วันนี้ เวลา 00:10 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🚀 SpaceX ร่วง 3 วันรวด มูลค่าหาย 6 แสนล้านดอลลาร์ ขายหุ้นกู้ก้อนแรกทำตลาดแตก!

สวัสดีค่ะทุกคน คืนที่ผ่านมาเป็นคืนที่ตลาดหุ้นสหรัฐ “เกือบ” จะทำสถิติสูงสุดใหม่อยู่แล้ว แต่สุดท้ายกลับร่วงลงมา เพราะมีแรงกดดันก้อนใหญ่จากหุ้นเทคโนโลยีบางตัวที่ร่วงหนัก โดยเฉพาะดาวเด่นอย่าง SpaceX ที่กลายเป็นตัวฉุดตลาดทั้งกระดาน สวนทางกับข่าวดีเรื่องการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่มีความคืบหน้า
เรื่องราวคืนนี้มันมีหลายชั้นมากค่ะ ทั้งดราม่าหุ้นเทค การกู้เงินมหาศาลของบริษัท AI การเมืองตะวันออกกลาง ไปจนถึงข่าวที่เกี่ยวข้องกับ Anthropic โดยตรง นิคกี้จะค่อยๆ คลายปมให้ฟังทีละเรื่องนะคะ
🔻 ตลาดถอยจากจุดสูงสุด เมื่อหุ้นเทคยักษ์ใหญ่กลายเป็นตัวถ่วง
ภาพรวมคืนวันจันทร์คือเทรดเดอร์บน Wall Street พากันเทขายหุ้นลงมาจากระดับที่เกือบจะเป็น All-Time High โดยดัชนี Nasdaq Composite ปิดลบไป 1.3% ซึ่งถือว่าหนักพอสมควรค่ะ
ตัวที่นำตลาดร่วงคือกลุ่มหุ้นยักษ์ใหญ่ (megacap) โดยเฉพาะ Alphabet หรือบริษัทแม่ของ Google ที่ออกอาการลบนำเพื่อน บวกกับ SpaceX ที่ดิ่งลงถึง 16% ในวันเดียว ส่งให้ราคาหุ้นลงไปอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันแรกที่เข้าซื้อขายในตลาดเลยทีเดียว
ที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นสหรัฐเพิ่งจะวิ่งขึ้นมาอย่างร้อนแรงเกือบ 20% จากจุดต่ำสุดในช่วงที่ตลาดยังกังวลเรื่องสงคราม โดยมีแรงหนุนสามขาด้วยกัน ขาแรกคือความคาดหวังว่าจะมีข้อตกลงสันติภาพถาวรในตะวันออกกลาง ขาที่สองคือการกลับมาของกระแสการลงทุนในธีม AI และขาที่สามคือผลประกอบการบริษัทที่ออกมาแข็งแกร่ง
พอตลาดวิ่งขึ้นมาเยอะขนาดนี้ การที่หุ้นใหญ่บางตัวสะดุด มันเลยกระเทือนความเชื่อมั่นได้ง่ายมากค่ะ
คุณ Ulrike Hoffmann-Burchardi จาก UBS Chief Investment Office ให้มุมมองที่นิคกี้คิดว่าตรงประเด็นมากๆ ค่ะ เธอบอกว่าในระยะสั้นนี้ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) จะยังเป็นต้นตอของความผันผวนต่อไป แต่สิ่งที่ต้องจับตาไม่แพ้กันคือ “ความเชื่อมั่นของนักลงทุน” ว่าการฟื้นตัวของกลุ่ม AI มันจะยั่งยืนแค่ไหน เพราะถ้าความเชื่อมั่นตรงนี้เริ่มสั่นคลอน ตลาดก็พร้อมจะแกว่งแรงได้ตลอดเวลา และคืนวันจันทร์นี่แหละค่ะ ที่เป็นตัวอย่างชัด ๆ ว่าความเชื่อมั่นมันเปราะบางขนาดไหน
🚀 ดราม่า SpaceX ร่วง 3 วันรวด ละลายมูลค่าไปกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์
มาเจาะลึกที่ตัวเอกของคืนนี้กันค่ะ SpaceX ร่วงลงเป็นวันที่สามติดต่อกัน โดยวันจันทร์ราคาลบ 16% ปิดที่ 154.60 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันแรกที่หุ้นเข้าเทรด เมื่อรวมการร่วงทั้งสามวันเข้าด้วยกัน หุ้นตัวนี้ติดลบไปแล้วถึง 23% และละลายมูลค่าตลาด (market value) หายไปมากกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาแค่สามวัน
