วันนี้ เวลา 07:08 • ความคิดเห็น
*ความฝัน* กับ *ความจริง*
เมื่อความฝันกับความจริง... กลายเป็นเรื่องเดียวกัน
หากเราพูดถึง "ความฝัน" ในขณะที่นอนหลับ คำตอบคงเรียบง่ายและเป็นที่รู้กันดีว่าเรื่องราวเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง
แต่ในบริบทของคำถามนี้ ความฝันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น มันหมายถึง **ความปรารถนาในขณะที่เรามีสติครบถ้วน** คือการตั้งความหวังในสิ่งที่เราอยากให้มี หรืออยากให้เป็น ทว่าในวินาทีที่ฝัน ความจริงภายนอกกลับเป็นอีกอย่าง และเมื่อใดก็ตามที่สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง... เมื่อนั้น "ความฝัน" ก็จะกลายเป็น "ความจริง"
แล้วความฝันจะสามารถกลายเป็นความจริงได้เสมอไปหรือไม่? คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับว่า **ความฝันนั้นกำลังท้าทายความจริงในระดับใด** เพราะในทางปรัชญา เราสามารถแบ่งระดับของความจริงออกเป็น 2 ระดับใหญ่ๆ ดังนี้
1. ความจริงระดับสัจธรรมสูงสุด (Metaphysical / Ultimate Reality)
นี่คือความจริงที่อยู่เหนือกายภาพ เป็นกฎเกณฑ์สากลของจักรวาลที่ไม่แปรผันตามความหวัง ความกลัว หรือความฝันของใคร เช่น "กฎไตรลักษณ์" ในพุทธศาสนา ที่ระบุว่าทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไปในที่สุด
หากใครสักคนตั้งความฝันว่า *ขอให้ความรักของเราเป็นนิรันดร์* ความฝันนั้นไม่มีวันกลายเป็นความจริงได้ในระดับนี้ เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์ อย่าว่าแต่ตัวความรักเลย แม้กระทั่งตัวผู้ฝันหรือตัวความฝันเอง วันหนึ่งก็ต้องเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
2. ความจริงระดับกายภาพและสังคม (Physical & Social Reality)
นี่คือความจริงในโลกที่เราใช้ชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงได้ และสามารถถูกขับเคลื่อนให้ตรงกับความฝันของเราได้ โดยมีแนวคิดปรัชญาสองกลุ่มหลักที่รองรับสิ่งนี้:
*ปรัชญาปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ของ William James และ John Dewey*
ความจริงไม่ใช่สิ่งนิ่งสนิท แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องลงมือทำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ใช้การได้ ความรู้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีบนหน้ากระดาษ แต่คือการปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ เช่น หากเราฝันถึง "ปัญญาประดิษฐ์" (AI) เราก็ลงมือคิดค้น ทดลอง และสร้างมันขึ้นมา จนวันนี้ความฝันนั้นกลายเป็นความจริงที่จับต้องได้
*ปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ของ Jean-Paul Sartre*
เชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกขีดเส้นชะตาไว้ล่วงหน้า (*Existence precedes essence*) เราทุกคนมีเสรีภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีศักยภาพที่จะเปลี่ยน "ความฝันในอนาคต" ให้กลายเป็น "ความจริงของชีวิต" ผ่านการเลือกและลงมือทำอย่างรับผิดชอบ
บทสรุป : มนุษย์... สิ่งมีชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยเจตจำนง
การที่มนุษย์มีความฝันและมีความปรารถนา สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง *เจตจำนง(The Will / Will to Power)* ของ **Arthur Schopenhauer** และ **Friedrich Nietzsche** ที่มองว่า มนุษย์เราขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนาภายใน และพยายามจะเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกให้เป็นไปตามความต้องการของตนเอง นักปรัชญากลุ่มนี้จึงสนับสนุนให้มนุษย์ "กล้าที่จะฝัน"
แม้บางความฝันอาจจะสวนทางกับความจริงอันโหดร้าย แต่นั่นคือเครื่องพิสูจน์ของการเป็นมนุษย์ที่แท้จริง เพราะมนุษย์ที่ไร้ซึ่งความฝัน ก็คงไม่ต่างอะไรจากขอนไม้ที่ลอยไปตามน้ำ... **พวกเขาอาจจะตายไปตั้งแต่อายุ 20 ปี แต่กว่าจะได้ทำพิธีฌาปนกิจจริง ๆ ก็ปาเข้าไปอายุ 70 หรือ 80 ปีแล้ว**
ดังนั้น การ **ฝัน** ย่อมดีกว่า **ไม่ฝัน**
แต่อย่าปล่อยให้ตัวเอง **ได้แต่ฝัน** จงออกไป **ล่ามันให้อยู่มือ** เพื่อเปลี่ยนพิมพ์เขียวในจินตนาการ ให้กลายเป็นความจริงในโลกใบนี้
โฆษณา