21 มิ.ย. เวลา 10:27 • ประวัติศาสตร์

ทำผิดอะไรกฎหมายจารใบลานจึงลงโทษคนล้านนาโบราณ

นอกจากจารึก-บันทึก หรือพงศาวดารที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว แอดมินชอบหากฎหมายโบราณ ,การตัดสินคดีความในอดีตมาอ่าน
เพราะการจะร่างข้อบังคับใดๆขึ้นมาสักเรื่องโดยมีบทลงโทษกำกับไว้ด้วย มันสะท้อนว่าบ้านเมืองยุคนั้นผู้คนมีนิสัยอย่างไร พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันประสบกับปัญหาสังคมในลักษณะไหน ซึ่งเมื่อนำข้อมูลด้านกฎหมายมาประกอบกับประวัติศาสตร์จะทำให้เห็นภาพชีวิตคนในอดีตได้หลากหลายมากขึ้น
EP นี้ LampangTimes รวบรวมบทบัญญัติกฎหมายโบราณล้านนามาสรุปสั้นๆเป็นหมวดหมู่ เชื่อว่าทุกท่านจะได้เห็นสภาพสังคมเมื่อหลายร้อยปีที่แล้วได้ชัดเจนกว่าที่เคยรับรู้มา
โดยนำข้อมูลทั้งหมดมาจาก “วิจัยพื้นฐาน” เรื่อง กฎหมายล้านนาโบราณ :
วิเคราะห์ระบบโครงสร้างและเนื้อหาบทบัญญัติที่จารในใบลาน ของพิธินัย ไชยแสงสุขกุล และ อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว (ธันวาคม 2531)
กฎหมายล้านนาโบราณ ที่ถูกจารลงในคัมภีร์ใบลาน เช่น กฎหมายวัดกาสา, หนังสืออนุโลมญาณ, หัตถกัมมวินิจฉัยฯ และธรรมศาสตร์หลวง สามารถสรุปประเด็นที่น่าสนใจโดยแอดมินแยกออกเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้ครับ
1. กฎหมายมรดกและครอบครัว
สังคมล้านนาโบราณมีการจัดลำดับสิทธิ์และให้สิทธิ์ในทรัพย์สิน โดยพิจารณาจากความกตัญญูกับสถานภาพเป็นหลัก
* การแบ่งมรดกตามหลักคุณความดี (ประโยชน์ที่ทำต่อบิดามารดา) หากบิดามารดาเสียชีวิตโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมสั่งเสียไว้ การแบ่งทรัพย์สินจะยึดตามความกตัญญู ยกตัวอย่างเช่น ครอบครัวมีบุตรชาย 3 คน
* คนเล็ก ไปบวชเป็นพระ จะได้รับทรัพย์สิน 2 เท่า ถือว่าช่วยให้บิดารมารดาพ้นทุกข์และไม่มีเรือนเป็นของตัวเอง
* คนกลาง ทำมาค้าขายและเลี้ยงดูบิดามารดา ได้รับ 1 เท่าครึ่ง
* คนโต แยกตัวไปทำงานอยู่เรือนท่านขุน ได้รับทรัพย์สิน 1 เท่า
* ประเภทของบุตรและสิทธิ์การสืบมรดกเรือน มีการแบ่งบุตรออกเป็น 4 จำพวก ได้แก่
 
อัตตโช (ลูกเกิดแต่ตน) , เขตตโช (ลูกเกิดในเขตเรือนของตน เช่น ลูกที่เกิดจากเมียที่เป็นคนในบ้าน) , ทินนโก (บุตรบุญธรรมที่ขอมาเลี้ยง) และ อันเตวาสิก (ลูกศิษย์ที่มาเรียนวิชา)
โดยสิทธิ์ในการรับมรดกบ้านเรือนจะเรียงลำดับความสำคัญจาก อัตตโช > เขตตโช > ทินนโก > อันเตวาสิก
*ข้อจำกัดของบุตรบุญธรรม
บุตรบุญธรรม (ทินนโก) มีสิทธิ์ได้รับสมบัติประเภทสังหาริมทรัพย์ (ครัวเงิน) ของบิดามารดาบุญธรรม แต่จะไม่มีสิทธิ์ในที่ดินและบ้านเรือน (อสังหาริมทรัพย์) เว้นแต่เจ้ามรดกจะสั่งเสียยกให้ไว้ก่อนตาย