ฟังดูเป็นตัวเลขที่น่าตกใจใช่ไหมคะ แต่นิคกี้อยากให้มองอีกมุมด้วยนะคะว่า ถึงจะร่วงขนาดนี้ มูลค่าตลาดของบริษัทก็ยังอยู่เหนือระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ และยังเป็นบริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกอยู่เลยค่ะ
ต้นตอของการร่วงรอบนี้มาจากการที่บริษัทประกาศว่าจะขายหุ้นกู้ (bond) ระดับ investment-grade เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกู้เงินก้อนมหาศาลเพื่อนำไปต่อยอดความทะเยอทะยานด้าน AI ของบริษัท
คุณ Michael O’Rourke หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดจาก JonesTrading พูดประโยคที่นิคกี้ว่าแสบแต่จริงค่ะ เขาบอกว่าตอนนี้ฝั่งคนขายกลับมาคุมเกมแล้ว เพราะใครก็ตามในโลกที่อยากจะซื้อหุ้นตัวนี้ ก็ซื้อกันไปจนหมดแล้ว พอไม่มีแรงซื้อใหม่เข้ามา ราคาก็เลยไหลลงได้ง่าย
ทีนี้ต้องเล่าย้อนภาพให้เห็นว่า SpaceX เป็นหุ้น IPO ที่ฮอตมากค่ะ บริษัทระดมทุนผ่าน IPO ไปได้สูงเป็นสถิติถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ และวันแรกที่เทรดมีหุ้นหมุนเวียนในตลาด (float) แค่ 4.2% ของหุ้นทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งภาวะ float ต่ำแบบนี้บวกกับความสนใจล้นหลามจากนักลงทุนรายย่อย มันคือสูตรสำเร็จของความผันผวนสุดขั้วแบบที่เรามักเห็นในหุ้น IPO น้องใหม่ และถึงราคาจะร่วงหนักในวันจันทร์ หุ้นก็ยังสูงกว่าราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์อยู่ประมาณ 15% ค่ะ
🛰️ รายย่อยยังแห่ซื้อ แต่โบรกฯ เริ่มเตือนว่ามูลค่าตึงเกินไป
นิคกี้อยากชี้ให้ดูพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยตรงนี้เป็นพิเศษค่ะ เพราะข้อมูลจาก Vanda Research บอกว่าการเทรด SpaceX ของรายย่อยถือว่าแรงที่สุดในบรรดา IPO ทั้งหมดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยใน 5 วันแรกรายย่อยซื้อสุทธิไปถึง 405 ล้านดอลลาร์ และที่ว้าวกว่านั้นคือ เฉพาะสัปดาห์ที่แล้ว รายย่อยซื้อ SpaceX มากกว่าการซื้อหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ทั้งหมดรวมกันเสียอีก
พอมาถึงวันจันทร์ รายย่อยก็ยังเป็นผู้ซื้อสุทธิอยู่นะคะ เพียงแต่เม็ดเงินที่ไหลเข้ามันน้อยลงกว่าสัปดาห์ก่อน นี่อาจเป็นสัญญาณว่าแรงซื้อฝั่งรายย่อยเริ่มแผ่วลงแล้วก็ได้
ในฝั่งของนักวิเคราะห์มืออาชีพ KeyBanc Capital Markets เป็นเจ้าแรกที่เริ่มต้นบทวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำระดับ “sector weight” ซึ่งเทียบเท่ากับการแนะนำ “ถือ” และถือเป็นเรตติ้งแนวระมัดระวังตัวแรกของหุ้นนี้ตามข้อมูลที่ Bloomberg ติดตามค่ะ
ทีมนักวิเคราะห์ที่นำโดยคุณ Michael Leshock เขียนไว้ว่า SpaceX จะยังคงเป็นผู้นำในธุรกิจการปล่อยจรวดสู่อวกาศและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง แต่มูลค่าระยะยาวส่วนใหญ่ของบริษัทได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นปัจจุบันไปเกือบหมดแล้ว เขาสรุปว่าบริษัทยังมีช่องทางเติบโตแบบ disruptive อีกเยอะ แต่เมื่อทุกอย่างถูกตีมูลค่าเข้าไปในราคาหมดแล้ว ความเสี่ยงกับผลตอบแทน (risk/reward) มันเลยดูสมดุลกัน ไม่ได้น่าเข้าซื้อเหมือนเดิม ภาษาบ้านๆ คือ ของดีจริง แต่ราคาแพงไปแล้วนั่นแหละค่ะ
