23 มิ.ย. เวลา 23:43 • หุ้น & เศรษฐกิจ

⚠️ หุ้นชิปถล่มทั้งโลก…แต่รู้ไหมคะว่าหุ้นเกือบ 60% ปิดบวก?

สวัสดีค่ะทุกคน ต้องบอกว่าคืนที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในคืนที่ตลาดหุ้นทั่วโลกสั่นสะเทือนพร้อมกันแบบที่เราไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก เรื่องราวเริ่มต้นที่ทวีปเอเชียในตอนกลางวัน ลามไปยุโรป แล้วปิดท้ายด้วยการถล่มของหุ้นชิปบน Wall Street จนนักกลยุทธ์รายหนึ่งตั้งฉายาให้วันนี้ว่า “Chip-Wreck” ซึ่งเป็นการเล่นคำจาก shipwreck ที่แปลว่าเรืออับปางค่ะ
วันนี้นิคกี้จะพาทุกคนไล่เรียงทั้งภาพใหญ่และรายละเอียดให้ครบ ตั้งแต่ต้นตอที่เกาหลี กลไกซ่อนเร้นของกองทุน Leverage ที่ทำให้ทุกอย่างแรงขึ้น แนวรับทางเทคนิคที่นักเทคนิคทั่วโลกกำลังจับตา ไปจนถึงเรื่องน้ำมัน อิหร่าน ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ และข่าวรายตัวที่น่าสนใจ เรามาเริ่มกันเลยค่ะ
🔻 “Chip-Wreck” หุ้นชิปนำตลาดถล่ม หลังวิ่งร้อนแรงทั้งปี
หัวใจของการร่วงรอบนี้อยู่ที่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ค่ะ ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า SOX ซึ่งเป็นมาตรวัดหุ้นชิปที่คนทั้งตลาดจับตา ร่วงลงแรงถึง 7.9% ในวันเดียว และที่น่าตกใจคือสมาชิกทั้ง 30 ตัวในดัชนีนี้ติดลบกันหมดไม่มีเว้น นำโดย 3 ตัวที่ปีนี้ราคาขึ้นมาเกินเท่าตัวอย่าง Micron Technology, Marvell Technology และ On Semiconductor
ตัวที่เจ็บหนักสุดคือ Micron ที่ปิดตลาดร่วงไป 13% ค่ะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ Micron เป็นพระเอกของปี เป็นหุ้นที่ทำผลตอบแทนดีที่สุดใน SOX โดยวิ่งขึ้นมามากกว่า 300% ก่อนจะมาโดนเทขายในวันนี้ ลองนึกภาพดูนะคะว่าหุ้นที่ขึ้นมา 3 เท่าตัวแล้วร่วง 13% ในวันเดียว มันสะเทือนความรู้สึกคนถือขนาดไหน
เมื่อหุ้นชิปถล่มขนาดนี้ ดัชนีหลักก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดย Nasdaq 100 ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีหนาแน่นปิดร่วง 3.3% ส่วน S&P 500 ลงไป 1.4% ปิดที่ระดับ 7,365.48 จุด ที่น่าสนใจคือ Dow Jones Industrial Average กลับลงไปแค่ 0.1% เท่านั้นเอง
เหตุผลที่ S&P 500 ไม่ได้ร่วงหนักเท่า Nasdaq และ Dow แทบไม่ขยับ ก็เพราะกลุ่มหุ้นปลอดภัยอย่างสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น (Consumer Staples) และอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) เข้ามาช่วยพยุงไว้ค่ะ นี่คือสัญญาณแรกที่บอกเราว่าการร่วงรอบนี้ “กระจุก” ไม่ใช่ “กระจาย” ซึ่งเดี๋ยวนิคกี้จะขยายความให้ฟังในช่วงถัดไป
1
