22 มิ.ย. เวลา 04:40 • ท่องเที่ยว

Balkan 2926 (57) .. Kosovo: Prizren: Dinan Pasha Mosque ศิลปะแห่งศรัทธา ที่บันทึกอยู่ใต้โดมออตโตมัน

กลางเมืองเก่าพริซเรน (Prizren) เมืองที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหัวใจทางวัฒนธรรมของ Kosovo มีอาคารหลังหนึ่งที่โดดเด่นเหนือหลังคากระเบื้องสีแดงของย่านประวัติศาสตร์มาเกือบสี่ศตวรรษ
นั่นคือ มัสยิดซินาน ปาชา (Sinan Pasha Mosque) มัสยิดออตโตมันที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1615 โดยโซฟู ซินาน ปาชา ขุนนางชั้นสูงแห่งจักรวรรดิออตโตมัน
โดมสีเงินขนาดใหญ่และหอมินาเรตทรงสูงที่พุ่งสู่ท้องฟ้า ทำให้มัสยิดแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญที่สุดของพริซเรน
แต่สิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้พิเศษ มิใช่เพียงความงดงามของสถาปัตยกรรม หากคือเรื่องราวของศรัทธาที่ถูกบันทึกไว้ในทุกพื้นที่ของอาคาร เมื่อก้าวผ่านประตูเข้าสู่โลกอีกใบ
จากภายนอก มัสยิดดูสง่างามตามแบบออตโตมันคลาสสิก .. อาคารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสรองรับด้วยโดมเดี่ยวขนาดใหญ่ ขณะที่หอมินาเรตสูงกว่า 43 เมตร ยังคงทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเรียกผู้ศรัทธาเข้าสู่การละหมาด
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ภายใน ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง .. พื้นที่กว้างใต้โดมเปิดโล่งไร้เสากลางบดบังสายตา
แสงธรรมชาติจากหน้าต่างหลายสิบบานค่อย ๆ สาดลงบนพรมสีแดงเข้ม เกิดเป็นบรรยากาศสงบ อ่อนโยน และชวนให้เงียบฟังเสียงของตนเอง
ผู้มาเยือนจำนวนมากมักเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ .. เพราะเหนือศีรษะนั้น คือหนึ่งในงานจิตรกรรมออตโตมันที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งใน Kosovo
โดมที่เปรียบเสมือนท้องฟ้าแห่งศรัทธา ใจกลางโดมประดับด้วยอักษรอาหรับล้อมเป็นวงกลมขนาดใหญ่ .. รอบ ๆ รายล้อมด้วยลวดลายพรรณพฤกษา ภาพดอกไม้ สวนสวรรค์ และงานประดับที่วาดขึ้นอย่างประณีต
สำหรับชาวมุสลิม โดมมิได้เป็นเพียงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม .. แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “ฟากฟ้า” และจักรวาลอันกว้างใหญ่ภายใต้การดูแลของพระผู้เป็นเจ้า
เมื่อผู้ศรัทธายืนละหมาดอยู่เบื้องล่างและเงยหน้าขึ้นสู่โดม พวกเขากำลังมองขึ้นไปยังสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของพระองค์
จิตรกรรมและตัวอักษรเหล่านี้จึงมิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อประดับตกแต่งเท่านั้น หากเป็นเสมือนบทภาวนาที่มองเห็นได้ด้วยสายตา
สวนสวรรค์ใต้โดม : ภาษาภาพแห่งความหวังในศิลปะอิสลาม
หากเงยหน้ามองขึ้นไปยังส่วนฐานของโดมภายในมัสยิดซินาน ปาชา จะพบรายละเอียดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ท่ามกลางลวดลายดอกไม้และอักษรอาหรับอันวิจิตร มีภาพจิตรกรรมที่แสดงให้เห็นต้นไม้ สวนดอกไม้ น้ำพุ อาคารอันงดงาม และดวงอาทิตย์สีทองที่เปล่งรัศมีอยู่เหนือภูมิทัศน์เหล่านั้น
ภาพเหล่านี้มิได้ถูกวาดขึ้นเพื่อบันทึกสถานที่จริง แต่เป็นการถ่ายทอดจินตภาพของ “ญันนะฮ์” (Jannah) หรือสรวงสวรรค์ตามความเชื่อในศาสนาอิสลาม
ในคัมภีร์อัลกุรอาน สวรรค์มักถูกพรรณนาว่าเป็นสวนอันร่มรื่น มีสายน้ำไหลผ่าน มีต้นไม้ที่ออกผลตลอดเวลา และเป็นสถานที่แห่งสันติสุขนิรันดร์สำหรับผู้ศรัทธา …
ด้วยเหตุที่ศิลปะอิสลามหลีกเลี่ยงการใช้ภาพบุคคลภายในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ศิลปินจึงเลือกใช้ภาพของธรรมชาติ สวน และสถาปัตยกรรมอันงดงามเป็นสัญลักษณ์แทนความสุขสงบของโลกหน้า
ดวงอาทิตย์แห่งแสงสว่าง เป็นหนึ่งในภาพที่โดดเด่นที่สุดของมัสยิดซินาน ปาชา .. ภาพดวงอาทิตย์สีทองซึ่งปรากฏอยู่เหนือจิตรกรรมบริเวณผนังด้านหน้า
ในศิลปะอิสลาม ดวงอาทิตย์ไม่ได้หมายถึงวัตถุที่ควรเคารพบูชา แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “นูร” (Nur) หรือแสงแห่งพระผู้เป็นเจ้า ... แสงในที่นี้หมายถึงการนำทาง ความรู้ ความเมตตา และความจริง
จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ศิลปินเลือกวาดดวงอาทิตย์ไว้เหนือภาพสวนสวรรค์ ราวกับต้องการสื่อว่าความสงบสุขทั้งหลายเกิดขึ้นภายใต้แสงแห่งพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า
เมื่อยืนอยู่กลางโถงละหมาดและเงยหน้าขึ้นสู่โดม ผู้มาเยือนจะพบว่าทุกองค์ประกอบภายในมัสยิดถูกออกแบบให้สายตาค่อย ๆ เคลื่อนจากพื้นดินสู่เบื้องบน ..