ส่วนเหตุผลที่ทุกคนจับตา SpaceX กันตาไม่กะพริบ ก็เพราะการที่บริษัทเข้าสู่โลก AI เต็มตัวด้วยการเข้าซื้อกิจการ xAI ของคุณ Elon Musk เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนใช้หุ้นตัวนี้เป็นตัวชี้วัดบรรยากาศ ก่อนที่บริษัท AI คู่แข่งอย่าง Anthropic และ OpenAI จะเข้าตลาดบ้าง โดยทั้งสองบริษัทนี้มีแผนจะ IPO เร็วที่สุดภายในปีนี้ ด้วยมูลค่าที่คาดว่าจะอยู่ราว ๆ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อราย ฟังดูเป็นตัวเลขที่มหาศาลมากนะคะ
💰 คลื่นการกู้เงินของบริษัท AI กับคำถามเรื่อง “การลงทุนแบบหมุนวน”
เรื่องการขายบอนด์ของ SpaceX ที่ตั้งเป้าระดมทุนอย่างน้อย 20,000 ล้านดอลลาร์ จริงๆ แล้วมันเป็นแค่ดีลล่าสุดในคลื่นลูกใหญ่ของการก่อหนี้ในกลุ่มบริษัทที่ขับเคลื่อนกระแส AI ค่ะ
ลองนึกภาพดูนะคะว่า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา บริษัทอย่าง Alphabet, Amazon และเจ้าอื่น ๆ ได้ระดมทุนผ่านการก่อหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ไปแล้วรวมกันมากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านตลาดสินเชื่อหลายช่องทาง นี่คือเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้าสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยตรง
แต่ในความคึกคักนี้ก็มีเสียงเตือนที่นิคกี้คิดว่าทุกคนควรฟังไว้ค่ะ คุณ Matt Maley จาก Miller Tabak ชี้ประเด็นที่โดดเด่นที่สุดสองเรื่อง
เรื่องแรกคือแนวคิดที่ว่า บรรดา hyperscaler หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ลงทุนในศูนย์ข้อมูล AI ยังคงได้ผลตอบแทนจากการลงทุน (return on investment) ที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับเม็ดเงินมหาศาลระดับมโหฬารที่ทุ่มลงไปกับ AI
และเรื่องที่สองที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือสิ่งที่เรียกว่า “การลงทุนแบบหมุนวน” (circular investments) ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่บริษัทต่างๆ เข้าไปลงทุนในกันและกัน พร้อมๆ กับให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าและบริการของกันและกันด้วย พูดง่ายๆ คือเงินมันวนอยู่ในวงในกันเอง ซึ่งถ้ารายได้ที่แท้จริงจากภายนอกไม่โตตามมา มันก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องระวังค่ะ
แน่นอนว่าทุกเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในฝั่งที่มองบวก คุณ Tiffany Wade จาก Columbia Threadneedle Investments ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television ว่าหุ้นกลุ่มเทคจะยังเดินหน้าทำกำไรต่อไปได้อีกอย่างน้อยสองสามไตรมาส เพราะการใช้จ่ายในโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังจะเร่งตัวขึ้นเหนือกว่าระดับที่เราเห็นในสองปีที่ผ่านมาเสียอีก