Jonathan Krinsky หัวหน้านักเทคนิคจาก BTIG เป็นคนที่ตั้งฉายา “Chip-Wreck” ให้กับวันนี้ค่ะ และมุมมองของเขาค่อนข้างน่ากังวล เขาบอกว่าไม่ว่าตลาดจะเด้งกลับในระยะสั้นหรือไม่ เขายังเห็นความเสี่ยงขาลงในระยะกลางสำหรับธีมเทคและ AI ต่อไป โดยประเมินว่ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังมีโอกาสลงต่อได้อีกราว 10-15% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยนะคะ
🇰🇷 ต้นตออยู่ที่เกาหลี KOSPI ดิ่ง 10% จนเซอร์กิตเบรกเกอร์ทำงาน
ก่อนที่ Wall Street จะเปิด เรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นที่เกาหลีใต้ก่อนแล้วค่ะ ดัชนี KOSPI ร่วงลงถึง 10% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในวันเดียว แรงขนาดที่ทำให้ตลาดต้องใช้ระบบ เซอร์กิตเบรกเกอร์ ซึ่งก็คือกลไกหยุดการซื้อขายชั่วคราวเมื่อราคาดิ่งแรงเกินเกณฑ์ที่กำหนด เป็นเหมือนเบรกฉุกเฉินไม่ให้ตลาดตื่นตระหนกจนเทขายกันเป็นโดมิโน สองยักษ์ใหญ่อย่าง SK Hynix และ Samsung Electronics ต่างก็ร่วงกันคนละเกิน 10%
แล้วอะไรคือชนวนล่ะคะ? ต้นเรื่องมาจากรายงานของสื่อท้องถิ่นที่ระบุว่า SK Hynix กำลังชะลอการขยายกำลังการผลิตชิปหน่วยความจำสำหรับ AI และหันไปให้น้ำหนักกับ DRAM แบบ commodity ที่ราคาถูกกว่าแทน
ข่าวนี้จุดความกังวลขึ้นมาทันทีว่า ดีมานด์สำหรับ Data Center ที่ใช้ทำ AI อาจจะไม่ได้แข็งแรงอย่างที่ทุกคนเชื่อกัน เพราะถ้าผู้ผลิตชิปความจำตัวท็อปยังเลือกที่จะเบนเข็มไปทำสินค้าราคาถูก มันอาจสะท้อนว่าดีมานด์ระดับพรีเมียมเริ่มอ่อนแรง ทั้งนี้ SK Hynix ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าวค่ะ
Charlie McElligott กรรมการผู้จัดการสาย Cross-Asset จาก Nomura อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้เห็นภาพมากค่ะ เขาบอกว่าเกาหลีคือศูนย์กลางของหลายแรงที่ทับซ้อนกัน ทั้งเป็นจุดศูนย์รวมของธีม “คอขวด AI” และยังถูกขยายผลด้วยโครงสร้างตลาดที่เกี่ยวกับกองทุน Leverage จนกลายเป็นสิ่งที่เขาเปรียบเปรยว่า “ผีเสื้อขยับปีกแล้วกลายเป็นพายุเฮอริเคนอีกซีกโลกหนึ่ง” ซึ่งนิคกี้ว่าเป็นภาพที่อธิบายการลามของวิกฤตรอบนี้ได้คมมาก
🧨 กลไกซ่อนเร้น กองทุน Leverage $290,000 ล้าน ที่ทำให้ทุกอย่างแรงขึ้น
ตรงนี้คือส่วนที่นิคกี้อยากให้ทุกคนตั้งใจอ่านเป็นพิเศษค่ะ เพราะมันคือ “ตัวคูณ” ที่ทำให้การร่วงรอบนี้รุนแรงกว่าปกติ เรากำลังพูดถึง Leveraged ETF หรือกองทุนที่ใส่ Leverage เข้าไปเพื่อทดผลตอบแทนเป็นทวีคูณ ไม่ว่าจะขาขึ้นหรือขาลง สินค้าประเภทนี้เติบโตจนมีขนาดใหญ่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยตอนนี้ถือสินทรัพย์รวมกันเกิน 290,000 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นฝั่งเอเชียที่ทะลุ 45,000 ล้านดอลลาร์ และฝั่งสหรัฐที่เกิน 220,000 ล้านดอลลาร์