จากพรมสีแดงบนพื้น สู่เมียะห์รอบที่กำหนดทิศทางแห่งศรัทธา สู่ตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์ที่รายล้อมโดม และสุดท้ายไปสู่ภาพสวรรค์และแสงสว่างเหนือศีรษะ
ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของสถาปัตยกรรมอิสลาม ที่ไม่ได้มุ่งเพียงสร้างอาคารให้สวยงาม แต่ต้องการนำจิตใจของผู้คนให้ค่อย ๆ ยกระดับจากโลกทางวัตถุ ไปสู่การใคร่ครวญถึงสิ่งที่สูงส่งกว่า
บางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้มัสยิดซินาน ปาชา ยังคงสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนได้แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 400 ปี ...
เพราะภายใต้โดมแห่งนี้ ความงามไม่ได้มีไว้เพียงให้มองเห็น แต่มีไว้เพื่อให้ผู้คนได้หยุดนิ่ง ครุ่นคิด และสัมผัสความหมายของศรัทธาผ่านภาษาของศิลปะที่ไร้พรมแดนแห่งกาลเวลา.
ผนังด้านหน้าของโถงละหมาดคือที่ตั้งของ เมียะห์รอบ (Mihrab) ซุ้มเว้าซึ่งกำหนดทิศกิบลาต์ หรือทิศทางไปยังนครมักกะฮ์ .. ไม่ว่าชาวมุสลิมจะอยู่มุมใดของโลก เมื่อถึงเวลาละหมาด ทุกคนจะหันหน้าไปยังทิศเดียวกัน
หลักการนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญในอิสลามว่า มนุษย์ทุกคนล้วนเท่าเทียมกันต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า … ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ พ่อค้า นักปราชญ์ หรือชาวบ้าน ทุกคนต่างยืนเรียงแถวบนพื้นเดียวกัน หันหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน
ข้างเมียะห์รอบคือ มิมบาร์ (Minbar) หรือแท่นเทศนาที่เห็นเด่นชัดจากภายในมัสยิด … บันไดไม้สูงที่แกะสลักอย่างประณีตนี้ เป็นสถานที่ซึ่งอิหม่ามจะขึ้นไปกล่าวคุตบะฮ์ หรือธรรมเทศนาในวันศุกร์และเทศกาลสำคัญทางศาสนา
ในอดีต มัสยิดมิได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจ .. แต่ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษา การถ่ายทอดความรู้ และการพบปะของชุมชน มิมบาร์จึงเปรียบเสมือนเวทีแห่งปัญญา ที่เชื่อมโยงความรู้ทางศาสนาเข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คน
หนึ่งในสิ่งที่นักท่องเที่ยวสังเกตเห็นได้ทันที คือภายในมัสยิดแทบไม่มีภาพมนุษย์หรือสัตว์ปรากฏอยู่เลย .. นั่นเป็นเพราะศิลปะอิสลามหลีกเลี่ยงการสร้างรูปเคารพภายในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ศิลปินจึงถ่ายทอดความงามผ่านรูปแบบอื่นแทน .. ไม่ว่าจะเป็นลายเรขาคณิตที่ซับซ้อน ลวดลายดอกไม้ที่ไม่มีวันโรยรา หรืออักษรวิจิตรภาษาอาหรับที่เปลี่ยนถ้อยคำจากคัมภีร์ให้กลายเป็นงานศิลป์
ยิ่งมองนานเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ว่างใดในมัสยิดที่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไร้ความหมาย .. ทุกเส้นสายล้วนเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องความเป็นระเบียบ ความสมดุล และความสมบูรณ์แบบของการสร้างสรรค์จากพระผู้เป็นเจ้า
มากกว่าความงดงามทางสถาปัตยกรรม … นักท่องเที่ยวอาจเดินทางมาที่นี่เพื่อชมโดมอันงดงาม หรือเพื่อถ่ายภาพสถาปัตยกรรมออตโตมันที่ยังคงสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในบอลข่าน
.. แต่เมื่อใช้เวลาอยู่ภายในสักครู่ จะเริ่มเข้าใจว่าความสำคัญของมัสยิดซินาน ปาชา ไม่ได้อยู่ที่ขนาดของอาคาร หรือความวิจิตรของจิตรกรรมเพียงอย่างเดียว สิ่งที่มีค่าที่สุดคือการที่สถานที่แห่งนี้ยังคงทำหน้าที่เดิมมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 400 ปี
.. เป็นสถานที่ที่ผู้คนยังคงเข้ามาแสวงหาความสงบ ยังคงเข้ามาละหมาด ยังคงเข้ามาเรียนรู้ และยังคงเงยหน้ามองโดมเดียวกันกับที่บรรพชนของพวกเขาเคยมองเมื่อหลายศตวรรษก่อน
ภายใต้โดมแห่งนี้ ศิลปะ สถาปัตยกรรม และศรัทธา จึงไม่ได้แยกออกจากกัน แต่หลอมรวมเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างงดงาม และยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้
โฆษณา