เมื่อวาน เวลา 10:41 • หุ้น & เศรษฐกิจ

⚠️ หุ้นเกาหลีร่วง 9.99% เลขมงคล หรือชิปหายแล้ว?

สวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้กลับมาแล้วค่ะ และวันนี้ขอเปิดด้วยพาดหัวที่หลายคนน่าจะเห็นแล้วใจหายวาบว่า ตลาดหุ้นเกาหลี (Kospi) ร่วงหนักจนต้องสั่งหยุดพักการซื้อขายกลางวัน แถมตัวเลขที่ลงมาก็เกือบๆ จะเป็น "เลขมงคล" 9.99% พอดิบพอดี จนนิคกี้แอบขำในความบังเอิญ
แต่พอตั้งสติแล้วคำถามที่สำคัญกว่าเรื่องเลขสวยคือ ไอ้ที่ร่วงวันนี้มันคือ "การพักฐานเพื่อไปต่อ" หรือเป็นสัญญาณว่า "ยุคทองของชิป" กำลังจะจบลงกันแน่คะ
วันนี้นิคกี้จะพาทุกคนแกะทีละชั้นแบบละเอียด ตั้งแต่ต้นตอข่าว กลไกที่ทำให้มันร่วงแรงผิดปกติ ไปจนถึงสิ่งที่นิคกี้จะใช้เป็น "หมุดวัดผล" ว่าฝั่งไหนถูก เอาแบบวัดได้จริง พิสูจน์ได้จริง ไม่ใช่แค่ขายความกลัวนะคะ
🔻 วันที่ตลาดเกาหลี "เบรกแตก"
เริ่มจากภาพเหตุการณ์ก่อนค่ะ เพื่อให้เห็นว่ามันรุนแรงแค่ไหน ดัชนี Kospi ปิดตลาดวันนี้ที่ระดับ -10% ซึ่งระหว่างทางตลาดหลักทรัพย์เกาหลีต้องงัดมาตรการ Circuit Breaker หรือกลไกหยุดการซื้อขายชั่วคราว (เปรียบเหมือนเบรกฉุกเฉินของตลาด เมื่อราคาดิ่งเร็วเกินไปจนกลัวว่าคนจะแห่ขายตามกันแบบตื่นตระหนก) สั่งพักเทรดไปราว 20 นาทีในช่วงบ่าย จะเรียกว่า 9.99% หรือปัดเป็น 10% เป๊ะๆ ก็แล้วแต่มุมนะคะ
แต่สิ่งที่นิคกี้อยากให้จำคือ นี่คือการกด Circuit Breaker ครั้งที่ 4 ของปีนี้แล้ว ทั้งที่ปี 2025 ทั้งปีไม่มีเลยสักครั้ง และปี 2024 มีแค่ครั้งเดียว เห็นตัวเลขนี้แล้วทุกคนพอจะรู้สึกไหมคะว่าตลาดเกาหลีปีนี้มันผันผวนผิดธรรมชาติไปมาก
ตัวนำขบวนร่วงคือ 2 พี่ใหญ่แห่งวงการชิปความจำอย่าง SK Hynix และ Samsung Electronics ที่ราคาดิ่งลงไปเกิน 12% ทั้งคู่ โดยเฉพาะ SK Hynix ที่ลงไปแตะราว 13% ในวันเดียว
มาตรวัดความผันผวนของตลาดเกาหลี (คล้ายๆ "ดัชนีความกลัว" VIX ของฝั่งอเมริกา) พุ่งขึ้นไปใกล้ระดับ 90 ซึ่งสูงมาก ส่วนปริมาณการซื้อขายวันนี้ก็หนาแน่นกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันที่ผ่านมาถึง 52%
สรุปง่ายๆ คือ ทั้งของถูกเทขาย ทั้งคนแห่เข้ามาดูพร้อมกัน เป็นวันที่ "ของจริง" ในความหมายของแรงขายล้วนๆ ค่ะ
📉 ต้นตอข่าว: SK Hynix "ลดเกียร์" ชิป AI ไปเน้นชิปธรรมดา
ทีนี้มาดูชนวนกันค่ะว่าอะไรจุดไฟ ต้นเรื่องมาจากรายงานของสื่อท้องถิ่นเกาหลีที่ระบุว่า SK Hynix กำลัง "ชะลอ" การขยายกำลังผลิตชิปความจำสำหรับ AI ที่เรียกว่า HBM (High Bandwidth Memory หรือหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง เป็นชิปรุ่นพรีเมียมที่ยัดเข้าไปในชิป AI ของ Nvidia เพื่อป้อนข้อมูลให้เร็วทันการประมวลผล) โดยเฉพาะรุ่นใหม่ HBM4 แล้วหันไปเพิ่มน้ำหนักให้กับ DRAM แบบ Commodity หรือชิปความจำธรรมดาที่ราคาถูกกว่า ซึ่งเป็นชิปที่อยู่ในทุกอย่างรอบตัวเรา ตั้งแต่มือถือ คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า
