21 มิ.ย. เวลา 07:44 • ข่าวรอบโลก

⚠️ Goldman หั่นเป้าทองคำ! จาก $5,400 เหลือ $4,900 เมื่อ "เฟดสายเหยี่ยว" ยุค Warsh พลิกเกมทองทั้งกระดาน

จู่ๆ Goldman Sachs ซึ่งเป็นหนึ่งในวาณิชธนกิจที่เคย "เชียร์ทอง" หนักที่สุดบนวอลล์สตรีท กลับออกบทวิจัยฉบับล่าสุดวันที่ 18 มิถุนายน 2026 มา "หั่นเป้า" ทองคำลงเฉยๆ ค่ะ
ลองคิดดูนะคะ เจ้าสำนักที่เคยตั้งเป้าทองไว้สูงถึง 5,400 ดอลลาร์ วันนี้ลดลงมาเหลือ 4,900 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2026 คำถามที่นิคกี้อยากชวนทุกคนหาคำตอบไปด้วยกันคือ ทำไมถึงลด? แล้วมันแปลว่า "ขาขึ้นของทอง" จบแล้วจริงหรือ?
วันนี้นิคกี้จะพาไปแกะบทวิจัยของ Goldman Sachs แบบละเอียดๆ ทีละชั้นกันค่ะ เพราะเบื้องหลังมันคือเรื่องที่ใหญ่กว่าแค่ "ราคาทอง" มากค่ะ มันคือเรื่องของ "การเปลี่ยน Regime" ของนโยบายการเงินสหรัฐเลยทีเดียว
📊 หัวใจของข่าว: ลดเป้าจาก $5,400 เหลือ $4,900 แต่ยังมองบวกเชิงโครงสร้าง
ประโยคสำคัญที่สุดที่นิคกี้อยากให้ทุกคนจำไว้ก่อนเลยคือ Goldman ยังคงจุดยืนที่ว่า "มองบวกในเชิงโครงสร้าง แต่ระมัดระวังในเชิงกลยุทธ์” ค่ะ
ฟังดูเหมือนพูดกั๊กใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วมันคือการแยกเรื่องออกเป็นสองชั้นอย่างชาญฉลาดมากค่ะ
ความหมายก็คือ ในระยะสั้น Goldman มองว่าความเสี่ยงเอียงไปทาง "ขาลง" มากกว่า ราคาทองอาจย่อตัวลงได้อีก แต่ในระยะกลางถึงยาว เขายังเชื่อว่าทองมีโอกาสไปต่อ ภาพรวมของเป้าใหม่คือ ราคาทองจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไปแตะ 4,900 ดอลลาร์ภายในเดือนธันวาคม 2026 ซึ่งต่ำกว่าเป้าเดิมที่ 5,400 ดอลลาร์อยู่พอสมควร ทีนี้เรามาดูกันแบบเจาะลึกว่า อะไรคือสองเหตุผลหลักที่ทำให้เขาตัดสินใจหั่นเป้าลงค่ะ
🏦 เหตุผลที่ 1: เฟดเลื่อนลดดอกเบี้ยยาวไปถึงปี 2027
เหตุผลแรกเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยล้วนๆ ค่ะ ทีมเศรษฐศาสตร์ของ Goldman เพิ่งจะ "เลื่อน" การคาดการณ์การลดดอกเบี้ย 2 ครั้งสุดท้ายของเฟดออกไปไกลถึงเดือนมิถุนายนและธันวาคมปี 2027 จากเดิมที่เคยมองว่าจะลดในเดือนธันวาคม 2026 และมีนาคม 2027 พูดง่ายๆ คือ "ดอกเบี้ยจะอยู่สูงนานกว่าที่คิด" ค่ะ
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับทอง? ตรงนี้สำคัญมากค่ะ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย ไม่มีปันผล ถือไปเฉยๆ ไม่ได้อะไรตอบแทนนอกจากลุ้นราคาขึ้น
ดังนั้นเวลาที่ดอกเบี้ยในตลาดสูงๆ การถือทองจึงมี "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" ที่แพงขึ้น เพราะเงินก้อนเดียวกันถ้าเอาไปฝากหรือซื้อพันธบัตรก็ได้ดอกเบี้ยงามๆ โดยไม่ต้องเสี่ยง
ผลก็คือดีมานด์ทองจากกลุ่มกองทุน ETF ทองคำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ "อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย" มากๆ ก็จะอ่อนแรงลงตามไปด้วย เมื่อเฟดเลื่อนลดดอกเบี้ยออกไป Goldman จึงต้องปรับลดความคาดหวังต่อดีมานด์ ETF ลง และนั่นคือแรงกดดันก้อนแรกที่ทำให้เป้าทองต่ำลงค่ะ
🦅 เหตุผลที่ 2: "Warsh สายเหยี่ยว" ทำลายดีมานด์ทองในฐานะ "ประกันความเสี่ยง"
