คือ แล้วตอนนี้ทองคำยังมีโอกาสกลับมาเป็น Bull Market อยู่ไหม คำตอบขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลักค่ะ นั่นคือ "โมเมนตัม" (momentum หรือแรงส่งของราคา) และ "ระดับราคา"
ในแง่ของโมเมนตัม ต้องบอกกันตรงๆ ว่ามันพลิกกลับมาเป็นลบอย่างชัดเจนแล้วค่ะ และตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดภาพนี้ก็คือประธาน Fed คนใหม่ที่ชื่อ Kevin Warsh ซึ่งส่งสัญญาณถึงจุดยืนที่เน้นการต่อสู้กับเงินเฟ้ออย่างแข็งกร้าว เมื่อผู้ที่กุมบังเหียนนโยบายการเงินของสหรัฐมีท่าทีแบบนี้ ตลาดก็ตีความไปในทางที่ว่าดอกเบี้ยและ real yields มีแนวโน้มจะยืนอยู่ในระดับสูงต่อไปอีก ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นลบต่อทองคำทั้งสิ้นค่ะ
⚠️ บาดแผลจากสงครามอิหร่าน เมื่อทองคำไม่ได้ทำหน้าที่ "หลุมหลบภัย"
อีกหนึ่งปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนคือเรื่องสงครามอิหร่านค่ะ ปกติแล้วเราถูกสอนกันมาว่าทองคำคือ "หลุมหลบภัย" หรือ safe haven ที่ควรจะพุ่งขึ้นเวลาโลกเกิดวิกฤต แต่ในเหตุการณ์ความขัดแย้งอิหร่านรอบนี้ ทองคำกลับไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องพอร์ตอย่างที่ควรจะเป็น นักลงทุนจำนวนมากเลยรู้สึก "เจ็บตัว" และผิดหวังไปตามๆ กัน
ผลที่ตามมาก็คือ กองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีเงินไหลออกอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น
ตรงนี้ขออธิบายเพิ่มสำหรับเพื่อนๆ ที่อาจจะยังไม่คุ้นนะคะว่า ETF คือกองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง โดยกองทุนทองคำเหล่านี้จะถือทองจริงไว้หนุนหลัง ดังนั้นเวลาเงินไหลออกจากกองทุนเยอะๆ ก็แปลว่ามีการเทขายทองออกมานั่นเอง
และนิคกี้มองว่านักลงทุนรายย่อยก็คงจะลังเลที่จะกลับเข้ามาซื้อทองในเร็วๆ นี้ค่ะ เพราะในเวลานี้การถือ "เงินสด" ให้ทั้งความปลอดภัยและให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยที่น่าดึงดูดไปพร้อมๆ กัน ในเมื่อถือเงินสดก็ได้ทั้งความสบายใจและได้ดอกเบี้ยดีๆ แล้วจะเสี่ยงไปถือทองที่เพิ่งทำให้ผิดหวังมาหมาดๆ ไปทำไมล่ะคะ
💰 valuation ก็ชี้ไปในทางเดียวกัน ทองยัง "แพงเกินจริง" กว่า 600 ดอลลาร์
ทีนี้ลองมาดูในมุมของมูลค่าหรือ valuation กันบ้างค่ะ ซึ่งก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันกับทุกเรื่องที่เล่ามาเลย
มีแบบจำลอง (model) ตัวหนึ่งที่ใช้ปัจจัย 3 อย่างมาร่วมกันประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของทองคำ ได้แก่ real yields ของสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ และทุนสำรองทองคำของจีน โดยตัวเลขทองสำรองของจีนถูกใช้เป็นตัวแทนเพื่อสะท้อนความต้องการซื้อทองของบรรดาธนาคารกลางทั่วโลก ผลลัพธ์ที่ได้จากแบบจำลองนี้บอกว่า ราคาทองคำในปัจจุบันยังอยู่สูงกว่ามูลค่าที่เหมาะสม (fair value) ถึงกว่า 600 ดอลลาร์ค่ะ
แปลว่าต่อให้ทองจะร่วงลงมาเร็วแค่ไหนในช่วงที่ผ่านมา มันก็ยัง "ไม่ได้ถูก" และยังมี "ฟอง" หรือส่วนเกินของราคา (froth) ที่รอจะคายออกมาอีกพอสมควร
นิคกี้ขอตั้งข้อสังเกตเพิ่มอีกนิดนะคะว่า ข้อมูลที่ใช้ในแบบจำลองนี้มีความล่าช้าอยู่ประมาณหนึ่งเดือน ดังนั้นแรงซื้อจากภาคทางการ (official sector ซึ่งก็คือบรรดาธนาคารกลางนั่นเอง) อาจจะเร่งตัวขึ้นไปแล้วในช่วงที่ราคาทองปรับลง แต่ถึงอย่างนั้น โดยภาพรวมตลาดทองก็ยังถือว่ามีส่วนเกินของราคาเหลือให้ระบายออกอีกไม่น้อยอยู่ดีค่ะ
🇭🇰 🇮🇳 พลิกอีกด้านของเหรียญ ทำไมเอเชียถึงกว้านซื้อทองไม่หยุด
มาถึงครึ่งหลังที่นิคกี้ว่าน่าสนใจที่สุดค่ะ เพราะในขณะที่ฝั่งสหรัฐและยุโรปกำลังเทขายและมองทองในแง่ลบ ความต้องการทองคำในเอเชียกลับยังคงสูงลิ่วสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