*ความศักดิ์สิทธิ์ของคำสั่งเสีย (พินัยกรรม) คำสั่งของผู้ตายที่สั่งไว้ก่อนสิ้นใจ (นอนอยู่บนเตียง) ถือเป็นสิทธิ์ขาดสูงสุด ลูกหลานหรือผู้อื่นห้ามลบล้างหรือเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด หากฝ่าฝืนถือเป็นบาปหนัก
*สิทธิ์การตัดมิให้เป็นบุตร บิดามารดาสามารถประกาศตัดขาดลูกที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน ดื้อรั้น ไม่ให้อยู่ในเชื้อสาย และตัดสิทธิ์ในการรับมรดกได้
&กรณีมรณภาพหรือเสียชีวิตในสถานที่อื่น หากพระสงฆ์มรณภาพในบ้านฆราวาส (ญาติ) ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของวัด เว้นแต่จะหยิบยื่นมอบให้ผู้ใดไปแล้วขณะมีชีวิตอยู่ ในทางกลับกัน หากฆราวาสไปเสียชีวิตในวัด ทรัพย์มรดกจะตกเป็นของญาติ ไม่ตกเป็นของสงฆ์
2. กฎหมายที่ดิน ทรัพย์สิน และการจ้างงาน
*การแบ่งผลผลิตจากการทำกินในที่ดินต่างสถานะ
หากฆราวาสเข้าไปปลูกพืชในที่ดินของวัด ผลผลิตที่ได้ต้องแบ่งให้วัด 1 ใน 10 ส่วน และเป็นของฆราวาสผู้ปลูก 9 ส่วน
หากพระสงฆ์ไปปลูกพืชในที่ดินของฆราวาส ก็ต้องแบ่งผลผลิตให้เจ้าของที่ดิน 1 ใน 10 ส่วนเช่นเดียวกัน
*โทษทัณฑ์ของการทำลายตราสารสิทธิ์ที่ดิน ผู้ใดลักลอบย้ายหลักเขตที่ดิน หรือทำลายตราราชการ (โฉนด) เพื่อข่มเหงแย่งชิงที่ดินผู้อื่น แม้เพียงระยะเท่าเส้นผม เมื่อตายไปจะต้องโทษตกนรกและกลายเป็นเปรตสะทิน (เปรตเสาหิน) อยู่ในแผ่นดินนั้นยาวนานหนึ่งชั่วกัลป์
#กฎหมายคุ้มครองแรงงานและการรับจ้าง นายจ้างที่จ้างคนให้เฝ้าทรัพย์สินหรือเลี้ยงสัตว์แล้วเบี้ยวไม่ยอมจ่ายค่าจ้าง ถือเป็นคนบาปต้องตกนรก
ส่วนลูกจ้างที่ลักขโมยของนายจ้าง ยักยอกทรัพย์ที่ตนดูแล (ที่ดิน ช้าง ม้า วัว ควาย) หรือรับเงินค่าจ้างไปแล้วแต่โกหกว่ายังไม่ได้รับเพื่อเรียกเงินเพิ่ม ก็ต้องโทษตกนรกเช่นกัน
*การเรียกคืนทรัพย์สินที่ให้ การให้ทรัพย์สินแก่ผู้อื่นด้วยความกรุณาหรือเพราะมีพระคุณ ห้ามเรียกคืนเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อหวังอามิสสินจ้างตอบแทนในภายหลัง แล้วผู้รับไม่ได้ทำประโยชน์ให้ตามที่ตกลง ผู้ให้มีสิทธิ์เรียกทรัพย์สินนั้นคืนได้
3. กฎหมายกู้หนี้และการยืมทรัพย์สิน
*การจัดการหนี้เมื่อลูกหนี้เสียชีวิต หากลูกหนี้ตายโดยยังไม่ได้ชำระหนี้ เจ้าหนี้สามารถเรียกเก็บได้จาก 2 แหล่ง คือ (1) กองมรดกของผู้ตาย และ (2) ลูกชายหรือลูกหญิงของผู้ตาย แต่ *ห้ามมิให้ไปเรียกเก็บจากญาติพี่น้องคนอื่น หากผู้ตายไม่มีมรดกและไม่มีลูก หนี้สินนั้นให้ตกเป็นพับ (สิ้นสุดไป)