เหตุผลที่สองนี่แหละค่ะที่นิคกี้ว่าลึกและน่าสนใจที่สุด และมันเชื่อมโยงกับเรื่องที่นิคกี้ติดตามมาตลอดเรื่องการเปลี่ยน Regime ของเฟดภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh
ที่ผ่านมา ตลาดมีความกังวลลึกๆ ว่า เฟดยุคใหม่อาจถูกแทรกแซงทางการเมือง จนสูญเสีย "ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง" ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง เฟดอาจถูกกดดันให้ลดดอกเบี้ยแรงๆ พิมพ์เงินเพื่อเอาใจการเมือง สุดท้ายก็นำไปสู่เงินเฟ้อและการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์
ในสถานการณ์แบบนั้น ทองคำจะกลายเป็น "ที่หลบภัย" หรือพูดให้ตรงคือเป็น "ประกันความเสี่ยงเชิงนโยบายมหภาค" ที่นักลงทุนแห่กันเข้าซื้อค่ะ
นักลงทุนสถาบันแสดงความกังวลนี้ออกมาผ่านการไล่ซื้อ Call Option ของกองทุนทองคำ GLD จำนวนมหาศาลค่ะ (Call Option คือสิทธิที่จะซื้อสินทรัพย์ในราคาที่กำหนด ใช้เป็นเครื่องมือเก็งกำไรหรือป้องกันความเสี่ยงขาขึ้น)
ถ้าดูจากกราฟ Exhibit 7 จะเห็นเลยว่ายอด Call Option พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (Middle East Conflict) จนแตะจุดสูงสุดเกือบ 3 ล้านสัญญา
แต่แล้วจุดพลิกก็มาถึงค่ะ การประชุม FOMC ครั้งแรกภายใต้ประธาน Warsh กลับออกมา "สายเหยี่ยว" (hawkish) เหนือความคาดหมาย เมื่อ Warsh พิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้อ่อนข้อให้การเมือง ความกังวลเรื่องเฟดถูกแทรกแซงก็คลายลงทันที พอความกลัวหายไป ความต้องการ "ประกัน" อย่างทองคำก็ลดลงตาม
Goldman จึงเปลี่ยนสมมติฐานจากเดิมที่เคยมองว่าดีมานด์กลุ่มนี้จะ "ค่อยๆ ฟื้น" กลับไปสู่ระดับต้นเดือนมกราคม 2026 มาเป็น "ทรงตัว" แทน
นี่คือแรงกดดันก้อนที่สองค่ะ และมันสะท้อนว่าตลาดทองส่วนหนึ่งกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย "การเมืองของเฟด" มากกว่าปัจจัยพื้นฐานของทองเองด้วยซ้ำ
💪 แล้วทำไม Goldman ยัง "ไม่ทิ้งทอง"? เพราะธนาคารกลางทั่วโลกยังกว้านซื้อไม่หยุด
ถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่า งั้นทองก็จบแล้วสิ แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ นี่คือประเด็นที่นิคกี้อยากชี้ให้ดูเป็นพิเศษ เพราะเหตุผลที่ Goldman ยังมองบวกเชิงโครงสร้า ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ยหรือการเก็งกำไร แต่เป็นเรื่องของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังเดินหน้ากระจายความเสี่ยงเข้าสู่ทองคำอย่างต่อเนื่องค่ะ
Goldman ระบุว่าปัจจัยนี้คือตัวขับเคลื่อนหลักของมุมมองบวก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึงราว 9 จุดเปอร์เซ็นต์ (percentage points) ของการคาดการณ์ราคาทองที่จะขึ้นภายในสิ้นปี 2026
แม้ว่าจังหวะการซื้อของธนาคารกลางจะชะลอลงมาอยู่ที่ราว 50 ตันต่อเดือน (เมื่อดูค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ทั้งแบบ 3 เดือนและ 12 เดือน) ลดลงจาก 67 ตันต่อเดือนในปี 2024 แต่ตัวเลขนี้ก็ยัง "สูงกว่ามาก" เมื่อเทียบกับยุคก่อนปี 2022 ที่ธนาคารกลางซื้อทองเฉลี่ยเพียง 17 ตันต่อเดือนเท่านั้น
ทำไมปี 2022 ถึงเป็นจุดเปลี่ยน?