ส่วนทาง Bloomberg ก็มีมุมมองจากนักกลยุทธ์อย่างคุณ Kristine Aquino ที่เตือนว่า แม้หุ้นกลุ่มชิปจะสร้างเกราะป้องกันตัวเองมาได้ดีจากกำไรที่แข็งแกร่งในปีก่อนๆ แต่แนวคิดเรื่องต้นทุนการกู้ยืมที่จะสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ ก็มีแนวโน้มจะทำให้นักลงทุนลังเลที่จะแห่เข้าซื้อเพื่อหวังการพุ่งแรงแบบเดิมๆ ค่ะ
เห็นไหมคะว่าเรื่องต้นทุนการเงินมันโยงกลับมาที่เรื่องบอนด์ยีลด์เสมอ
🛢️ สหรัฐปลดล็อกให้อิหร่านขายน้ำมัน 60 วัน ดึงน้ำมันลง
ทีนี้มาดูฝั่งข่าวดีที่ช่วยพยุงตลาดไว้บ้างค่ะ นั่นคือความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน โดยสหรัฐได้ออกใบอนุญาตระยะเวลา 60 วัน เปิดทางให้อิหร่านกลับมาขายน้ำมันในตลาดโลกได้อีกครั้ง ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นชีวิตทางเศรษฐกิจ (lifeline) ให้กับกรุงเตหะราน ในขณะที่สองชาติคู่ขัดแย้งยังเดินหน้าเจรจาเพื่อหาข้อตกลงสันติภาพถาวรกันต่อไป
ผลก็คือราคาน้ำมันปรับตัวลง เพราะตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าน้ำมันจากอิหร่านที่อาจไหลทะลักเข้ามา จะทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด (glut) ในระยะใกล้ โดยน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลกซื้อขายอยู่ใกล้ระดับ 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์ และจริงๆ แล้วอิหร่านได้เร่งการส่งออกน้ำมันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากที่สหรัฐยอมยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลที่เคยบีบเศรษฐกิจของอิหร่านอยู่
รองประธานาธิบดี JD Vance ที่เข้าร่วมการเจรจาในสวิตเซอร์แลนด์ บรรยายการเจรจารอบแรกว่า “ดีมากๆ” และบอกว่าอิหร่านตกลงที่จะให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์กลับเข้าประเทศได้ ซึ่งคำกล่าวนี้มีประธานาธิบดี Donald Trump ออกมายืนยันสนับสนุนด้วย แต่ที่นิคกี้อยากให้ระวังคือ ฝ่ายเจ้าหน้าที่อิหร่านแม้จะบอกว่ามีความคืบหน้าเหมือนกัน แต่กลับโต้แย้งคำกล่าวของ Vance ตรงๆ ว่าเป็นเรื่อง “เท็จและไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง”
ความขัดแย้งในคำพูดตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่ายังมีกำแพงอีกหลายชั้นรออยู่ข้างหน้าค่ะ เพราะข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ยังทิ้งประเด็นสำคัญหลายเรื่องไว้โดยไม่ได้ข้อสรุป
🇮🇷 ปมที่ยังคาราคาซัง ทั้งช่องแคบฮอร์มุซและเลบานอน
สิ่งที่แขวนอยู่เหนือการเจรจาที่เปราะบางนี้คือสองเรื่องใหญ่ค่ะ เรื่องแรกคือสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก และเรื่องที่สองคือการปะทะที่ยังดำเนินอยู่ในเลบานอน ที่อิสราเอลกำลังเปิดปฏิบัติการต่อกลุ่มติดอาวุธ Hezbollah ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน ทางอิหร่านเองก็ส่งสัญญาณชัดว่าจะไม่ยอมลดราวาศอกเรื่องการใช้อำนาจต่อรองเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ตราบใดที่อิสราเอลยังสู้รบในเลบานอนต่อไป
