วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

“ยิ่งซ่อน ยิ่งถูกเปิดเผย” สรุปหลักคิด 4 ข้อ ที่หน่วยงานรัฐทั่วโลก ใช้ตามสืบการฟอกเงิน

ในทุกปี หากเรามีโอกาสได้ลองสังเกตถึงข่าวดังที่สามารถแย่งพื้นที่สื่อ ให้คนไทยได้ติดตามอย่างใกล้ชิดกันอยู่เสมอ
ประเด็นร้อนเรื่องหนึ่งที่มีคนให้ความสนใจ ก็คือกลโกงทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็น บัญชีม้า, สแกมเมอร์, เงินเทา ไปจนถึงมหกรรมการฟอกเงินครั้งใหญ่
เรื่องราวเหล่านี้ มีมาให้เราเสพตามหน้าสื่อได้ทุกปี และถึงจะจับคนทำผิดได้บ้าง ก็จะมีเคสใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาอีก
จนเหมือนกับว่า ไม่มีวันที่เราจะปราบปรามเรื่องแบบนี้ได้หมดสิ้น..
แน่นอนว่า การสืบสวนและนำคนทำผิดมาลงโทษ ต้องใช้ความพยายามอย่างสูง และเป็นเรื่องที่ทำได้ยากไม่ใช่น้อย
แต่หน่วยงานทั่วโลกเอง ก็เข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี และได้พยายามพัฒนาระบบตรวจสอบ เพื่อไล่ตามคนทำผิดให้ทัน ไม่ยอมปล่อยให้หลุดรอดไปเป็นอันขาด
หากสงสัยว่า แล้วระบบที่ว่า มีกลไกสำคัญในการติดตามกลโกงทางการเงินที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ขอปูพื้นฐานแบบนี้ก่อนว่า เรื่องของกลโกงทางการเงิน ที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ตามบนโลกใบนี้ จะมีหลักการพื้นฐาน อยู่แค่ 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย
- การนำเงินผิดกฎหมาย เข้ามาสู่ระบบ
- การสร้างชั้นธุรกรรมของเงิน ให้ดูซับซ้อน จนตามรอยยาก
- และการนำเงินนั้น มาฟอกให้สะอาด เพื่อนำกลับมาใช้ได้ตามปกติ
ซึ่งสำหรับเครื่องมือที่หน่วยงานรัฐทั่วโลก ออกแบบมาใช้ตรวจจับการทำธุรกรรมไม่โปร่งใส เมื่อสรุปออกมาแล้ว จะเหลือแก่นหลักอยู่แค่ 4 ข้อเท่านั้น ดังต่อไปนี้
1. เพดานของเงิน ประตูด่านแรก ที่ทุกธุรกรรมต้องผ่าน
ในแต่ละวัน มีธุรกรรมทางการเงินทั้งระบบ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันอย่างมากมายมหาศาล แถมยังมีการโยงใยกันไปมามากมายกลายเป็นเส้นทางสุดซับซ้อน
ทำให้การจะไปสุ่มตรวจ หรือเลือกตรวจสอบใคร ลงลึกเป็นพิเศษ เป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังงานและเวลาในการติดตามเป็นอย่างมาก จนอาจจะมีเคสที่หลุดลอดสายตา ไปได้ไม่น้อย
วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เพื่อใช้กรองในขั้นต้น ก็คือการสร้างระบบสัญญาณเตือน ที่จะทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา
โดยให้สถาบันการเงิน คอยรายงานธุรกรรมอัตโนมัติ ทันทีที่ตัวเลขการทำธุรกรรมนั้น แตะเพดานที่กำหนดไว้
ซึ่งในประเทศไทย ก็มีเกณฑ์แบบนี้สำหรับธุรกรรมเงินสด คือตั้งไว้ที่ 2,000,000 บาท ตามกฎกระทรวงที่ออกมาภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ส่วนในต่างประเทศ แต่ละแห่งก็มีเพดานเป็นของตัวเอง อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ตั้งไว้ที่ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ
1
ซึ่งถึงแม้ตัวเลขแต่ละประเทศจะไม่เท่ากัน แต่ก็มีหลักคิดที่เหมือนกัน คือต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน ให้ระบบสามารถจับสัญญาณได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มีคนสงสัย
ตามแนวทางของ FATF หรือหน่วยงานกำหนดมาตรฐานต้านการฟอกเงินระดับโลก ที่แนะนำให้ประเทศสมาชิกนำไปปรับใช้กันตามความเหมาะสม
ถ้าเป็นแบบนี้ ก็อาจจะมีคนสงสัยว่า ถ้าหากเหล่าอาชญากรแค่เลือกทำธุรกรรมเงินสดต่ำกว่า 2,000,000 บาทแค่นิดเดียว และเพิ่มจำนวนครั้งเข้าไปแทน
ก็คงจะหลุดจากเรดาร์การตรวจสอบ อย่างง่ายดายแล้วใช่ไหม ?