เพราะนั่นคือปีที่ชาติตะวันตกอายัดเงินสำรองของธนาคารกลางรัสเซียหลังสงครามยูเครนค่ะ เหตุการณ์นั้นเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะฝั่งที่ไม่ได้เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ตระหนักว่าการถือดอลลาร์เป็นเงินสำรองมากเกินไปอาจเสี่ยงถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองได้
จึงเกิดกระแส "ลดการพึ่งพาดอลลาร์" (de-dollarization) และหันมาสะสมทองคำแทน
👉🏻 Goldman มองว่าเทรนด์นี้เป็น "เชิงโครงสร้าง" ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว
ตัวเลขล่าสุดก็ยืนยันค่ะ ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองรวมประมาณ 59 ตัน โดยจีนประเทศเดียวคาดว่าซื้อไปถึง 24 ตัน และที่นิคกี้ว่าน่าสนใจมากคือผลสำรวจล่าสุดของ World Gold Council ที่สอบถามธนาคารกลาง 76 แห่งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม
พบว่ามีถึง 45% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดที่เคยมีมา ที่วางแผนจะ"เพิ่ม"ทองคำในคลังสำรองของตัวเองในอีก 12 เดือนข้างหน้า และเกือบ 90% คาดว่าทองสำรองทั่วโลกโดยรวมจะเพิ่มขึ้น
Goldman จึงตั้งสมมติฐานว่าธนาคารกลางจะยังซื้อทองต่อเนื่องที่ 50 ตันต่อเดือนในปี 2026 และ 40 ตันต่อเดือนในปี 2027 นี่แหละค่ะคือ "พื้น" ที่รองรับราคาทองไม่ให้ร่วงแรงเกินไป
♦️ จุดที่นิคกี้อยากให้โฟกัส: Positioning และ ETF ที่ยัง "ต่ำกว่าปกติ"
นอกจากธนาคารกลางแล้ว Goldman ยังมองว่ามีแรงหนุนเสริมอีกราว 4 จุดเปอร์เซ็นต์จากการ "กลับสู่ภาวะปกติ" ของสองปัจจัย ซึ่งนิคกี้คิดว่าเป็นมุมที่นักลงทุนรายย่อยมักมองข้ามค่ะ
ปัจจัยแรกคือสถานะการเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้า COMEX ที่ตอนนี้ยังอยู่ในระดับ "ค่อนข้างต่ำ" เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต
ถ้าดูจากกราฟ Exhibit 3 จะเห็นว่าสถานะ Net Long ของกลุ่ม Managed Money ยังอยู่ใกล้เส้นค่าเฉลี่ย ไม่ได้ร้อนแรงล้นเกินแบบในอดีต แปลว่ายังมี "ช่องว่าง" ให้นักเก็งกำไรกลับเข้ามาเพิ่มสถานะได้อีก
ส่วนปัจจัยที่สองคือยอดถือครองของกองทุน ETF ทองคำฝั่งตะวันตก ที่ปัจจุบัน "ต่ำกว่า" ระดับที่ควรจะเป็นตามโมเดลที่อิงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ดังที่เห็นใน Exhibit 4
ทั้งสองอย่างนี้เปรียบเสมือน "สปริง" ที่ถูกกดไว้ และมีโอกาสดีดกลับขึ้นมาเป็นแรงหนุนราคาทองได้ในอนาคตค่ะ
🔻 Scenario ขาลง: ถ้าเฟด "ขึ้นดอกเบี้ย" จริง ทองอาจร่วงไป $4,440
ทีนี้มาดูฉากทัศน์ที่น่ากังวลกันบ้างค่ะ แม้ว่าใน base case Goldman จะมองว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่ความเสี่ยงในระยะสั้นนั้นเอียงไปทางขาลงอย่างชัดเจน
