วันนี้ เวลา 06:37 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 2: กายภาพและสายเลือดผู้ให้กำเนิด (Physiology & The Divine Womb)

ชื่อเรื่อง : มารดาแห่งพฤกษา: Ninmah และรหัสชีวิตที่โลกไม่รู้จัก
ในบทที่ 1 เราเห็นว่า Ninmah เลือกภูเขาเป็นฐานปฏิบัติการไม่ใช่เพราะสัญลักษณ์ แต่เพราะวิทยาศาสตร์ เราเห็นว่าความอ่อนโยนของเธอไม่ใช่ลักษณะนิสัย แต่เป็นทักษะที่พัฒนาจากการต้องอยู่รอดในสภาวะที่กดดัน และเราเห็นว่าเธอออกแบบมนุษย์เพื่อความยั่งยืน ไม่ใช่ประสิทธิภาพระยะสั้น
แต่คำถามที่ยังไม่ได้ตอบในบทที่ 1 คือ เธอทำมันอย่างไร?
ถ้าบทที่ 1 พูดถึง ทำไม บทที่ 2 จะพูดถึง อย่างไร นั่นคือกายวิภาคของกระบวนการสร้างมนุษย์ในระดับที่ละเอียดที่สุดที่บันทึกยังคงหลงเหลือไว้
ส่วนที่หนึ่ง: การตัดสินใจที่ไม่มีใครกล้าทำ
ในบรรดาการตัดสินใจทั้งหมดที่ Ninmah ทำตลอดช่วงชีวิตที่บันทึกไว้ มีการตัดสินใจหนึ่งที่โดดเด่นกว่าทั้งหมด ไม่ใช่เพราะมันยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เพราะมันส่วนตัวที่สุด เธอเสนอที่จะใช้ร่างกายของตนเองเป็นสภาพแวดล้อมแรกของมนุษย์
ในยุคที่การสร้างมนุษย์เป็นโครงการทางวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินในห้องปฏิบัติการ ที่ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยตัวแปรที่วัดได้
การที่ผู้ออกแบบระบบยอมเอาร่างกายของตนเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนั้น ไม่ใช่เรื่องปกติ มันคือการตัดสินใจที่พลิกกระบวนทัศน์ทั้งหมดของโครงการ จากการสร้างสิ่งมีชีวิตไปสู่การ รับสิ่งมีชีวิต
ความแตกต่างระหว่างสองคำนั้นเล็กน้อยในภาษา แต่มหาศาลในนัยสำคัญ
การสร้าง… คือความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตกับผลผลิต มีระยะห่าง มีการควบคุม และมีความสามารถในการหยุดหรือเปลี่ยนแปลง
การรับ…คือความสัมพันธ์ระหว่างมารดากับบุตร ไม่มีระยะห่าง ไม่มีการควบคุมสมบูรณ์ และไม่มีทางเปลี่ยนใจเมื่อกระบวนการเริ่มต้นแล้ว
Ninmah เลือกความสัมพันธ์แบบที่สองโดยรู้ตัวดีว่ามันหมายถึงอะไร
มดลูกในฐานะห้องปฏิบัติการ: วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการตัดสินใจ
การที่ Ninmah เลือกใช้มดลูกของตนเองแทนที่จะพึ่งพาระบบ Bio-Vats ที่มีอยู่นั้น ไม่ใช่การตัดสินใจทางอารมณ์ มันเป็นการตัดสินใจทางวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผลรองรับอย่างแข็งแกร่ง
ในทางชีววิทยาการพัฒนา (Developmental Biology) มดลูกไม่ได้เป็นเพียงภาชนะที่รองรับการเติบโตของตัวอ่อน มันเป็นสภาพแวดล้อมที่มีชีวิตซึ่งสื่อสารกับตัวอ่อนอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งเริ่มเข้าใจ
งานวิจัยของ Peter Gluckman และ Mark Hanson จาก University of Southampton ที่รวบรวมอยู่ในหนังสือ "Mismatch: Why Our World No Longer Fits Our Bodies" (2006)
แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมในมดลูกนั้น "โปรแกรม" การพัฒนาของตัวอ่อนในระดับที่ลึกกว่า DNA sequence ผ่านกลไก Epigenetic ที่ส่งสัญญาณว่าโลกภายนอกที่กำลังจะเข้าไปนั้นเป็นอย่างไร และร่างกายควรเตรียมพร้อมสำหรับสภาพแวดล้อมนั้นอย่างไร