อิหร่านชื่นชมการได้รับใบอนุญาตให้ขายพลังงานหลังจากถูกคว่ำบาตรมาหลายปี รวมถึงคำสัญญาเรื่องกองทุนเพื่อการบูรณะและพัฒนาประเทศ เมื่อผู้สื่อข่าวถามประธานาธิบดี Trump เรื่องการยกเว้นการคว่ำบาตรให้อิหร่านขายน้ำมัน เขากลับเหมือนจะเอาประเด็นนี้ไปปนกับเรื่องการปลดล็อกเงินทุนของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ
และเมื่อถูกถามต่อว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าอิหร่านจะไม่นำกำไรจากน้ำมันไปสร้างกองทัพ Trump ก็ตอบเพียงว่า “พวกเขาไม่ควรทำแบบนั้น” และเสริมว่าเงินควรถูกใช้ไปกับการซื้ออาหารให้ประชาชน เพราะตอนนี้ประชาชนอิหร่านกำลังหิวโหยมาก
ในด้านกลไกการเจรจา ประเทศคนกลางอย่างปากีสถานและกาตาร์เปิดเผยว่า อิหร่านและสหรัฐตกลงจัดตั้ง “คณะกรรมการระดับสูง” ขึ้นมากำกับดูแลการเจรจา พร้อมตั้งคณะทำงานดูแลเรื่องนิวเคลียร์และการคว่ำบาตร นอกจากนี้ยังมีการตั้ง “หน่วยลดความขัดแย้ง” (de-confliction cell) เพื่อช่วยให้ปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนยุติลง
และที่สำคัญคือทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งสายการสื่อสารเพื่อ “หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่คาดฝัน” ที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Abbas Araghchi ก็บอกว่าผู้ไกล่เกลี่ยช่วยคลายความตึงเครียดเรื่องเลบานอนลงได้บ้างแล้ว และอิหร่านเริ่มเห็นผลประโยชน์ทางการเงินจากข้อตกลงสัปดาห์ก่อน
นิคกี้อยากเสริมว่าแรงกดดันทางการเมืองในประเทศก็มีส่วนสำคัญค่ะ เพราะ Trump เองกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ยุติสงคราม เนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงได้เร่งเงินเฟ้อทั่วโลก และฉุดความนิยมของพรรค Republican ก่อนการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ในขณะที่ฝ่ายที่มีจุดยืนแข็งกร้าวต่ออิสราเอลและอิหร่านก็วิจารณ์ว่า MOU ฉบับนี้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินมากเกินไป โดยที่ไม่ได้ไปจำกัดโครงการขีปนาวุธหรือการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธของอิหร่านเลย เห็นไหมคะว่าเรื่องนี้มันละเอียดอ่อนและมีหลายฝ่ายที่ไม่พอใจ
🗞️ ข่าวรายตัวที่ห้ามพลาด โดยเฉพาะข่าวที่โยงถึง Anthropic
ส่วนนี้นิคกี้ตื่นเต้นเป็นพิเศษค่ะ เพราะมีหลายข่าวที่โยงเข้ากับโลก AI โดยตรง เริ่มจาก Alphabet ที่ราคาดิ่งลง เพราะมีข่าวว่าคุณ John Jumper ซึ่งเป็นรองประธานของ Google DeepMind และเป็นผู้ที่คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 2024 จากผลงานด้าน AI กำลังจะลาออกจากบริษัทเพื่อไปร่วมงานกับ Anthropic การที่บุคลากรระดับรางวัลโนเบลย้ายค่ายแบบนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ในวงการเลยนะคะ