*การเอาตัวทายาทมาชดใช้หนี้ หากลูกหนี้ตายและมีทายาทที่ผู้อื่นชุบเลี้ยงอยู่ เจ้าหนี้สามารถนำตัวทายาทนั้นมาเป็นข้าทาสเพื่อชดใช้หนี้ได้ โดยผู้ดูแลทายาทมีสิทธิ์ไถ่ตัวเด็กให้พ้นสภาพได้ในราคาเท่ากับจำนวนหนี้เดิม
*ความรับผิดชอบในการยืมตัวบุคคลข้าทาส หากยืมคนหรือข้าทาสของผู้อื่นไปใช้งาน แล้วผู้ยืมดูแลรักษาอย่างดี ให้กินอาหารที่ควร กินอยู่ตามสมควร แต่บุคคลนั้นเกิดเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตตามธรรมชาติ ผู้ยืมไม่ต้องรับผิดชอบ แต่หากผู้ยืมละเลย ไม่ดูแล ไม่ให้ข้าวกิน จนทายาท/ข้าทาสนั้นหนีหายหรือเสียชีวิต ผู้ยืมต้องชดใช้ค่าเสียหายแทน
4. กฎหมายอาญาและการลงโทษ (ปาณาติบาตและอทินนาทาน)
*ความผิดฐานฆ่าคนตามบริบท
ฆ่าคนที่เป็นผู้กระทำความผิดและสมควรตาย ไม่มีความผิดทางกฎหมาย (หาโทษไม่ได้) แต่ถือเป็นบาปทางธรรม
ฆ่าคนที่ไม่มีความผิด มีความผิดทั้งทางกฎหมายและเป็นบาปทางธรรม
ฆ่าผู้ร้ายที่บุกรุกเข้ามาจะฆ่าตนถึงในเรือนตนเอง ไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่เป็นบาปทางธรรม
ตามไปฆ่าผู้อื่นถึงบ้านของเขา มีความผิดทางกฎหมายอย่างหนักและเป็นบาปทางธรรม
*หลักระยะทางในการระงับข้อพิพาท หากต่างฝ่ายต่างเดินทางไกลเพื่อตั้งใจไปฆ่ากัน ฝ่ายใดเดินทางมาไกลกว่าฝ่ายนั้นจะถูกตัดสินให้มีความผิดและต้องรับโทษมากกว่า
#อัตราการปรับไหมคดีทำลายชีวิตและทรัพย์สิน
ฆ่าคนหรือฆ่าช้าง ให้ปรับไหม 4 เท่า ของมูลค่าทรัพย์/ค่าตัว
ฆ่าม้า วัว ควาย ที่มีราคาตั้งแต่ 10,000 เบี้ยขึ้นไป ให้ชดใช้ 4 เท่า
ฆ่าม้า วัว ควาย ที่มีราคาต่ำกว่า 10,000 เบี้ย ให้ปรับไหมสูงถึง 9 เท่า เนื่องจากถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ อวดดีกล้าแข็ง (*สหาว) จงใจทำลายทรัพย์สินผู้อื่น
÷ สหาว คำที่เพี้ยนมาเป็นสามหาวในปัจจุบันหรือเปล่า?
*ความต่างระหว่างกฎหมายทางโลกและทางธรรม โทษทางโลก (การปรับไหมหรือชดใช้ค่าเสียหาย) สามารถระงับและหมดสิ้นไปได้เมื่อมีการชดใช้ตามอาญาแผ่นดิน แต่โทษทางธรรม (บาปกรรม) จะไม่ระงับและยังติดตามตัวผู้กระทำผิดไปทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
5. หลักจริยธรรมของผู้ตัดสินคดี
อคติ 5 ประการที่ผู้ตัดสินต้องละเว้น ผู้มีหน้าที่ตัดสินคดี (เช่น จ่าเมือง หรือท้าวพระยา) ต้องตั้งมั่นในความลัทธิธรรมและเว้นจากอคติ 5 ประการ หากตัดสินด้วยอคติต้องโทษตกนรกแน่นอน
1.ฉันทาคติ ตัดสินเข้าข้างเพราะความรัก หรือเห็นแก่เป็นมิตรสหายญาติพี่น้อง
2.โทสาคติ ตัดสินด้วยความโกรธ เกลียดชัง หรือนำความแค้นในอดีตมาปรักปรำ
3.ภยาคติ ตัดสินด้วยความกลัว (เช่น กลัวอำนาจท้าวพระยาหรือผู้มียศ) จนทำให้คนบริสุทธิ์แพ้คดี
4.โมหาคติ ตัดสินด้วยความหลงลืม ความเขลา หรือตัดสินคำผิดให้เป็นถูก