ปัญหาของกองทุนกลุ่มนี้คือ มันต้องทำสิ่งที่เรียกว่า rebalancing หรือการปรับพอร์ตให้กลับมาตรงตามอัตราทดที่สัญญาไว้กับนักลงทุนทุกวัน และนี่แหละค่ะคือกลไกที่อันตราย เพราะมันเป็นการซื้อขายแบบ “เครื่องจักร” ที่ผู้จัดการกองทุนต้องทำตามสูตร ไม่ได้ใช้วิจารณญาณ ผลก็คือเวลาตลาดขึ้น มันต้องไล่ซื้อเพิ่ม ยิ่งดันให้ขึ้นแรงในช่วงปลายของการวิ่ง และเวลาตลาดลง มันก็ต้องเทขายตาม ยิ่งกดให้ลงแรงขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรเร่งความผันผวนทั้งสองทาง
ตัวเลขที่ Nomura ประเมินไว้น่าตกใจค่ะ เขาบอกว่าทุกๆ การเคลื่อนไหวของตลาด 1% กองทุน Leverage กลุ่มนี้จะสร้างแรงซื้อขายแบบ rebalancing ราว 9,000 ล้านดอลลาร์ ส่วน Alexander Altmann จาก Barclays ก็เสริมว่าเฉพาะฝั่งสหรัฐ การ rebalancing ของกองทุน Leverage เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อวันในช่วง 10 วันทำการที่ผ่านมา ซึ่งสูงเป็นราวสี่เท่าของค่าเฉลี่ยหนึ่งปี
ที่นิคกี้ชอบคือคำเปรียบเปรยของ Altmann ที่บอกว่านี่คือสถานการณ์แบบ “หางกระดิกหมา” คลาสสิก ที่ Leverage ในตลาดหุ้นสร้างฉากหลังเชิงเทคนิคที่เสี่ยงมาก และเขายังย้ำว่ากองทุน Leverage ยังคงเป็นความเสี่ยงเชิงเทคนิคที่ใหญ่ที่สุดของตลาดนี้ ไม่ว่ามุมมองพื้นฐานของใครจะเป็นอย่างไรก็ตาม
เพื่อให้เห็นภาพการเติบโตที่ร้อนแรง ลองดูตัวเลขนี้นะคะ กองทุน ETF 16 กองที่ตามหุ้นผู้ผลิตชิปในเกาหลี ตอนเปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคมมีสินทรัพย์รวมกันแค่ 3,000 ล้านดอลลาร์ แต่ถึงตอนนี้พองตัวขึ้นเป็นกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
และผลข้างเคียงก็ชัดเจน เพราะ Korea Exchange ต้องใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ไปแล้วถึง 4 ครั้งในปีนี้ เทียบกับปี 2025 ที่ไม่มีสักครั้ง และปี 2024 ที่มีเพียงครั้งเดียว จนถึงขั้นที่หน่วยงานกำกับตลาดระดับสูงของเกาหลีออกมาแสดงความเสียใจที่เคยอนุญาตให้มี Leveraged ETF แบบอิงหุ้นรายตัว ซึ่งนิคกี้มองว่าเป็นสัญญาณเตือนที่ผู้กำกับดูแลทั่วโลกควรนำไปขบคิดค่ะ
📊 แต่ถ้ามองใต้พื้นผิว เรื่องราวไม่ได้น่ากลัวอย่างที่พาดหัวบอก
ทีนี้มาถึงประเด็นที่นิคกี้อยากชวนทุกคนคิดต่างจากพาดหัวข่าวสักนิดค่ะ เพราะถึงแม้ระดับดัชนีจะดูน่ากลัว แต่เมื่อเรามองลึกลงไปใต้พื้นผิว ภาพกลับไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ตัวเลขดัชนีบอกเลย
จำที่นิคกี้พูดไว้ตอนต้นได้ไหมคะว่าการร่วงรอบนี้มันกระจุก ไม่ใช่กระจาย?
