21 มิ.ย. เวลา 02:53 • ท่องเที่ยว

Balkan 2026 (54) .. Kosovo: Gjakova: Hadum Mosque อัญมณีแห่งศิลปะอิสลามกลางตลาดเก่ากยาโควา

ท่ามกลางถนนหินโบราณและร้านค้าดั้งเดิมในย่านตลาดเก่าแห่งเมืองกยาโควา (Gjakova) มีศาสนสถานแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองมานานกว่าสี่ศตวรรษ
สถานที่แห่งนั้นคือ “มัสยิดฮาดุม” (Hadum Mosque) หนึ่งในโบราณสถานและศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของโคโซโว
มัสยิดแห่งนี้มิได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิมเท่านั้น หากยังเป็นหัวใจของการกำเนิดเมืองกยาโควา เป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมออตโตมันในคาบสมุทรบอลข่าน และเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะอิสลามอันล้ำค่าที่ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน
เมื่อเดินผ่านร้านกาแฟและอาคารไม้เก่าแก่ในตลาดโบราณ แล้วเงยหน้าขึ้นมองหอคอยมินาเร็ตที่สูงเด่นเหนือหลังคากระเบื้องสีแดง ก็จะพบกับมัสยิดสีขาวงดงามที่ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี ราวกับเป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่งในย่านประวัติศาสตร์แห่งนี้
มัสยิดฮาดุมถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1594–1595 โดย ฮาดุม สุไลมาน เอเฟนเดีย (Hadum Sylejman Efendia) หรือที่ชาวเมืองเรียกว่า ฮาดุม อากา ข้าราชสำนักผู้มีตำแหน่งสำคัญในจักรวรรดิออตโตมัน
ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ก่อนการก่อสร้าง ฮาดุม อากา ได้ขอซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมซึ่งมีชื่อว่า ยัก วูลา (Jakë Vula) เพื่อสร้างมัสยิด โดยตกลงกันว่า เมืองที่เติบโตขึ้นรอบศาสนสถานแห่งนี้จะใช้ชื่อที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของที่ดินเดิม
คำว่า “Jak Ovasi” ในภาษาตุรกีมีความหมายว่า “ทุ่งนาของยัก” และต่อมาได้กลายเสียงเป็น “Gjakova” ชื่อเมืองที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ มัสยิดฮาดุมจึงไม่ได้เป็นเพียงอาคารทางศาสนา แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อกำเนิดเมืองทั้งเมือง
หลังจากสร้างมัสยิดแล้ว พื้นที่โดยรอบได้พัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมของภูมิภาค มีการสร้างตลาดโบราณ โรงเรียนศาสนา ห้องสมุด โรงอาบน้ำสาธารณะ และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ขึ้นตามมา จนกยาโควากลายเป็นหนึ่งในเมืองการค้าที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของโคโซโว
แม้ภายนอกของมัสยิดจะงดงามด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมออตโตมันคลาสสิก แต่ความมหัศจรรย์ที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ภายใน
เมื่อก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักเข้าสู่ห้องละหมาดหลัก ผู้มาเยือนแทบทุกคนมักหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
เบื้องหน้าคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยสีสัน ลวดลาย และแสงสว่างอันงดงามเกินกว่าจะถ่ายทอดได้ด้วยภาพถ่ายเพียงไม่กี่ภาพ
โดมขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดเปรียบเสมือนท้องฟ้าแห่งจิตวิญญาณ
ผนัง ซุ้มโค้ง และเพดานแทบทุกตารางนิ้วถูกปกคลุมด้วยจิตรกรรมฝาผนังอันละเอียดประณีต ประกอบด้วยลวดลายดอกไม้ เถาวัลย์ ผลไม้ และต้นไซเปรสที่ทอดเลื้อยไปทั่วอาคาร
นี่คือศิลปะแบบ Arabesque หรือศิลปะพรรณพฤกษาอันเป็นเอกลักษณ์ของโลกอิสลาม
ในความเชื่อของชาวมุสลิม สวนอันอุดมสมบูรณ์คือสัญลักษณ์ของสรวงสวรรค์ ศิลปินจึงนำดอกไม้ ใบไม้ และต้นไม้มาถ่ายทอดลงบนผนังมัสยิด เพื่อให้ผู้ศรัทธารู้สึกราวกับกำลังอยู่ท่ามกลางสวนแห่งสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า
อีกหนึ่งองค์ประกอบที่โดดเด่นอย่างยิ่งคือ คัลลิกราฟี (Calligraphy) หรือศิลปะการเขียนอักษรอาหรับ
ในศิลปะอิสลาม คำในคัมภีร์อัลกุรอานถือเป็นพระวจนะของพระเจ้า การเขียนอักษรจึงไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกข้อความ แต่เป็นศิลปะชั้นสูงที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความศรัทธา และความชำนาญอย่างยิ่ง