5.โลภคติ ตัดสินคดีเพราะเห็นแก่อามิสสินจ้างหรือผลประโยชน์ตอบแทน
 
#ข้อห้ามเรื่องพยาน กฎหมายล้านนาห้ามบิดาและบุตรเป็นพยานในคดีความให้แก่กันและกัน เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเข้าข้างกันเพื่อผลประโยชน์
ข้อพิพาทในเครือญาติและสงฆ์หากเกิดการทะเลาะวิวาทระหว่าง พ่อแม่-ลูก, พี่น้อง, หรือสามี-ภรรยา รวมถึงการทะเลาะกันในหมู่พระสงฆ์ ถือเป็นเรื่องวิวาทภายในที่ไม่ใช่อธิกรรม (อนันตริยกรรม/กรรมใหญ่) ไม่ควรลงโทษปรับไหมรุนแรง แต่ควรให้กระทำพิธีขอขมา (สมมา) ต่อกันเพื่อความสงบสุข
6. ลักษณะมิจฉาจารและประเภทของหญิง
การแบ่งประเภทของหญิง (เมีย 20 จำพวก) เช่น เมียที่ซื้อมาด้วยทรัพย์สิน, เมียจากความรัก, เมียที่ผู้ใหญ่ยกให้, หญิงที่มีผ้ากระโจมคลุมหัวหมายไว้, หญิงข้าทาส, หญิงนครโสเภณี รวมถึงหญิงที่มีผู้ดูแลรักษา (เช่น มารดา, บิดา, พี่น้อง, ญาติ หรือพระสงฆ์ดูแลรักษา)
ความผิดฐานเล่นชู้ (มิจฉาจาร) ชายใดลักลอบเล่นชู้หรือแต่งงานกับหญิง 12 จำพวกแรก (กลุ่มที่มีบิดามารดา ญาติ หรือพระสงฆ์คอยปกป้องดูแลรักษา) โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่ามีความผิดฐานมิจฉาจารและต้องถูกลงโทษปรับไหม แต่หากเป็นหญิงจำพวกหลัง (เช่น หญิงโสเภณี) ไม่ถือเป็นความผิดฐานมิจฉาจาร
7. ความประมาทเลินเล่อ
คดีเรือล่มจากการละเล่นในเรือกฎหมายมีการลงโทษผู้ที่สนุกสนานจนขาดความระมัดระวัง หากนั่งเรือไปด้วยกันแล้วกระทำการประมาทจนเรือล่ม สินค้าของพ่อค้าเสียหายทั้งหมด จะมีการปรับไหมชดใช้ค่าเสียหายตามลักษณะการกระทำ ดังนี้
คนร้องเพลง ผิดด้วยวจีปาก ให้ชดใช้ 1 เท่าครึ่ง ของมูลค่าความเสียหาย
คนตบมือ มีส่วนร่วมในการยุยง ให้ชดใช้ 2 เท่าครึ่ง ของมูลค่าความเสียหาย
คนลุกขึ้นฟ้อนรำ เป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้เรือโคลงและคว่ำ ให้ชดใช้ 2 เท่า ของจำนวนที่สองคนแรกต้องชดใช้รวมกัน
เนื้อหาบทบัญญัติที่จารในใบลานของวิจัยพื้นฐานชิ้นนี้ทำให้เห็นถึงสภาพสังคมล้านนาโบราณการมีอยู่ของข้าทาส ,หนี้สินที่นำทายาทมาชดใช้แทน ,การแบ่งสตรีออกเป็น 12 จำพวก ,ยกความสำคัญให้ช้างเป็นสัตว์สำคัญใหญ่ถ้าถูกทำให้ล้มต้องเสียเบี้ยปรับในราคาเดียวกับคน ,การก่ออาชญากรรมที่ใช้ระยะทางเป็นมาตรวัดความผิดโดยตั้งใจ หรือ แม้แต่การมรณะภาพของสงฆ์ในบ้านฆราวาสมีผลต่อทรัพย์สิน ฯลฯ
แต่ละบทบัญญัติที่จารลงใบลานล้วนบอกเล่าถึงวิถีชีวิตในยุคล้านนา อยู่ที่เราว่าจะตีความบรรยากาศสมัยนั้นด้วยมุมมองอย่างไร นี่คืออีกหนึ่งเสน่ห์ของประวัติศาสตร์ครับ
สิ่งที่แอดมินได้จากกฎหมายล้านนา EP นี้คือ เวลาลงเรือคึกแค่ไหนก็อย่าลุกขึ้นฟ้อนเด็ดขาด 🤣
โฆษณา