ข้อมูลยืนยันชัดเจน เพราะในวันที่ S&P 500 ติดลบ 1.4% นั้น จริงๆ แล้วมีหุ้นที่ปิดบวกเกือบ 60% ของตลาด หุ้นค่ากลาง (Median) ยังทำผลงานชนะหุ้นค่าเฉลี่ย (Average) อยู่ราว 0.6% และกลุ่มอุตสาหกรรมถึง 6 จาก 11 กลุ่มปิดบวก
แปลว่าอะไรคะ? แปลว่านี่ไม่ใช่การเทขายแบบล้างพอร์ตทั้งกระดาน แต่ความเสียหายไปกระจุกตัวอยู่ที่หุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัวที่มีอิทธิพลต่อผลตอบแทนของดัชนีสูงเกินสัดส่วน ในเชิงสถิติ การกระจายตัวของผลตอบแทนวันนี้เป็นแบบ “เบ้ซ้าย” (Negatively Skewed) คือมีหางยาวทางซ้ายและมีหุ้นที่ร่วงแรงกระจุกตัวเล็กๆ คอยลากค่าเฉลี่ยให้ติดลบ
ซึ่งนักวิเคราะห์ตีความว่านี่คือการ de-grossing หรือการที่นักลงทุนสถาบันลดขนาดสถานะลงทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายเพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม มากกว่าจะเป็นสัญญาณอะไรที่น่ากังวลกว่านั้น และอย่าลืมนะคะว่า SK Hynix ที่ถูกพูดถึงว่าร่วงหนัก จริงๆ แล้วปีนี้ยังบวกอยู่เกือบ 300% เพราะฉะนั้นคงไม่มีใครมานั่งสงสารหุ้นเทคเอเชียหลังการย่อรอบนี้หรอกค่ะ
Jack Janasiewicz ผู้จัดการพอร์ตจาก Natixis Advisors ก็ให้มุมมองที่สอดคล้องกัน เขาบอกว่าการเทขายรอบนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเชิงเทคนิคมากกว่าอย่างอื่น และความกว้างของตลาดตั้งแต่เปิดก็ถือว่าใช้ได้ ทั้งที่เห็นตัวเลขแดงเยอะ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเทขายแบบแคบๆ เขาเสริมว่าตลาดดูจะยืนได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับการกระจุกตัวมหาศาลในหุ้นกลุ่ม Beta และ Momentum ที่อาจนำไปสู่การคลายสถานะที่น่าเกลียดได้ง่ายๆ
📉 นักเทคนิคทั่วโลกกำลังจ้องแนวรับ ดักจุดที่นักช้อนจะกลับเข้ามา
เมื่อตลาดถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ พื้นฐาน valuation หรือภูมิรัฐศาสตร์มักจะถอยไปอยู่ข้างหลังชั่วคราว แล้วปล่อยให้ปัจจัยทางเทคนิคและการวางสถานะเข้ามาคุมเกมราคาในระยะสั้นแทน และตอนนี้คือหนึ่งในช่วงเวลาแบบนั้นค่ะ โดย S&P 500 ร่วงไปแล้ว 4 ใน 5 วันทำการล่าสุด นักเทคนิคหลายสำนักจึงกำลังไล่หาแนวรับสำคัญเพื่อดูว่าจุดเลวร้ายที่สุดผ่านไปหรือยัง โดยภาพรวมแนวรับที่พวกเขาจับตาอยู่ต่ำกว่าระดับปิดวันอังคารระหว่างไม่ถึง 1% ไปจนถึงราว 6%
เริ่มจาก Mark Newton หัวหน้ากลยุทธ์เทคนิคจาก Fundstrat ที่จับตาแนวรับใกล้ๆ ที่ 7,237.85 จุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดระหว่างวันของเดือนนี้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน เขามองว่าควรเอนไปทางบวกและใช้จังหวะย่อนี้เพิ่มสถานะ โดยมีจุดต่ำเดือนมิถุนายนเป็นเส้นตาย ถ้าหลุดลงไปต่ำกว่านั้น เขาจะดูที่ 7,000 จุด ซึ่งเป็นบริเวณที่ดัชนีเคยทำจุดสูงสุดใหม่ในไตรมาสแรก และถัดลงไปอีกคือ 6,900 จุดที่จะเป็นแนวรับระยะยาว แม้ตอนนี้ดัชนีจะยังอยู่สูงกว่าระดับนั้นราว 400 จุดก็ตาม