สมมติว่าเฟดดันขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ สองครั้งในช่วงปลายปี 2026 และโดยเฉพาะถ้าตลาดมองว่าการขึ้นนั้น "เหยี่ยวเกินกว่าที่ข้อมูลเศรษฐกิจสมควรจะเป็น" สิ่งที่จะตามมาคือดีมานด์ทองในฐานะประกันความเสี่ยงเชิงนโยบายจะยิ่งคลายตัวลงไปอีก เพราะตลาดจะยิ่งมั่นใจว่าเฟดเป็นอิสระจริงๆ
เมื่อรวมกับแรงขายของกลุ่ม ETF ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยที่จะเทขายเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น Goldman ประเมินว่าราคาทองอาจร่วงลงไปแตะ 4,440 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งต่ำกว่า base case ที่ 4,900 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ
แต่ยังถือว่าสูงกว่าราคาปัจจุบันเล็กน้อย เพราะแรงซื้อต่อเนื่องของธนาคารกลางยังช่วยพยุงไว้ได้บางส่วน เส้นประสีแดงใน Exhibit 8 คือภาพของฉากทัศน์นี้ค่ะ
🚀 Scenario ขาขึ้น: ถ้าดีมานด์ Hedge กลับมา ทองทะลุ $6,000 ได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงในระยะกลางกลับเอียงไปทาง "ขาขึ้น" ค่ะ และนี่คือเหตุผลที่นิคกี้บอกตั้งแต่ต้นว่าอย่าเพิ่งปักใจว่าขาขึ้นของทองจบแล้ว
Goldman ชี้ว่าสัดส่วนของทองคำในพอร์ตของนักลงทุนภาคเอกชนทั่วโลกยังถือว่า "เล็กมาก" ซึ่งแปลว่ายังมีพื้นที่ให้เงินไหลเข้าได้อีกเยอะ และถ้าหากดีมานด์ในฐานะประกันความเสี่ยง หรือก็คือดีมานด์ Call Option ของทอง กลับมาคึกคักอีกครั้งจนแตะระดับเดียวกับต้นเดือนมกราคม 2026 ราคาทองก็มีโอกาสพุ่งทะลุ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้เลยภายในสิ้นปี 2026 นั่นคือกรอบสีฟ้าอ่อนที่แรเงาไว้ใน Exhibit 8 ค่ะ
ตัวจุดชนวนที่อาจเร่งให้เกิดฉากทัศน์นี้คือปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งกรณีอิหร่าน รวมถึงพัฒนาการในพื้นที่อื่นๆ อย่างกรีนแลนด์และเวเนซุเอลา ที่อาจเร่งให้นักลงทุนภาคเอกชนหันมากระจายความเสี่ยงเข้าสู่ทองมากขึ้น
โดยเฉพาะถ้ามันไปกระทบ "มุมมองต่อความยั่งยืนทางการคลังของชาติตะวันตก" เพราะเมื่อนักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจในฐานะการคลังของประเทศพัฒนาแล้ว ทองคำก็จะยิ่งดูน่าสนใจในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีใครเป็นหนี้ใครค่ะ
🇺🇸 ปัจจัยการเมืองที่ต้องจับตา: การเลือกตั้งกลางเทอมกับความเป็นอิสระของเฟด
มีรายละเอียดเล็กๆ แต่สำคัญมากในเชิงอรรถของบทวิจัยที่นิคกี้อยากหยิบมาขยายค่ะ เพราะมันอธิบายว่าทำไม Goldman ถึงเชื่อว่าความกังวลเรื่องเฟดถูกแทรกแซงจะอยู่ในวงจำกัดในระยะข้างหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่กดเพดานราคาทองไว้
เหตุผลมี 3 ชั้นค่ะ
ชั้นแรกคือการประชุมครั้งแรกของ Warsh ที่ออกมาเหยี่ยวเหนือความคาดหมายไปแล้ว เป็นการส่งสัญญาณความเป็นอิสระอย่างชัดเจน
ชั้นที่สองคือ Jerome Powell อดีตประธานเฟดยังคงนั่งอยู่ในคณะกรรมการ FOMC ทำหน้าที่เป็นเหมือนหลักประกันความต่อเนื่องของนโยบาย