คำตอบคือ ไม่ใช่เลย เพราะนั่นจะนำมาสู่จุดที่น่าสงสัยในข้อต่อไป..
2. ทุกอย่างมีรูปแบบ เพราะตัวเลขแค่อย่างเดียว ยังบอกไม่ได้ทุกอย่าง
เทคนิคการตั้งใจหั่นเงินก้อนใหญ่ ให้ซอยกลายมาเป็นก้อนเล็กหลายก้อน เพื่อใช้ในการหลบเลี่ยงการถูกตรวจสอบ มีชื่อเรียกในวงการว่า “Structuring”
และหลายครั้งก็ต่อยอดไปเป็นการดึงคนหลาย ๆ คนเข้ามาช่วยกันโอนแบบนี้พร้อมกัน เพื่อใช้กระจายความเสี่ยง ให้ถูกตรวจจับยากขึ้นไปอีก เรียกว่า “Smurfing”
แต่ปัญหาของทั้ง 2 วิธีนี้ ที่คนทำมักจะลืมคิดไปก็คือ เงินที่ได้มาแบบสุจริต จะไม่มีทางมีรูปแบบการถอนเงิน ในลักษณะแบบนี้เด็ดขาด..
เพราะไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน, เงินปันผลจากการลงทุน หรือกระทั่งการขายสินทรัพย์ใด ๆ ก็ตาม ล้วนไม่มีทางที่ใครจะได้รับเงินเป็นชุด ๆ จำนวนใกล้เคียงกันแบบต่อเนื่อง ในเวลาอันสั้นเลย
1
ซึ่งระบบการตรวจสอบธุรกรรมเอง ก็ไม่ได้ลืมนึกถึงในประเด็นนี้ไปแต่อย่างใด
และได้มีการวางแนวทางตรวจสอบระดับที่ครอบคลุม ทั้งด้านความถี่ และจังหวะเวลา ในการทำธุรกรรม โดยตั้งสมมติฐานอย่างรอบด้านไว้ก่อนอยู่เสมอ โดยพยายามไม่ตั้งธงเอาไว้ตั้งแต่แรก
3. เส้นเงิน บอกเรื่องราว ได้มากกว่าแค่ตัวเลข
สิ่งที่นักสืบการเงินทั่วโลก ให้ความสำคัญมาก ไม่ใช่แค่จำนวนยอดเงินเป็นเท่าไร
แต่จะสำรวจกันถึง การเดินทางของเงินนั้น กว่าที่จะมาถึงปลายทาง ต้องผ่านอะไรมาบ้าง
หากเป็นธุรกรรมทั่วไป ที่แค่คุณ A โอนเงินมาให้คุณ B ทางตรงเลย เรื่องก็จะจบง่าย ๆ แค่นั้น
แต่หากเงินนั้น ต้องผ่านจากบริษัท C ไปบริษัท D ก่อน แล้วอาจจะไปแวะพักที่อื่นอีกหลายครั้ง จนวกมาถึงบัญชีส่วนตัวปลายทางในตอนสุดท้าย
โดยเป็นรูปแบบที่ ผ่านชั้นทางธุรกรรมให้ดูซับซ้อน เพื่อตามรอยกลับไปที่ต้นทางยาก หรือที่เรียกว่า “Layering” นั้น
หลักการสืบสวนเพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียง จะต้องเริ่มต้นจากการตั้งคำถามง่าย ๆ ไว้ก่อนว่า
“ธุรกรรมนี้ มีความสมเหตุสมผลอะไรรองรับไหม นอกจากการตั้งใจยักย้ายถ่ายเทเงิน ไม่ให้ถูกตรวจจับ ?”
ถ้าคำตอบคือไม่มีเลย เพราะจุดประสงค์แค่ต้องการ เคลื่อนเงินจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่ง โดยไม่มีการซื้อสินค้าและบริการจริงมารองรับ
ตรงนี้ก็ส่อสัญญาณความไม่โปร่งใส ได้หนักแน่นมาก..