ส่วน JC O’Hara หัวหน้านักกลยุทธ์เทคนิคจาก Roth Capital Partners มองว่า ถ้าดัชนีสหรัฐยืนต่ำกว่า 7,400 จุด เขาเห็นแนวรับที่น่าสนใจแถว 7,340 จุด ซึ่งอยู่ใกล้กับ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (50-Day Moving Average เส้นที่นักลงทุนใช้ดูแนวโน้มระยะกลาง) และต่ำกว่าระดับปิดวันอังคารแค่ 0.4% เท่านั้น
เขาบอกว่าระดับเหล่านี้รวมกันแล้วเป็นโซนที่ดีสำหรับคนที่อยากซื้อหุ้น และสำหรับสายที่ดูฟีโบนัชชี O’Hara ชี้ว่าจุดต่ำกว่า 7,000 จุดเล็กน้อยคือ แนวรับฟีโบนัชชีที่ระดับ 50% ของช่วงที่ดัชนีย่อจากจุดสูงสุดลงมาหาจุดต่ำสุด นับจากจุดต่ำเดือนมีนาคมไปถึงจุดสูงเดือนมิถุนายน เขาเรียกมันว่าเป็น “จุดธรรมชาติ” ที่ตลาดจะรีเซ็ตกลับมาหากเจอแรงขายมากกว่าปกติ
ที่น่าสนใจคือ แม้ S&P 500 จะลงไปถึง 7,000 จุด นักวิเคราะห์จาก UBS อย่าง Nicolas Le Roux และ Maxwell Grinacoff ยังประเมินว่ากองทุนควอนต์สายตามเทรนด์ หรือที่เรียกว่า CTA (Commodity Trading Advisers) จะยังเป็นฝั่งซื้อหุ้นสหรัฐอยู่ดี
Grinacoff บอกว่าที่ระดับ 7,000 จุดนั้น CTA อาจเริ่มลดสถานะจากที่ “ซื้อมาก” เหลือ “ซื้อน้อยลง” แต่ก็ยังคงถือสถานะซื้ออยู่
ฝั่ง Nasdaq 100 ก็มีแนวรับที่เทรดเดอร์จับตาเช่นกัน เริ่มที่ 29,300 จุด ตามด้วย 28,930 จุดซึ่งเป็นจุดต่ำสุดระหว่างวันเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน และถัดลงไปคือ 28,679 จุดที่อยู่ใกล้เส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน
ในวันที่ตลาดผันผวนแบบนี้ ดัชนีความกลัวอย่าง VIX ก็พุ่งขึ้นไปแตะเหนือระดับ 20 ในช่วงสั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปเป็นเส้นที่ส่งสัญญาณว่าความเครียดในตลาดกำลังก่อตัว
Craig Johnson หัวหน้านักเทคนิคจาก Piper Sandler สรุปความรู้สึกของตลาดได้ตรงใจค่ะว่า “มันรู้สึกเหมือนเรากำลังใช้ชีวิตอยู่บนขอบเหว” เรากำลังมุ่งหน้าสู่ฟองสบู่ หรือกำลังจะทะลุทำจุดสูงใหม่ หรือหุ้นกำลังจะกลับตัวลง ตอนนี้ไม่มีใครแน่ใจ ทั้งนี้สำนักของเขากำลังแนะนำลูกค้าให้กระจายออกจากหุ้นเทคที่ราคาสูงลิ่ว แล้วเพิ่มน้ำหนักไปยังหุ้นกลุ่มคุณค่า (Value) อย่างกลุ่มการเงินและกลุ่มอุตสาหกรรมแทน
🚀 จับตา Micron คืนนี้ บทพิสูจน์ว่าดีมานด์ AI ของจริงหรือฟองสบู่
ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ผลประกอบการของ Micron ที่จะประกาศในวันพุธค่ะ เพราะนี่คือบททดสอบที่ชัดเจนที่สุดว่า ดีมานด์สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังแข็งแกร่งพอที่จะค้ำการวิ่งของตลาดทั้งปีนี้ได้หรือไม่ ในเมื่อข่าว SK Hynix จุดความกังวลเรื่องดีมานด์ขึ้นมา ตัวเลขจริงจาก Micron จะเป็นคำตอบที่ตลาดรอฟัง และอย่างที่บอกไปว่าหุ้นร่วงไป 13% ก่อนการประกาศ ความคาดหวังจึงถูกตั้งไว้สูงทีเดียว