และชั้นที่สามที่น่าสนใจมากคือ ตามข้อมูลจากตลาดทำนายผล (prediction markets) พรรค Democrat มีโอกาสเกือบ 50% ที่จะชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาในศึกเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การแต่งตั้งกรรมการเฟดคนใหม่ๆ ในอนาคตก็จะต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาที่ Democrat คุมเสียงอยู่ กลายเป็นกลไกถ่วงดุลไม่ให้ฝ่ายบริหารส่งคนของตัวเองเข้าไปครอบงำเฟดได้ง่ายๆ
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ตลาดน่าจะมองว่าความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของเฟดในระยะใกล้ยังจำกัด และนั่นแปลว่าดีมานด์ทองในฐานะประกันการเมืองก็จะยังไม่กลับมาแรงในเร็วๆ นี้ค่ะ
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
สรุปภาพใหญ่ทั้งหมดนะคะ นิคกี้มองว่าบทวิจัยฉบับนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง "Goldman ลดเป้าทอง" แต่มันคือบทเรียนชั้นดีเรื่องการแยกแยะ "เครื่องยนต์" 2 ตัวที่ขับเคลื่อนราคาทองคำ
เครื่องยนต์ตัวแรกคือดีมานด์เชิงเก็งกำไรและดีมานด์ ETF ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและการเมืองของเฟด ซึ่งตอนนี้กำลังแผ่วลงจากการที่ Warsh ออกมาเหยี่ยวและเฟดเลื่อนลดดอกเบี้ย
ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สองคือดีมานด์เชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังเดินหน้าซื้อต่อเนื่อง ซึ่งทำหน้าที่เป็น "พื้น" คอยรองรับราคาอยู่ค่ะ
นิคกี้มองว่านี่คือ ภาพของการเปลี่ยน Regime ของนโยบายการเงินสหรัฐภายใต้ Warsh อย่างชัดเจน และมันสะท้อนออกมาที่ราคาทองโดยตรง ในระยะสั้นทองอาจผันผวนและมีโอกาสย่อ แต่ในระยะกลางถึงยาว เรื่องราวของการกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์ ความกังวลด้านการคลังของชาติตะวันตก และสัดส่วนทองในพอร์ตเอกชนที่ยังต่ำ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ Goldman ยังไม่กล้าฟันธงว่าขาขึ้นจบแล้วค่ะ
สิ่งที่ต้องจับตาในระยะข้างหน้าคือทิศทางของเฟด ว่าจะเหยี่ยวต่อจนถึงขั้นขึ้นดอกเบี้ยจริงไหม ตัวเลขการซื้อทองของธนาคารกลางโดยเฉพาะจีนในแต่ละเดือน และพัฒนาการของความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ทั้งอิหร่าน กรีนแลนด์ และเวเนซุเอลา รวมถึงผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะชี้ชะตาดุลอำนาจเหนือเฟดในอนาคต
และสิ่งที่นิคกี้อยากฝากไว้ในฐานะที่เราเป็นนักลงทุนระยะยาวคือ ทองคำควรเป็น "ส่วนหนึ่ง" ของการจัดพอร์ตในฐานะตัวกระจายความเสี่ยงและประกันความไม่แน่นอน ไม่ใช่สินทรัพย์ที่เราทุ่มหมดหน้าตักหรือไล่ซื้อตอนที่มันวิ่งขึ้นมาแล้วเป็นเท่าตัว
การที่เจ้าสำนักใหญ่ยัง "ลดเป้า" ทั้งที่ใจยังบวก คือเครื่องเตือนใจที่ดีว่าแม้แต่สินทรัพย์ที่ดูแข็งแกร่งที่สุดก็มีจังหวะพักและมีความเสี่ยงขาลงเสมอค่ะ
ปล. ถ้าดูจากกราฟของ GS ก็คงดอยกัน 2 ปีมั้งสำหรับคนที่ไปซื้อตรงยอดดอยพอดี
โดย : Beauty Investor
โฆษณา