พอข่าวออกมาแบบนี้ ตลาดก็ตีความทันทีว่า "หรือดีมานด์ชิป AI จะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว" และเทขายหุ้นกลุ่มนี้กระจาย แต่ตรงนี้แหละค่ะที่นิคกี้อยากให้ทุกคนใจเย็นแล้วฟังอีกมุมหนึ่ง เพราะ Vey-Sern Ling ผู้บริหารจาก Union Bancaire Privée ที่สิงคโปร์ ให้ความเห็นที่นิคกี้คิดว่าตรงประเด็นมาก
เขาบอกว่าการที่ SK Hynix ขยับเงินลงทุนไปทาง DRAM แทน น่าจะสะท้อน "มุมมองเรื่องกำไร" มากกว่าจะเป็นสัญญาณว่าความต้องการลดลง
พูดง่ายๆ คือบริษัทอาจมองว่าตอนนี้ DRAM ธรรมดาทำมาร์จิ้นได้ดีกว่า HBM4 ด้วยซ้ำ และที่สำคัญคือตลาดความจำทั้งระบบยัง "ขาดแคลนอย่างรุนแรง" อยู่ ไม่ได้แปลว่าของล้นตลาดแต่อย่างใด
ลองคิดดูนะคะ ถ้าเรื่องนี้คือ "ของขายดีจนผลิตไม่ทัน แล้วบริษัทเลือกผลิตตัวที่กำไรดีกว่าก่อน" มันคนละเรื่องกับ "ของขายไม่ออกเลยต้องลดการผลิต" โดยสิ้นเชิง
2 อย่างนี้ให้ภาพอนาคตที่ต่างกันสุดขั้ว และนี่คือหัวใจของคำถามว่า "ชิปหายจริงไหม" ที่นิคกี้จะวนกลับมาตอบในตอนท้ายค่ะ
ก่อนหน้านี้ Mark Li นักวิเคราะห์เซมิคอนดักเตอร์จาก Bernstein เองก็เคยเตือนไว้ว่าราคาชิปความจำกำลังวิ่งขึ้นแบบ "พาราโบลา" คือชันเอามากๆ ซึ่งของที่ขึ้นเร็วขนาดนี้ เวลามันสะดุดก็ย่อมแรงเป็นธรรมดา
🎰 "คาสิโน" ที่ชื่อว่าตลาดเกาหลี
มาถึงส่วนที่นิคกี้คิดว่าสำคัญที่สุดในการเข้าใจวันนี้ค่ะ นั่นคือคำถามที่ว่า "ทำไมมันถึงร่วงแรงถึง 10% ไม่ใช่แค่ -2 หรือ -3% ตามตลาดอเมริกา"
👉🏻 คำตอบไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเลย แต่อยู่ที่คำว่า Leverage หรือการกู้เงินมาเล่นหุ้น
ตัวเลขที่นิคกี้เห็นแล้วต้องกลับไปอ่านซ้ำคือ ยอดหนี้มาร์จิ้น (Margin Debt คือเงินที่นักลงทุนกู้โบรกเกอร์มาซื้อหุ้น) ในตลาดเกาหลีพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 38.5 ล้านล้านวอน หรือราว 25,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนนี้ และที่หนักกว่านั้นคือกระแสความคลั่งไคล้กองทุน ETF แบบ Leverage หุ้นตัวเดียวที่เพิ่งเปิดให้เทรดได้เมื่อไม่นานมานี้
👉🏻 ขนาดของ ETF ในเกาหลีที่ผูกกับ SK Hynix ตัวเดียวโตจากเกือบศูนย์ไปแตะเกือบ 11,000 ล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่เดือน
ลองนึกภาพดูค่ะว่ากองพวกนี้ทำงานยังไง มันคือกองที่ออกแบบให้ขึ้น-ลง “2 เท่า" ของหุ้นแม่ในแต่ละวัน เวลาหุ้นขึ้นมันก็เร่งกำไรให้สนุก แต่เวลาหุ้นลง มันต้องขายหุ้นออกตามกลไกปรับสมดุล (Rebalancing) ทุกวันเพื่อรักษาอัตราทดไว้