ภาพในตลาดตอนนี้คือ ทองคำกำลังพยายามหาฐานราคาให้ยืนอยู่เหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ค่ะ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วราคาทองเด้งกลับขึ้นมาอย่างแรงจากระดับนี้ หลังจากที่ข่าวข้อตกลงสันติภาพอิหร่านแพร่กระจายออกมา แต่จุดที่น่าสนใจคือ เงินที่ไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่จดทะเบียนอยู่ในสหรัฐ ก็ยังคงเร่งตัวขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
และอีกภาพหนึ่งที่ชวนคิดก็คือ สถานการณ์ของทองตอนนี้มันตรงข้ามกับฝั่ง Bitcoin ค่ะ เพราะเงินไหลออกจาก ETF ของ Bitcoin เริ่มชะลอตัวลงแล้ว ซึ่งอาจจะสะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มกลับมาชอบคริปโตมากกว่าทองคำอีกครั้ง แต่นิคกี้คิดว่าจะรีบด่วนสรุปแบบนั้นก็อาจจะเร็วเกินไปนะคะ
เพราะอย่างที่เคยบอกไว้ นักลงทุนทองคำในสหรัฐและยุโรปควรจะหันไปจับตาดูให้ดีว่านักลงทุนฝั่งเอเชียกำลังทำอะไรอยู่ ตอนนี้ฮ่องกงและอินเดียคือสองประเทศที่นำเข้าทองคำจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกทองรายใหญ่ที่สุดของโลก มากกว่าประเทศไหนๆ ในโลกเลยค่ะ
🧊 ยอดนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ คือแค่ "ยอดของภูเขาน้ำแข็ง"
ภาพการนำเข้าทองของเอเชียนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เราเห็นในตลาด ETF ทั่วโลกพอดิบพอดีค่ะ คือในขณะที่ ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐกำลังสูญเสียทองออกไปเรื่อยๆ และ ETF ในยุโรปทรงตัวอยู่ในระดับเดิม ETF ในเอเชียกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและแทบจะไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลงเลย
แม้ว่ากองทุน ETF ทองคำในเอเชียจะยังมีขนาดเล็กกว่ากองทุนทางฝั่งตะวันตกอยู่มาก แต่นิคกี้อยากให้มองว่ามันน่าจะเป็นแค่ "ยอดของภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้นค่ะ เพราะความต้องการทองที่แท้จริงของเอเชียน่าจะมีมากกว่าตัวเลขใน ETF อีกเยอะ ซึ่งดูได้จากปริมาณการส่งออกทองจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ช่วยชี้ภาพให้เห็นชัดเจน
และสิ่งที่นิคกี้คิดว่าเป็นสัญญาณที่ "ไม่ควรมองข้าม" เลยก็คือ ความกระตือรือร้นในการสะสมทองของเอเชียในครั้งนี้ ไม่ได้สะดุดหรือถูกหยุดยั้งจากการที่ราคาทองอ่อนตัวลงในช่วงที่ผ่านมาเลยแม้แต่น้อย นั่นแปลว่าฝั่งเอเชียกำลังมองเห็นคุณค่าบางอย่างในทองคำที่ฝั่งตะวันตกอาจจะกำลังเทขายทิ้งไปค่ะ
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
สรุปภาพทั้งหมดให้ฟังอีกครั้งนะคะ ตอนนี้ตลาดทองคำกำลังถูกดึงด้วยแรงสองทิศทางที่สวนทางกันอย่างชัดเจน ในระยะสั้น แรงกดดันมาแบบเต็มๆ ทั้งจาก Fed สายเหยี่ยวภายใต้ประธานคนใหม่อย่าง Kevin Warsh ที่หนุนทั้งดอลลาร์และ real yields ทั้งจากโมเมนตัมราคาที่พลิกกลับมาเป็นลบ ทั้งจากบาดแผลที่นักลงทุนเจ็บตัวเพราะทองไม่ได้ทำหน้าที่หลุมหลบภัยในสงครามอิหร่าน และทั้งจาก valuation ที่บอกว่าทองยังแพงเกินจริงอยู่กว่า 600 ดอลลาร์
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ นิคกี้จึงมองว่าในระยะสั้น ทองคำยังอาจจะยังเป็นขาลงต่อไป เพราะฟองสบู่ของปี 2025 ยังคายออกไปไม่หมดค่ะ
แต่ในภาพที่ใหญ่กว่านั้น นิคกี้อยากให้ทุกคนอย่าเพิ่งตัดทองคำออกจากสมการนะคะ เพราะแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่ผลักทองขึ้นมาตั้งแต่ปี 2022 ทั้งการกระจายเข้าสู่สินทรัพย์จริงและการที่ธนาคารกลางลดการถือดอลลาร์ ยังคงอยู่ครบถ้วน และที่สำคัญที่สุดคือสัญญาณจากฝั่งเอเชียที่ยังคงกว้านซื้อทองอย่างไม่ลดละ แม้ราคาจะอ่อนตัวลงก็ตาม นี่คือจุดที่นิคกี้คิดว่าฝั่งตะวันตกที่กำลังเร่งเทขายอยู่ อาจจะกำลังมองข้ามอะไรบางอย่างไปก็ได้ค่ะ
สิ่งที่นิคกี้อยากชวนให้ทุกคนจับตาดูต่อไปก็คือ การปะทะกันระหว่าง "แรงขายจากตะวันตก" กับ "แรงซื้อจากเอเชีย" ว่าสุดท้ายแล้วฝั่งไหนจะเป็นฝ่ายชนะ ถ้าเงินไหลออกจาก ETF ฝั่งสหรัฐยังคงเร่งตัว ในขณะที่ทุนสำรองของธนาคารกลางและการนำเข้าทองของเอเชียยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภาพการช่วงชิงนี้แหละค่ะที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของทองคำในระยะต่อไป 💛
โฆษณา