ตัวอักษรอาหรับที่ปรากฏอยู่เหนือหน้าต่าง บนซุ้มโค้ง และรอบฐานโดม ถูกออกแบบให้ไหลลื่นราวกับบทกวีที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนผนัง
แม้ผู้มาเยือนจะไม่สามารถอ่านภาษาอาหรับได้ แต่ก็ยังสัมผัสถึงความสง่างามและความศักดิ์สิทธิ์ที่แฝงอยู่ในทุกเส้นสาย
สิ่งที่น่าประทับใจเป็นพิเศษคือภาพวาดบริเวณขอบโดม ซึ่งมิได้เป็นเพียงลวดลายดอกไม้เท่านั้น หากยังมีภาพเมือง มัสยิด และสถาปัตยกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ของโลกอิสลามถูกวาดแทรกไว้อย่างงดงาม
จิตรกรรมเหล่านี้สะท้อนอิทธิพลของศิลปะบารอกแบบแอลเบเนีย (Albanian Baroque) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะออตโตมันดั้งเดิมกับรสนิยมท้องถิ่นของชาวบอลข่าน
ผลลัพธ์คือศิลปะที่มีความอ่อนช้อย ละเมียดละไม และเต็มไปด้วยรายละเอียดที่แตกต่างจากมัสยิดในตุรกีหรือโลกอาหรับ
บริเวณผนังด้านหน้าปรากฏ มิห์รอบ (Mihrab) ซุ้มบอกทิศทางนครเมกกะซึ่งสร้างจากหินอ่อนแกะสลักอย่างประณีต ขนาบข้างด้วยลวดลายพรรณพฤกษาและคัมภีร์อัลกุรอาน
ถัดขึ้นไปคือ มิมบัร (Minbar) หรือธรรมาสน์สำหรับการแสดงธรรม ซึ่งเป็นงานไม้แกะสลักลงสีที่สวยงามราวกับงานศิลป์ในพิพิธภัณฑ์
เหนือศีรษะของผู้ศรัทธาคือโคมระย้าวงแหวนขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากโดมกลาง ขณะที่แสงธรรมชาติจากหน้าต่างกระจกสีฟ้าค่อย ๆ สาดส่องเข้ามาภายในอาคารอย่างนุ่มนวล
สถาปนิกในยุคออตโตมันออกแบบแสงภายในอย่างชาญฉลาด โดยจัดวางหน้าต่างทั้ง 11 บานในลักษณะซ้อนระดับ เพื่อให้แสงธรรมชาติสามารถกระจายตัวได้ทั่วทั้งห้องละหมาด
แสงเหล่านี้มิได้ทำหน้าที่เพียงให้ความสว่าง แต่ยังสร้างบรรยากาศแห่งความสงบและการใคร่ครวญทางจิตวิญญาณ
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในโดมยังมีการซ่อนโถดินเผาไว้ในผนัง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรมโบราณที่ช่วยควบคุมเสียง ทำให้เสียงสวดมนต์สามารถก้องกังวานไปทั่วห้องโดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง
อย่างไรก็ตาม มัสยิดฮาดุมไม่ได้ผ่านเพียงช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรือง
ในช่วงสงครามโคโซโวปี ค.ศ. 1999 มัสยิดแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของกองกำลังเซอร์เบีย
ยอดหอคอยมินาเร็ตถูกยิงทำลาย ห้องสมุดโบราณซึ่งเก็บรักษาคัมภีร์และเอกสารสำคัญมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1733 ถูกเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ขณะที่สุสานเก่าแก่และอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์จำนวนมากได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
เช่นเดียวกับตลาดเก่าโดยรอบ มัสยิดฮาดุมกลายเป็นอีกหนึ่งเหยื่อของสงคราม
แต่หลังเสียงปืนสงบลง ชาวเมืองก็ร่วมมือกับองค์การยูเนสโกและองค์กรอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมจากนานาชาติ ดำเนินโครงการบูรณะครั้งใหญ่โดยยึดหลักอนุรักษ์รูปแบบดั้งเดิมให้มากที่สุด
จิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรได้รับการฟื้นฟูทีละส่วน หินเก่าแต่ละก้อนถูกนำกลับมาประกอบใหม่อย่างพิถีพิถัน จนมัสยิดสามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ปัจจุบัน มัสยิดฮาดุมยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณของชาวเมืองกยาโควา และเป็นหนึ่งในสมบัติล้ำค่าทางศิลปวัฒนธรรมของโคโซโว
สำหรับนักท่องเที่ยว การได้ยืนอยู่ใต้โดมอายุสี่ร้อยกว่าปีแห่งนี้ เปรียบเสมือนการเดินทางผ่านกาลเวลา
ทุกลวดลายบนผนัง ทุกตัวอักษรอาหรับ ทุกเส้นสายของดอกไม้และเถาวัลย์ ล้วนเป็นร่องรอยแห่งศรัทธาที่ศิลปินในอดีตฝากเอาไว้
และบางที ความงดงามที่แท้จริงของมัสยิดฮาดุม อาจไม่ได้อยู่ที่สถาปัตยกรรมอันวิจิตรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การที่สถานที่แห่งนี้ยังคงยืนหยัดผ่านสงคราม ความสูญเสีย และกาลเวลา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของศรัทธา ศิลปะ และความหวัง ให้ผู้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้อย่างไม่รู้จบ
โฆษณา