ผลคือพอตลาดเริ่มลง กองพวกนี้ก็ถูกบังคับให้ขายซ้ำเข้าไปอีก ยิ่งขายราคายิ่งลง ยิ่งลงก็ยิ่งต้องขาย กลายเป็นงูกินหางที่เร่งให้ทุกอย่างดิ่งลงเร็วขึ้น
วันนี้กองที่ทำผลตอบแทนสองเท่าของ SK Hynix ขาดทุนไปกว่า 25% ในวันเดียวค่ะ และผู้คุมกฎการเงินสูงสุดของเกาหลีถึงกับออกมาพูด (แบบครึ่งติดตลกครึ่งจริง) ว่าเสียดายที่ปล่อยให้กองพวกนี้เกิดขึ้นมา เพราะผลข้างเคียงมันบานปลายเกินคาด
นี่ยังไม่นับแรง Forced Liquidation หรือการบังคับขายล้างพอร์ตของรายย่อยที่กู้เงินมาเล่น ซึ่งผู้จัดการกองทุนในโซลประเมินว่าเริ่มเตะเข้ามาช่วงบ่ายสองถึงบ่ายสาม แล้วเร่งให้แรงขายไหลลงเร็วขึ้นไปอีก
พูดง่ายๆ คือ SK Hynix เพิ่งขึ้นรวด 8 วันติดกว่า 46% เหมือนหนังยางที่ถูกดึงตึงไปเรื่อยๆ พอปล่อยทีเดียวมันเลยดีดกลับแรงตามที่หนังยางมันถูกยืด นี่คือฟิสิกส์ของโมเมนตัม ไม่ใช่งบการเงินค่ะ
🤔 "ชิปหาย" หรือแค่ "ฟองความโลภ" ยุบตัว?
มาถึงคำถามหลักของบทความวันนี้ค่ะ นิคกี้ขอแยกให้เห็นชัดๆ ว่าเราต้องไม่สับสนระหว่าง 2 เรื่องที่ต่างกันมาก
เรื่องแรกคือ "ความต้องการชิปหดหายจริง" (ปัจจัยพื้นฐาน) กับเรื่องที่สองคือ "ฟองสบู่ของการเก็งกำไรด้วยเงินกู้ยุบตัว" (ปัจจัยทางเทคนิคและกระแสเงิน)
หลักฐานที่นิคกี้มองว่าน้ำหนักเอนไปทางเรื่องที่ 2 มากกว่ามีอยู่หลายชิ้นค่ะ
ชิ้นแรกคือ ถึงจะร่วง 10% แต่ Kospi แค่ย้อนกลับไปเท่าระดับวันที่ 12 มิถุนายนเท่านั้นเอง และยังบวกเกือบ 100% นับจากต้นปี ที่สำคัญคือนี่ไม่ใช่แม้แต่การร่วงครั้งใหญ่ที่สุดของดัชนีในปีนี้ด้วยซ้ำ
ชิ้นที่สองคือ การส่งออกของเกาหลียังพุ่งแรงตามความต้องการสินค้าของประเทศ ถ้าดีมานด์ชิปหายจริงตัวเลขส่งออกคงไม่เป็นแบบนี้
และชิ้นที่สามที่นิคกี้คิดว่าน่าสนใจที่สุดคือ ในวันที่ต่างชาติและสถาบันเทขายหุ้นเกาหลีออกมามากกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์ "รายย่อย" กลับเข้าซื้อสวนถึงกว่า 8 ล้านล้านวอน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ตรงนี้แหละค่ะที่นิคกี้อยากเตือนเบาๆ เพราะในตลาดหุ้น "รายย่อยมักเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงงานปาร์ตี้" และเกาหลีก็ไม่น่าจะต่างจากกฎข้อนี้
การที่เงินใหม่เพิ่งไหลเข้ามาเยอะๆ ก่อนหน้านี้ แปลว่าคนกลุ่มนี้ติดดอยได้ง่ายและถอนเงินออกเร็วพอๆ กับตอนที่เทเข้ามาค่ะ
Amanda Lyons หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Energy Group Capital สรุปประเด็นนี้ได้คมมากค่ะ เธอบอกว่าจุดเปราะบางของตลาดตอนนี้อยู่ที่ "การวางสถานะของนักลงทุนและ valuation ที่แพง" ไม่ใช่ที่การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งยังเดินหน้าอยู่