ถึงตรงนี้ จะขอยกตัวอย่างเคสดังระดับโลกมาสัก 2 เคส เพื่อให้เข้าใจแบบเห็นภาพกันมากขึ้น
- กรณี 1MDB หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศมาเลเซีย ถูกเปิดโปงปี 2015
โดยผู้ตรวจสอบ ใช้วิธีตามรอยเงิน ผ่านเครือข่ายบริษัทที่ตั้งขึ้นมาไว้บังหน้า จนสืบไปเห็นร่องรอยการทำธุรกรรม ที่มีทั้งการใช้บัญชีในต่างประเทศ และการเลือกทำธุรกรรมข้ามประเทศ ให้ซ้อนทับกันหลายชั้น
- กรณี Russian Laundromat ถูกเปิดโปงปี 2014
Russian Laundromat คือเครือข่ายการฟอกเงิน ที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุด เครือข่ายหนึ่งของโลก
ใช้วิธีการย้ายเงินผิดกฎหมาย ผ่านเครือข่ายบริษัทบังหน้า ในสวิตเซอร์แลนด์และหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน
และสร้างสัญญาเงินกู้ปลอมระหว่างกันเอง ก่อนที่จะวนเงินกลับไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการ ในตอนสุดท้าย
ฟังดูแล้ว กระบวนการทำอาจจะดูซับซ้อน แต่เอาเป็นว่า ไม่ว่าเงินจะวนไปวนมา กี่รอบต่อกี่รอบ
ปลายทางสุดท้าย เงินเหล่านี้ก็มักจะหนีไม่พ้น ชอบวนกลับมาที่บุคคลเดิม หรือกลุ่มบุคคลใกล้เคียงเสมอ..
เพราะฉะนั้นแล้ว วิธีการที่ดีที่สุดในการตรวจจับ ที่ทางการทั่วโลกเลือกใช้กันมาตลอด ก็ยังเป็นหลักการ “Follow the Money”
คือแค่ตามเส้นเงินไปก็พอ ไม่ต้องเสียเวลาตามคน เพราะเมื่อเราตามเส้นเงินจนครบถ้วน เข้าใจโครงสร้างทั้งหมดของกระบวนการแล้ว
เดี๋ยวคนทำผิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ก็จะถูกจับได้เอง..
4. ความสอดคล้องของข้อมูล ตัวบ่งชี้เจตนาได้ดีที่สุด
ปัจจัยข้อสุดท้ายที่ขาดไปไม่ได้ เพราะต้องใช้ในการเชื่อมจิกซอว์ข้อสันนิษฐานทุกส่วน เพื่อนำไปสู่บทสรุปเพื่อชี้ชัดว่า คนที่ทำธุรกรรมเหล่านั้น ตั้งใจทำผิดกฎหมายจริงหรือไม่
วิธีการก็คือ การเปรียบเทียบข้อมูลทางการเงินของคนคนหนึ่ง ที่เคยให้ไว้กับหน่วยงานต่าง ๆ ว่าตรงกันหรือขัดแย้งกันเอง ตรงไหนบ้าง
เช่น เคยแจ้งกับธนาคารว่ามีรายได้สูง เพื่อขอสินเชื่อ แต่กลับไม่เคยแจ้งรายได้นั้น กับหน่วยงานภาษีเลย
ความขัดแย้งทำนองนี้ จะเป็นตัวพิสูจน์เจตนาได้ง่ายที่สุดในทางกฎหมาย
เพราะมันช่วยแสดงให้เห็นว่า คนคนนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าตัวเองมีรายได้เท่าไร แต่เลือกเปิดเผยไม่เท่ากัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจกันดีขึ้นแล้วว่า หลักคิดสำคัญในการสืบการฟอกเงิน องค์ประกอบแต่ละส่วน มีความสำคัญอะไรกันบ้าง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เรื่องราวเหล่านี้จะดูมีความซับซ้อนอยู่ไม่น้อย แต่หากเรามองให้ทะลุจนถึงแก่นแล้ว ก็คงจะเห็นเหมือนกันว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ มักจะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ราวกับเป็นบทเรียนสะท้อนความจริงของชีวิตว่า
ถึงแม้ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยเดิมเป๊ะ แต่ก็มักจะเกิดขึ้นผ่านท่วงทำนอง ในรูปแบบใกล้เคียงกับครั้งอดีต อยู่เป็นประจำ
และหากเราลองมองโลกในแง่ดีกันเสียหน่อย รูปแบบการเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เหล่านั้น ก็สามารถช่วยให้หน่วยงานรัฐ ต่อยอดแนวทางตามจับคนทำผิด และพัฒนาระบบในการป้องกัน ได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนขึ้นมาได้
จนเราได้เห็นเป็นผลงานจริง ผ่านเคสการตามจับคนทำผิดได้มากขึ้นในยุคปัจจุบัน
และต่อให้คนทำผิด จะพยายามซ่อนความดำมืดของตัวเอง ให้แนบเนียนที่สุดสักแค่ไหนก็ตาม การกระทำนั้นเอง ก็อาจจะไปสร้างรูปแบบผิดธรรมชาติขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ผลที่ได้จึงเกิดเป็นความย้อนแย้ง สวนทางกับความตั้งใจเดิม
เพราะการเลือกจะหลบเลี่ยงอย่างจงใจนั่นแหละ กลับส่งสัญญาณไปที่ระบบ จนทำให้ตัวเองถูกเปิดโปงได้เร็วขึ้น..
#WealthPreservation
#ภาษี
#ฟอกเงิน
โฆษณา