ต่อมาคือ Micron Technology ที่ราคาปรับขึ้น หลังประกาศข้อตกลงเชิงกลยุทธ์กับ Anthropic เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI รุ่นใหม่ นี่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าดีมานด์ฝั่งหน่วยความจำ (memory) ยังเกาะไปกับการลงทุน AI อย่างเหนียวแน่น ซึ่งเป็นธีมที่นิคกี้ติดตามมาตลอด
ส่วนทางฝั่ง OpenAI ก็มีดีลของตัวเองค่ะ โดย Getty Images พุ่งขึ้นแรง หลังบริษัทภาพถ่ายสต็อกรายนี้ประกาศข้อตกลงให้สิทธิ์การใช้งานภาพ (licensing deal) กับ OpenAI
ยังมีอีกดีลที่น่าสนใจเรื่องพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูลค่ะ Chevron ได้ลงนามในข้อตกลงระยะยาว 20 ปีกับ Microsoft เพื่อจัดหาพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ ป้อนให้กับศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ที่จะสร้างขึ้นในเวสต์เท็กซัส ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐเลยทีเดียว
และอย่าลืม SpaceX ที่นอกจากเรื่องบอนด์แล้ว ยังได้เซ็นข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อจัดหาทรัพยากรด้านการประมวลผล (computing) ให้กับสตาร์ทอัพ AI ชื่อ Reflection AI ซึ่งสะท้อนความพยายามของบริษัทที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI อีกรายค่ะ
ปิดท้ายข่าวรายตัวด้วยเรื่องการเมืองอังกฤษเล็กน้อยนะคะ คุณ Andy Burnham นักการเมืองชื่อดังจากแมนเชสเตอร์ ดูเหมือนจะได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของอังกฤษในรอบทศวรรษ หลังจากที่คุณ Keir Starmer วางไทม์ไลน์การลาออกของตัวเอง และคู่แข่งที่อาจมีต่างก็สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างรวดเร็ว ที่น่าสนใจคือตลาดแทบไม่ตอบสนองต่อข่าวการลาออกนี้ แต่กลับได้แรงหนุนเล็กน้อยจากการที่โอกาสการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำที่อาจยืดเยื้อความไม่แน่นอนได้ลดลงค่ะ
💲 สรุปความเคลื่อนไหวตลาด จากหุ้น บอนด์ ค่าเงิน ไปจนถึงทองคำ
ทีนี้เรามาดูตัวเลขปิดตลาดกันแบบครบทุกมุมนะคะ ในฝั่งหุ้น ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 0.4% ณ เวลา 16.00 น. ตามเวลานิวยอร์ก ส่วน Nasdaq 100 ลบเบากว่าที่ 0.2% สวนทางกับดัชนี Dow Jones Industrial Average ที่กลับบวกได้ 0.3% และในภาพระดับโลก ดัชนี MSCI World Index ปิดลบ 0.2%
จะเห็นว่าตลาดวันนี้ค่อนข้างปนเปกัน ตัวที่โดนหนักคือฝั่งเทคโนโลยีโดยเฉพาะ ในขณะที่หุ้นกลุ่มดั้งเดิมใน Dow ยังพอประคองตัวบวกได้
ขยับมาที่ฝั่งตราสารหนี้ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่กดดันบรรยากาศการลงทุนค่ะ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี (10-year Treasury yield) ขยับขึ้น 5 basis points มาอยู่ที่ 4.51% การที่ยีลด์เด้งขึ้นแบบนี้แหละค่ะ ที่ไปเพิ่มน้ำหนักให้ความกังวลเรื่องต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และกระทบกับหุ้นเติบโตเป็นพิเศษ
ส่วนทางยุโรปกลับสวนทาง โดยพันธบัตรเยอรมนีอายุ 10 ปีลดลง 3 basis points มาอยู่ที่ 2.95% และพันธบัตรอังกฤษอายุ 10 ปีลดลง 3 basis points เช่นกัน มาอยู่ที่ 4.81%
ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์ Bloomberg Dollar Spot Index แข็งค่าขึ้น 0.2% โดยเงินยูโรอ่อนค่าลง 0.4% มาอยู่ที่ 1.1426 ดอลลาร์ต่อยูโร ขณะที่เงินปอนด์อังกฤษแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย 0.1% มาอยู่ที่ 1.3249 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ส่วนเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง 0.2% มาอยู่ที่ 161.60 เยนต่อดอลลาร์
ฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลก็ยังพอมีสีสันค่ะ Bitcoin บวก 1.2% มาอยู่ที่ 64,564.87 ดอลลาร์ และ Ether บวก 1% มาอยู่ที่ 1,737.03 ดอลลาร์
สุดท้ายในฝั่งสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐปรับตัวลง 2.2% มาอยู่ที่ 74.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตอบรับข่าวอิหร่านที่จะกลับมาขายน้ำมันโดยตรง ส่วนทองคำ (spot gold) ปรับขึ้น 0.9% มาอยู่ที่ 4,192.94 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งการที่ทองคำยังบวกได้ในวันที่ตลาดหุ้นเทคร่วงและดอลลาร์แข็ง ก็สะท้อนว่ายังมีแรงต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) อยู่บ้างค่ะ
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
ถ้าให้นิคกี้สรุปคืนนี้เป็นภาพเดียว มันคือ สงครามชักเย่อระหว่างความหวังกับความกังวลค่ะ ฝั่งความหวังคือข่าวสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านที่ช่วยกดราคาน้ำมันลงมา ซึ่งเป็นข่าวดีต่อเงินเฟ้อโลกและตลาดโดยรวม แต่ฝั่งความกังวลที่หนักกว่าและชนะในวันนี้ คือเรื่องของหุ้นเทคยักษ์ใหญ่ที่เริ่มออกอาการ บวกกับยีลด์พันธบัตรที่ขยับขึ้น พอสองแรงนี้มาเจอกัน ตลาดที่เพิ่งวิ่งขึ้นมาเกือบ 20% ก็เลยเลือกที่จะถอยจากจุดสูงสุดเอาไว้ก่อน
ในภาพที่ใหญ่ขึ้น นิคกี้มองว่าประเด็นที่ต้องจับตาจริงๆ ไม่ใช่แค่ SpaceX ตัวเดียว แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างเรื่องการเงินของธีม AI ทั้งระบบ เพราะการที่บริษัทพากันก่อหนี้เกิน 300,000 ล้านดอลลาร์เพื่อ AI ในเวลาไม่กี่เดือน ในขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนยังต่ำ
และเริ่มมีคำถามเรื่องการลงทุนแบบหมุนวนที่เงินวนอยู่ในวงกันเอง มันคือสองด้านของเหรียญเดียวกันค่ะ ด้านหนึ่งคือการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยิ่งใหญ่ อีกด้านคือความเสี่ยงที่ราคาหุ้นอาจวิ่งนำพื้นฐานไปไกลเกินไป และพอต้นทุนการกู้ยืมเริ่มสูงขึ้นตามยีลด์ ความอดทนของตลาดต่อหุ้นที่ valuation ตึงๆ ก็จะลดลงเรื่อยๆ
สุดท้ายนี้ นิคกี้อยากฝากไว้ว่า ในจังหวะที่ตลาดวิ่งขึ้นแรงแล้วเริ่มแกว่ง อย่าเพิ่งตื่นเต้นหรือ FOMO ตามการขึ้นแรงของหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไปนะคะ โดยเฉพาะหุ้น IPO น้องใหม่ที่ float น้อยและผันผวนสูงแบบ SpaceX ที่ขึ้นเร็วก็ลงเร็วได้เหมือนกันค่ะ 💛
โฆษณา