นี่คือประโยคที่นิคกี้เห็นด้วยแบบสุดใจ เพราะมันแยก ราคาหุ้น ออกจาก ตัวธุรกิจ ได้ชัดเจน
🏦 ชนวนที่ใหญ่กว่าชิป: เฟดของ Kevin Warsh
ทีนี้มาดูปัจจัยที่นิคกี้คิดว่าหลายคนอาจมองข้ามค่ะ เพราะมันคือคลื่นใต้น้ำที่ใหญ่กว่าข่าว SK Hynix ด้วยซ้ำ นั่นคือเรื่องดอกเบี้ยและธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ภายใต้ประธานคนใหม่อย่าง Kevin Warsh
หลังการประชุมครั้งแรกของ Warsh ในฐานะประธานเฟด ตลาดเริ่มเชื่อว่าเขาจะเอาจริงกับการกดเงินเฟ้อให้กลับเข้าเป้า ซึ่งแปลว่าโอกาสที่ดอกเบี้ยจะ"ขึ้น" มีมากขึ้น และนี่คือจุดที่กระทบหุ้นเทคโนโลยีโดยตรง
Benoit Peloille ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนจาก Natixis Wealth Management อธิบายไว้ดีมากค่ะ เขาบอกว่าหุ้นเทคเป็นสินทรัพย์ประเภท Long-Duration หรือหุ้นที่มูลค่าส่วนใหญ่ผูกกับกำไรในอนาคตไกลๆ พอดอกเบี้ยขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรอนาคตเหล่านั้นก็ถูกลดทอนลงทันที
เขาเปรียบเทียบว่า "ดอกเบี้ยที่ขึ้นทุกครั้งเหมือนการดูดสภาพคล่องออกจากตลาด" ซึ่งหุ้นเทคจะยืนแถวหน้ารับแรงปะทะก่อนใครเพื่อน
สังเกตไหมคะว่าวันนี้บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีของสหรัฐกลับ"ลดลง" 3 basis points มาอยู่ที่ 4.48% นั่นเป็นเพราะราคาน้ำมันที่อ่อนตัวช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อลงนิดหน่อย เลยลดการเดิมพันว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแรงในปีนี้และปีหน้า
แต่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจาก Warsh ยังอยู่ครบค่ะ และนิคกี้มองว่าตราบใดที่ตลาดยังไม่มั่นใจทิศทางดอกเบี้ยของเฟดชุดใหม่ หุ้นเทคที่วิ่งร้อนแรงมาทั้งปีก็จะอ่อนไหวกับทุกข่าวที่อ่านได้ว่า "ดีมานด์อาจชะลอ" เป็นพิเศษ เพราะมันเป็นกลุ่มที่ valuation ตึงที่สุดและพึ่งพาสภาพคล่องมากที่สุดค่ะ
🇨🇳 อย่าเหมารวม: จีนเป็นคนละเรื่องกันเลย
จุดนี้นิคกี้อยากแยกให้ชัดเพราะวันนี้พาดหัวข่าวจีนก็แดงเถือกเหมือนกัน หุ้นจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกง (ดัชนี Hang Seng China Enterprises หรือ HSCEI) เข้าสู่ภาวะ Bear Market อย่างเป็นทางการแล้ว คือร่วงลงเกิน 20% จากจุดสูงสุดเมื่อ 2 ตุลาคม แต่เพื่อนๆ คะ ต้นเหตุของจีนมันคนละเรื่องกับเกาหลีโดยสิ้นเชิง
เรื่องของจีนคือ "การบริโภคในประเทศที่อ่อนแอ" ไม่ใช่เรื่องชิป ยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคมของจีนหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงโรคระบาด หุ้นที่ฉุดดัชนีหนักจึงเป็นกลุ่มอินเทอร์เน็ตและอีคอมเมิร์ซอย่าง Tencent และ Alibaba ที่สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง
Jason Chan นักกลยุทธ์อาวุโสจาก Bank of East Asia ชี้ประเด็นที่นิคกี้คิดว่าสำคัญมากค่ะ เขาบอกว่าโครงสร้างของดัชนีจีนกลุ่มนี้มีน้ำหนักหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างเซมิคอนดักเตอร์หรืออุปกรณ์เครือข่ายค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับตลาดอย่างเกาหลีหรือไต้หวัน พอขาดพระเอกฮาร์ดแวร์ AI ดัชนีจีนกลุ่มนี้เลยไม่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI ที่ลากตลาดอื่นขึ้นทั้งปี
นี่คือเหตุผลว่าทำไมดัชนี CSI 300 (หุ้นจีนแผ่นดินใหญ่) ถึงทำผลงานทิ้งห่าง HSCEI ในปีนี้มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020
บทเรียนที่นิคกี้อยากฝากคือ เวลาเห็นตลาดแดงพร้อมกันทั้งเอเชีย อย่ารีบสรุปว่า ทุกอย่างพังเพราะเหตุเดียวกัน เพราะจริงๆ แล้วเกาหลีร่วงเพราะ Leverage และชิป ส่วนจีนซึมเพราะกำลังซื้อ คนละโรคกันค่ะ
🛢️ น้ำมัน ทอง คริปโต: ภาพ Risk-off ทั้งกระดาน
วันนี้แทบทุกสินทรัพย์เสี่ยงโดนเทขายในโหมด Risk-off หรือภาวะที่นักลงทุนหนีออกจากของเสี่ยงไปหาของปลอดภัยค่ะ
ราคาน้ำมัน Brent ลดลงเป็นวันที่สองติด มาอยู่ราว 77.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยตลาดเริ่มสบายใจขึ้นกับสัญญาณว่าการเจรจาข้อตกลงถาวรระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเริ่มต้นได้ดี ถึงขั้นที่วอชิงตันออกใบอนุญาต 60 วันให้เตหะรานขายน้ำมันในตลาดโลกได้
1
ส่วนทองคำลง 1.7% มาอยู่ที่ 4,117 ดอลลาร์ต่อออนซ์ Bitcoin ร่วง 3.2% สู่ระดับ 62,301 ดอลลาร์ และ Ether ลงแรงกว่าที่ 4.8%
อีกชื่อที่นิคกี้จับตาคือ SpaceX ที่ราคาหุ้นร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันแรกที่เข้าเทรด (ราคาเปิดวันแรกอยู่ที่ 150 ดอลลาร์) ท่ามกลางการที่บริษัทจรวดของ Elon Musk กำลังเดินหน้าขายหุ้นกู้ระดับ Investment Grade
1
Marija Veitmane หัวหน้าฝ่ายวิจัยหุ้นจาก State Street Markets ให้มุมที่นิคกี้คิดว่าช่วยให้เข้าใจภาพรวมได้ดีค่ะ เธอบอกว่านับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ หุ้นเทคเป็นกลุ่มเดียวที่สถาบันเพิ่มน้ำหนักการถือครองเข้ามา ดังนั้นการเห็นความผันผวนและการขายทำกำไรออกมาบ้างจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย
พอของกระจุกตัวอยู่ในมือคนกลุ่มเดียวเยอะๆ เวลาเขาขายพร้อมกัน แรงกระแทกมันก็จะหนักเป็นพิเศษค่ะ
🔬 บททดสอบของจริงคือคืนพรุ่งนี้: Micron
ถ้าจะถามว่า "แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าชิปหายจริงหรือเปล่า" นิคกี้บอกเลยว่าคำตอบกำลังจะมาในคืนวันพุธนี้ค่ะ เพราะ Micron Technology บริษัทผู้ผลิตชิปความจำของสหรัฐกำลังจะประกาศผลประกอบการรายไตรมาส และนี่คือ "ข้อสอบ" ที่จะบอกเราว่าฝั่งกลัวหรือฝั่งใจเย็นถูกต้อง
