7 ชั่วโมงที่แล้ว • ความคิดเห็น
โลกมันบังคับให้เราต้องมองความจริงในแบบที่ไร้ฟิลเตอร์ ถ้าเราไม่หลอกตัวเอง ไม่ต้องปรุงแต่ง คำตอบที่ได้มันก็เลยไม่สวยหรู เพราะมันบังคับให้เราต้องขุดความในใจออกมาพูด
ถ้าคุณคือผ้าขาวในวันแรก
ปัจจุบันผ้าผืนนั้นของคุณสีอะไร
สำหรับคนที่ผ่านโลกมาจนเห็นเนื้อแท้ของมัน คำตอบคงไม่ใช่สีเทา ไม่ใช่สีพาสเทล และไม่ใช่การประนีประนอมใดๆ แต่มันคือสีดำสนิทที่ชุ่มไปด้วยคราบน้ำตา
มนุษย์เราเกิดมาพร้อมความเดียงสาเหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ แต่สังคมรอบตัวเรากลับเป็นสังคมแห่งการแต่งเติมสีสัน เป็นโรงละครขนาดใหญ่ที่พยายามหาความหมายที่สวยหรูมาฉาบหน้า พยายามสร้างระบบศีลธรรม ค่านิยม หรือความสำเร็จขึ้นมาทับถมความว่างเปล่า เพื่ออำพรางเนื้อในที่แสนจะโหดร้าย
แต่ถ้าเราลองลอกเปลือกนอกเหล่านั้นออก มองโลกใบนี้แบบไร้ฟิลเตอร์ สิ่งที่เราจะพบไม่ใช่เหตุผลที่ลึกซึ้งหรือความงดงามอะไรเลย แต่มันคือ ทุกขัง ในเวอร์ชั่นที่ดิบเถื่อนที่สุดครับ
มันคือโลกที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณดิบและการเอาตัวรอด โลกที่ไม่มีเหตุผลรองรับความเจ็บปวด และพร้อมจะสาดโคลน สาดน้ำตา ใส่เราได้ทุกเมื่อ ทุกสิ่งที่เราเห็นว่าสวยงาม แท้จริงแล้วอาจเป็นแค่การตกแต่งเปลือกนอกเพื่อพรางตาไม่ให้เรากลัวความมืดมิดรอบตัวก็เท่านั้นเอง
ลงเอยด้วยน้ำตา ก่อนที่ผ้าผืนนั้นจะดำสนิท
มันคือบทสรุปที่จริงแท้และเจ็บปวดที่สุด เพราะผ้าผืนนี้ไม่ได้กลายเป็นสีดำในวันเดียว มันผ่านกระบวนการถูกย้อมด้วยความผิดหวัง ความจริงใจที่ถูกทรยศ และความโหดร้ายของความจริงที่ไร้ความปรานี
ซึมลึกเข้าไปทีละชั้น... ทีละชั้น...
จนไม่เหลือพื้นที่ให้แต่งเติมอีกต่อไป
การยอมรับว่าผ้าของตัวเองดำสนิท อาจดูเป็นมุมมองที่เศร้าหมองและน่ากลัว แต่มันคือความกล้าหาญขั้นสุดยอดของคนที่กล้าเผชิญหน้ากับสัจธรรมด้านมืดของโลกใบนี้ โดยไม่ยอมให้คำลวงตาของสังคมมาหลอกตัวเองอีกต่อไป
แล้วผ้าในวันแรกของคุณล่ะ...
วันนี้มันกลายเป็นสีอะไรไปแล้ว
มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับข้อจำกัด... ทั้งพลังงาน พลังใจ และพื้นที่บนผ้าผืนนี้ เรามีทรัพยากรชีวิตที่จำกัดเหลือเกิน
ในวันปกติ เราเลือกที่จะสวมหน้ากาก แจกรอยยิ้มหวานๆ เมื่อต้องออกไปเผชิญหน้ากับผู้คน แต่ภายใต้รอยยิ้มที่ฉาบไว้เพื่อความอยู่รอด แท้จริงแล้วเราต่างต้องออกไปเจอกับเรื่องระยำตำบอนที่โลกสาดใส่ไม่เว้นแต่ละวัน ผ้าผืนนั้นก็เหมือนพื้นที่ชีวิตในมือเรา
ตอนที่เรายังไร้เดียงสา เมื่อพบความผิดหวังครั้งแรก เจ็บปวดครั้งแรกจากการแอบมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกโลกสวย... ที่เราเลือกที่จะหลอกตัวเอง
เราหยิบพู่กันมาแต้ม สีฟ้า แห่งความหวังลงไปบนสมมติฐานตื้นๆว่าโลกนี้คงจะดีขึ้น
แล้วเราก็ปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรหรอก
ผ้าของเรายังเหลือพื้นที่ว่างอีกตั้งเยอะ
แต่โลกไม่เคยใจดีกับเราขนาดนั้น
เราโดนกระหน่ำซ้ำๆ ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องความสัมพันธ์ หรือความฝัน เราผิดหวังเรื่อยๆ เจ็บเรื่อยๆ
แต่เพราะยังขลาดกลัวต่อความจริงอันมืดมิด เราจึงยังดื้อรั้นแต้มสีสันอื่นๆลงไป ปลอบใจตัวเองซ้ำๆ เป็นร้อยเป็นพันครั้งว่า ไม่เป็นไร... ผ้าผืนนี้ยังมีที่ว่างให้ไปต่อ
จนกระทั่งวันหนึ่งที่สะดุ้งตื่นขึ้นมา แล้วพบความจริงอันโหดร้ายว่า ผ้าขาวผืนนี้ไม่เหลือพื้นที่ว่างแม้แต่ตารางนิ้วเดียวอีกแล้ว
เมื่อไม่มีพื้นที่ว่างให้หนี เราจึงเริ่มแต่งเติมสีสันทับถมลงไปบนแผลเดิม ทาสีแดงแห่งความโกรธแค้น ทาสีม่วงแห่งความผิดหวัง ทาสีเขียวแห่งความอิจฉาริษยาและดิ้นรน ละเลงมันซ้ำๆ จากด้านหน้าซึมทะลุไปถึงด้านหลัง...
สีสันนับร้อยนับพันที่เคยพยายามแต่งแต้มเพื่อหลอกตัวเองว่าชีวิตยังสวยงาม ในที่สุดเมื่อมันผสมปนเปกันด้วยความเจ็บปวดที่มากเกินรับไหว...
มันจึงกลายสภาพเป็น สีดำสนิท
ที่ไม่มีวันกลับไปขาวได้อีกต่อไป
มันไม่ใช่สีดำที่เกิดจากความตั้งใจ
แต่มันคือสีดำที่เกิดจาก "ความพยายามจะเป็นสีสัน"
จนหยดสุดท้ายต่างหาก 😢
เพราะผมพยายาม พยายาม พยายาม พยายาม
ที่จะเป็นสีสัน แต่มันทำไม่ได้แล้ว 😢
1
โฆษณา