นั่นหมายความว่าสภาพแวดล้อมในมดลูกของ Ninmah ไม่ได้แค่รองรับการเติบโตของ Adamu มันกำลังสื่อสารกับ Adamu ตลอดเวลาว่าโลกที่เขากำลังจะเข้าไปนั้นเป็นอย่างไร และอะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดในนั้น
และสิ่งที่ Ninmah ส่งผ่านสภาพแวดล้อมนั้นคือสัญญาณที่ไม่มีระบบ Bio-Vat ใดในยุคนั้นสามารถจำลองได้ นั่นคือสัญญาณของความปลอดภัย ความอบอุ่น และการมีอยู่ของผู้ที่ห่วงใย
▫️Cellular Fusion และการถ่ายทอดที่ลึกกว่า DNA
ในระหว่างการตั้งครรภ์ เกิดปรากฏการณ์ทางชีววิทยาที่น่าทึ่งและค่อนข้างลึกลับที่เรียกว่า "Fetal Microchimerism"
ซึ่งงานวิจัยของ Diana Bianchi จาก Tufts University ที่ตีพิมพ์ใน JAMA ในช่วงทศวรรษ 1990 ค้นพบว่า เซลล์ของทารกในครรภ์สามารถข้ามผ่านรกและเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ได้ และในทางกลับกัน เซลล์ของแม่ก็สามารถข้ามเข้าสู่ร่างกายของทารกได้เช่นกัน
เซลล์เหล่านั้นไม่ได้แค่ผ่านไปชั่วคราว แต่สามารถฝังตัวและดำรงอยู่ในร่างกายของทั้งสองได้นานหลายสิบปีหลังจากคลอด
นั่นหมายความว่าถ้า Ninmah อุ้มท้อง Adamu จริง เธอและเขาจะแบกรับเซลล์ของกันและกันไปตลอดชีวิต มันไม่ใช่แค่การให้กำเนิด มันคือการผสานที่ไม่มีวันสิ้นสุด
และในบริบทของการสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่ที่ต้องการความเชื่อมโยงกับผู้สร้างในระดับที่ลึกที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ Fetal Microchimerism คือกลไกทางชีววิทยาที่ Ninmah น่าจะรู้จักดี และอาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่เธอเลือกใช้ร่างกายของตนเองแทนระบบ Bio-Vat
ส่วนที่สอง: ร่างกายในฐานะห้องทดลองที่มีชีวิต
Bio-Crystallography: ศาสตร์ที่อยู่ระหว่างวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ
โปรไฟล์บรรยายถึงสิ่งที่เรียกว่า "Bio-Crystallography" หรือวิศวกรรมผลึกชีวภาพที่ Ninmah ใช้ในการออกแบบมนุษย์ สิ่งนี้ฟังดูเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ แต่รากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มันอ้างถึงนั้นมีอยู่จริง
ในทางชีวเคมี โปรตีนและ DNA ในร่างกายมนุษย์ดำรงอยู่ในโครงสร้างสามมิติที่เรียกว่า "Crystal-like Structures" ซึ่งการทำความเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้ คือหัวใจของชีวเคมีสมัยใหม่
เทคนิคที่เรียกว่า "X-ray Crystallography" ซึ่ง Rosalind Franklin ใช้ในการสร้างภาพ Photo 51 ที่นำไปสู่การค้นพบโครงสร้าง Double Helix ของ DNA นั้น ทำงานโดยการฉายรังสี X ผ่านผลึกของโมเลกุลชีวภาพและวิเคราะห์รูปแบบการกระเจิงของแสง
งานของ Franklin พิสูจน์ว่าโมเลกุลชีวภาพมีโครงสร้างผลึกที่สามารถอ่านและวิเคราะห์ได้ด้วยพลังงาน และถ้าสามารถอ่านได้ ก็อาจสามารถเขียนได้เช่นกัน
นั่นคือหัวใจของ Bio-Crystallography ที่โปรไฟล์อ้างถึง มันไม่ใช่เรื่องเวทมนตร์ แต่เป็นการยืดขยายหลักการที่มีอยู่จริงไปสู่ระดับที่เทคโนโลยีปัจจุบันยังไปไม่ถึง แต่ไม่ได้ขัดแย้งกับฟิสิกส์พื้นฐาน
▫️Oxytocin และการโปรแกรมความผูกพัน
แต่สิ่งที่ Ninmah ทำในระหว่างการอุ้มท้องนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระดับโมเลกุล มันยังเกิดขึ้นในระดับฮอร์โมนด้วย
ในระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายของแม่ผลิต Oxytocin ในปริมาณที่สูงมาก ฮอร์โมนนั้นไม่ได้แค่สร้างความผูกพันระหว่างแม่กับลูก แต่งานวิจัยสมัยใหม่แสดงให้เห็นว่ามันยังส่งผลต่อการพัฒนาระบบประสาทของทารกในครรภ์ด้วย
งานวิจัยของ Sue Carter จาก Indiana University ที่ตีพิมพ์ใน Neuroscience & Biobehavioral Reviews (2014) แสดงให้เห็นว่าการได้รับ Oxytocin ในระหว่างพัฒนาการในครรภ์นั้นส่งผลต่อการพัฒนาของ Oxytocin Receptor ในสมองของทารก ซึ่งกำหนดว่าบุคคลนั้นจะมีความสามารถในการสร้างความผูกพันทางสังคมมากน้อยเพียงใดในชีวิตต่อมา
ถ้า Ninmah เป็นผู้ที่มีระบบ Oxytocin ที่พัฒนาขั้นสูงมากเป็นพิเศษ การที่ Adamu เติบโตในร่างกายของเธอหมายความว่าเขาได้รับ Oxytocin ในระดับที่สูงกว่าที่ระบบ Bio-Vat ใดจะสามารถจำลองได้
และนั่นหมายความว่าระบบ Oxytocin Receptor ในสมองของเขาพัฒนาขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ "โปรแกรม" ให้เขามีความสามารถในการผูกพันสูงมาก ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเกิดด้วยซ้ำ
ส่วนที่สาม: มดลูกเทียมและขีดจำกัดของการทดแทน
Bio-Vats: เทคโนโลยีที่ดีแต่ไม่พอ
ในจดหมายเหตุชุดที่ 14 ของมหากาพย์แห่งความเงียบ เราได้เห็นระบบ Bio-Vats หรือมดลูกเทียมที่ Enki พัฒนาขึ้นในห้องทดลองชีวภาพใต้ดินที่ Tell Abu Shahrain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากในยุคนั้น
แต่ในยุคปัจจุบัน เรามีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับขีดจำกัดของมดลูกเทียม
โครงการ "Biobag" ที่พัฒนาโดยทีมวิจัยจาก Children's Hospital of Philadelphia ซึ่งตีพิมพ์ผลการทดลองใน Nature Communications ในปี 2017
แสดงให้เห็นว่ามดลูกเทียมสามารถรองรับการเติบโตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในระยะสั้นได้ แต่มีข้อจำกัดสำคัญในด้านการสื่อสารทางชีวเคมีระหว่างระบบและตัวอ่อน
ในมดลูกธรรมชาติ
รกทำหน้าที่เป็นระบบสื่อสารสองทางที่ซับซ้อนมาก ส่งสัญญาณจากแม่ไปยังลูกและจากลูกกลับมาหาแม่ในรูปแบบที่ละเอียดอ่อนมากกว่าที่เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถวัดได้ครบถ้วน
ในมดลูกเทียม สัญญาณเหล่านั้นหายไปหรือถูกทดแทนด้วยสัญญาณที่เทียมกว่า ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาในแบบที่ละเอียดและวัดยากมาก
Ninmah ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจระบบนี้ดีกว่าใคร น่าจะรู้ถึงขีดจำกัดของ Bio-Vats และเลือกที่จะไม่ยอมรับขีดจำกัดนั้นสำหรับ Adamu
มีอีกมิติหนึ่งของสภาพแวดล้อมในมดลูกที่ Bio-Vat ไม่สามารถทดแทนได้ และนักวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มทำความเข้าใจมันจริงๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
HeartMath Institute ในแคลิฟอร์เนียได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กที่หัวใจมนุษย์สร้างขึ้น และพบว่าสนามนั้นแรงกว่าสนามแม่เหล็กของสมองถึง 60 เท่า และสามารถวัดได้ในระยะห่างจากร่างกายหลายสิบเซนติเมตร
งานวิจัยของ Rollin McCraty จาก HeartMath Institute ที่ตีพิมพ์ใน Biological Psychology (2004) แสดงให้เห็นว่าสนามแม่เหล็กของหัวใจนั้นส่งข้อมูลทางสรีรวิทยาไปยังสมองและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย รวมถึงอาจส่งผลต่อสรีรวิทยาของคนที่อยู่ใกล้ชิดด้วย