ทำไม Micron ถึงสำคัญขนาดนี้คะ เพราะหุ้นตัวนี้คือดาวเด่นที่สุดของดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (SOX) ในปีนี้ ราคาวิ่งขึ้นมาแล้วกว่า 300% นับจากเดือนมกราคม
เห็นตัวเลขนี้แล้วก็ต้องยอมรับว่ามาตรฐานความคาดหวังมัน "สูงลิ่ว" และนั่นคือดาบสองคม
ถ้า Micron ให้ Guidance หรือคาดการณ์อนาคตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเรื่องความต้องการและราคาชิปความจำที่ยังตึงตัว ทฤษฎี "ชิปหาย" ก็จะอ่อนแรงลงทันที และวันนี้อาจกลายเป็นแค่การสะดุดเพื่อสลัดพวกเก็งกำไรด้วยเงินกู้ออกไป แต่ถ้า Micron ส่งสัญญาณว่าดีมานด์เริ่มแผ่วหรือราคาเริ่มอ่อน นั่นจะเป็นหลักฐานชิ้นใหญ่ที่บอกว่าฝั่งกังวลอาจมาถูกทางค่ะ
นอกจากนี้ยังมีตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐในสัปดาห์นี้ที่จะมาช่วยตอบโจทย์เรื่องเฟดอีกชั้นหนึ่งด้วยนะ
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
ส่วนตัวมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ น้ำหนักเอนไปทางฟองความโลภยุบตัวจากการใช้ Leverage เกินตัว มากกว่า จะเป็นสัญญาณว่าวัฏจักรชิปจบลง เพราะชนวนข่าวเรื่อง HBM4 ไป DRAM นั้นตีความได้สองทาง และตลาดที่อัดแน่นไปด้วยเงินกู้และ valuation ที่ตึงเลือกจะตีความในแง่ร้ายเพราะมันเปราะอยู่แล้ว
ตัวเร่งจริงๆ ที่ทำให้ -3% กลายเป็น -10% คือกลไกของ ETF แบบ Leverage และการบังคับขายล้างพอร์ต ไม่ใช่งบการเงินที่พังลง
แต่นิคกี้จะไม่บอกว่า "ไม่มีอะไรต้องห่วง" เพราะมันมีความเสี่ยงจริงสองข้อที่ต้องเคารพ
ข้อแรกคือฟองสบู่การเก็งกำไรด้วยเงินกู้ในเอเชียที่เริ่มน่ากลัว ทั้งหุ้นตัวเดียวที่กู้มาเล่น ทั้งกระแส FOMO ของรายย่อย
ส่วนข้อสองคือความเสี่ยงดอกเบี้ยจากเฟดของ Warsh ที่จะกดดัน valuation ของหุ้น Long-Duration ต่อเนื่อง
⚠️ 2 เรื่องนี้อยู่เหนือเรื่องชิปและจะอยู่กับเราไปอีกพักใหญ่ค่ะ
ปิดท้ายด้วยสิ่งที่นิคกี้อยากฝากจริงๆ นะคะ วันนี้คือบทเรียนราคาแพงเรื่อง Leverage และการกระจุกตัวในหุ้นไม่กี่ตัว คนที่เจ็บหนักที่สุดวันนี้ไม่ใช่คนที่ถือหุ้นดีๆ แบบ Buy and Hold แต่คือคนที่กู้เงินมาไล่ราคาหุ้นตัวเดียวตอนมันร้อนที่สุดค่ะ
สำหรับนักลงทุนที่ทำ Asset Allocation กระจายความเสี่ยงให้ดี ทยอยซื้อแบบ DCA และมีเงินสำรองไว้อุ่นใจ
👉🏻 วันแบบนี้มันคือ "เสียงรบกวน" และอาจเป็นจุดเข้าซื้อที่ดีสำหรับคนที่มีวินัย
👉🏻 ในขณะที่มันคือ Margin Call สำหรับคนที่โลภเกินไป
อย่าไป FOMO ตามตลาดตอนมันวิ่งร้อน และอย่าตื่นตระหนกเทขายตอนมันร่วงแรงนะคะ ♥️
โฆษณา