ทารกในครรภ์ที่อยู่ห่างจากหัวใจแม่เพียงไม่กี่เซนติเมตรนั้น ได้รับอิทธิพลจากสนามแม่เหล็กของหัวใจแม่ตลอดเวลา และสนามนั้นบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะทางอารมณ์และสรีรวิทยาของแม่ในทุกขณะ
ถ้าแม่มีสภาวะที่สงบ มั่นคง และเต็มไปด้วยความตั้งใจ สนามนั้นจะส่งสัญญาณที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแม่ที่อยู่ในสภาวะเครียดหรือกลัว
และ Ninmah ที่เลือกอุ้มท้อง Adamu ด้วยความตั้งใจเต็มร้อย คือแม่ที่สนามแม่เหล็กหัวใจของเธอส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดที่เป็นไปได้
ส่วนที่สี่: สายเลือดผู้ให้กำเนิด สิ่งที่ถ่ายทอดไม่ใช่แค่ยีน
Mitochondrial DNA และมรดกของมารดา
สิ่งที่ Ninmah ถ่ายทอดให้มนุษย์ผ่านการอุ้มท้องนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่ประสบการณ์ในช่วงการพัฒนา มันยังรวมถึง Mitochondrial DNA ที่จะถ่ายทอดต่อไปในทุกรุ่นตราบเท่าที่เผ่าพันธุ์ยังคงอยู่
ดังที่กล่าวถึงในจดหมายเหตุชุดที่ 22 ของมหากาพย์แห่งความเงียบ Mitochondrial DNA นั้นพิเศษในแง่ที่มันถ่ายทอดผ่านสายเลือดมารดาเท่านั้น และมันทำงานในฐานะระบบสื่อสารที่แยกออกจากระบบควบคุมหลักที่เอ็นลิลออกแบบ
แต่ในบริบทของบทที่ 2 นี้ มีมิติที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือ Mitochondrial DNA ที่ถ่ายทอดผ่าน Adamu ไปสู่มนุษย์ทุกคนในเวลาต่อมานั้น มาจากร่างกายของ Ninmah โดยตรง
ในทางพันธุศาสตร์วิวัฒนาการ มีแนวคิดที่เรียกว่า "Mitochondrial Eve" ซึ่งหมายถึงบรรพบุรุษร่วมของสายมารดาของมนุษย์ทุกคน
งานวิจัยของ Rebecca Cann, Mark Stoneking, และ Allan Wilson ที่ตีพิมพ์ใน Nature ในปี 1987 พิสูจน์ว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกสืบเชื้อสาย mtDNA จากบรรพบุรุษผู้หญิงคนเดียวที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาเมื่อประมาณ 150,000-200,000 ปีก่อน
นั่นคือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีการโต้แย้ง สิ่งที่บันทึกชุดนี้ตั้งคำถามคือ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร และ mtDNA ที่เธอถ่ายทอดมาสู่เราทุกคนนั้น มาจากไหน
มีสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตในตำนาน Ninmah ในทุกวัฒนธรรมที่บันทึกเธอไว้ นั่นคือร่างกายของเธอมักถูกบรรยายในบริบทของการให้กำเนิดและการฟูมฟัก ไม่ใช่ในบริบทของอำนาจหรือการทำลาย
ในตำนานสุเมเรียน Ninhursag มักปรากฏในฉากที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการให้นมกษัตริย์ เพื่อถ่ายทอดพลังอำนาจ หรือการเยียวยาบาดแผลของ Enki ในสวนสวรรค์ Dilmun
ฉากเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือรูปแบบที่ซ้ำกันในวัฒนธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งบอกว่า Ninmah ถูกจดจำในฐานะผู้ที่ร่างกายของเธอเองคือเครื่องมือหลักของงานที่เธอทำ
ในทางมานุษยวิทยา นักวิชาการอย่าง Marija Gimbutas จาก UCLA ในงานของเธอเรื่อง "The Language of the Goddess" (1989) โต้แย้งว่าในวัฒนธรรมยุคหินใหม่ทั่วยุโรปและตะวันออกกลาง มีรูปเทพธิดาที่เน้นย้ำอวัยวะสืบพันธุ์และการให้กำเนิดอย่างชัดเจน ซึ่ง Gimbutas ตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของหลักการแห่งการสร้างสรรค์ที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด
ถ้าตีความผ่านกรอบของมหากาพย์แห่งความเงียบ รูปเทพธิดาเหล่านั้นคือความทรงจำที่ยังหลงเหลืออยู่ของมนุษย์เกี่ยวกับผู้ที่ร่างกายของเธอคือจุดเริ่มต้นของพวกเขา
ส่วนที่ห้า: ราคาของการเป็นภาชนะที่มีชีวิต
แต่บทวิเคราะห์บทที่ 2 จะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่พูดถึงมิติที่โปรไฟล์ไม่ได้เน้นมากนัก นั่นคือสิ่งที่ Ninmah สูญเสียจากการตัดสินใจนี้
การตั้งครรภ์ในทางชีววิทยาคือสภาวะที่ร่างกายของแม่อยู่ในสภาวะ Immunological Tolerance ที่ผิดปกติ ระบบภูมิคุ้มกันของแม่ถูก "สั่ง" ให้ยับยั้งการโจมตีสิ่งแปลกปลอมที่เป็น DNA ของพ่อซึ่งฝังอยู่ในตัวอ่อนครึ่งหนึ่ง กระบวนการนี้ทำให้แม่เปราะบางต่อโรคติดเชื้อมากขึ้นในช่วงนั้น
และในกรณีของ Ninmah ที่ตัวอ่อนไม่ได้เป็นแค่ลูกของเธอในความหมายปกติ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่ ความท้าทายทางภูมิคุ้มกันน่าจะซับซ้อนยิ่งกว่าการตั้งครรภ์ปกติอย่างมาก
นอกจากนั้น Fetal Microchimerism ที่กล่าวถึงก่อนหน้า ซึ่งทำให้เซลล์ของทารกฝังตัวอยู่ในร่างกายของแม่ตลอดชีวิตนั้น มีสองด้าน
ด้านหนึ่งคืองานวิจัยแสดงว่าเซลล์เหล่านั้นอาจมีบทบาทในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายในร่างกายของแม่ในภายหลัง
แต่อีกด้านหนึ่งคืองานวิจัยบางชิ้นเชื่อมโยงเซลล์เหล่านั้นกับโรคภูมิต้านตนเองบางชนิดที่พบในผู้หญิงที่ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว
Ninmah ที่อุ้มท้องสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยมีมาก่อนในจักรวาล น่าจะรู้ดีว่ามันมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถคำนวณได้ล่วงหน้า และเธอยังคงเลือกทำมัน
นั่นคือสิ่งที่ทำให้การตัดสินใจนี้ต่างจากทุกการกระทำของ Enlil และ Enki อย่างสิ้นเชิง ทั้งสองพี่ชายของเธอออกแบบสิ่งต่างๆ โดยมีระยะห่างจากผลที่ตามมา แต่ Ninmah วางร่างกายของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ และยอมรับผลที่ตามมาทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข
บทสรุป: เมื่อวิทยาศาสตร์และความรักเป็นสิ่งเดียวกัน
ในบทที่ 1 เราเห็นว่า Ninmah เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว ในบทที่ 2 เราเห็นว่าเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยอมเอาตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการทดลอง
ความแตกต่างนั้นสำคัญมาก เพราะมันบอกว่า Ninmah ไม่ได้แยกวิทยาศาสตร์ออกจากความรับผิดชอบส่วนตัว เธอไม่ได้ออกแบบมนุษย์แล้วส่งมอบให้ Bio-Vat ดูแลต่อ เธอเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนั้นด้วยตัวเธอเอง
และสิ่งที่เธอถ่ายทอดผ่านกระบวนการนั้น ผ่านฮอร์โมน ผ่านสนามแม่เหล็กหัวใจ ผ่าน Fetal Microchimerism และผ่าน Mitochondrial DNA ไม่ใช่แค่รหัสชีวภาพ แต่เป็นประสบการณ์แรกของมนุษย์ว่าการมีอยู่ในโลกนั้นรู้สึกอย่างไร
มันรู้สึกอบอุ่น มั่นคง และมีใครบางคนที่ห่วงใย และ Ninmah ทำให้มั่นใจว่ามนุษย์ทุกคนจะเริ่มต้นด้วยประสบการณ์นั้น
.
.
โฆษณา