Louis Navellier นักกลยุทธ์รุ่นเก๋ามองเรื่องนี้ในแง่บวกค่ะ เขาบอกว่ารายงานของ Micron จะเป็น “บทอวสานอันยิ่งใหญ่” ของ Earnings Season ที่เขาเรียกว่า “น่าทึ่ง” และย้ำว่าทุกการย่อตัวควรถูกมองเป็น “โอกาสในการซื้อ” ซึ่งเป็นมุมมองที่ตรงข้ามกับฝั่งระมัดระวังอย่างสิ้นเชิง
นิคกี้คิดว่านี่คือความสวยงามของตลาดค่ะ เพราะตอนนี้เรามีทั้งฝั่งที่เห็นว่ายังลงต่อได้อีก 10-15% และฝั่งที่บอกว่าให้ช้อนทุกการย่อ ความเห็นที่แตกต่างกันสุดขั้วแบบนี้แหละที่ทำให้ผลของ Micron คืนนี้กลายเป็นตัวแปรสำคัญ
🏦 เงินไหลเข้าบอนด์ ยีลด์ย่อ และโลกที่ Fed อาจ “ขึ้น” ดอกเบี้ย
ในภาวะ Risk-Off แบบนี้ เงินก็ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยตามคาดค่ะ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasuries) ปรับตัวขึ้น ขณะที่สกุลเงินปลอดภัยอย่างเยนญี่ปุ่นและฟรังก์สวิสก็แข็งค่าเด่นกว่าตลาด อัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Yield ปรับลงราว 1-3 จุดเบสิส (จุดเบสิสคือหน่วยย่อย 0.01% นะคะ) นำโดยพันธบัตรอายุสั้นที่อ่อนไหวต่อนโยบาย Fed มากที่สุด โดย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ลดลงราว 3 จุดเบสิสมาอยู่ที่ 4.20%
แต่จุดที่นิคกี้อยากเน้นเป็นพิเศษคือ “ทิศทาง” ของ Fed ค่ะ เพราะรอบนี้แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมา ตลาดสวอปกำลังประเมินความน่าจะเป็นของการ ขึ้น ดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้งในปีข้างหน้า โดยมีการคุมเข้มราว 45 จุดเบสิสที่ถูกสะท้อนไว้ในราคาภายในกลางปี 2027 นั่นหมายความว่าเราอยู่ในโลกที่ความเสี่ยงคือ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่ลด ซึ่งเป็นบริบทที่สำคัญมากต่อการตีความตลาดทั้งหมด
การที่หุ้นร่วงและน้ำมันลงในรอบนี้กลับช่วยลดแรงกดดันต่อ Fed ในการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อลงได้บ้าง
Izaac Brook นักกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยจาก RBC Capital Markets บอกว่าตลาดได้ตั้งราคารองรับมุมมอง Fed สาย “เหยี่ยว” (Hawkish คือเอนไปทางคุมเงินเฟ้อและขึ้นดอกเบี้ย) ไว้ค่อนข้างดีแล้ว ณ จุดนี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปีหลังหักเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ Fed เริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2024
🛢️ น้ำมันร่วง สงครามอิหร่านใกล้จบ แต่ยังมีปมที่ยังไม่ลงตัว
อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยบรรเทาความตึงเครียดของตลาดคือเรื่องน้ำมันและอิหร่านค่ะ ราคาน้ำมันปรับลงต่อเนื่อง โดย Brent ลงมาอยู่ที่ 76.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงมาไกลจากจุดสูงราว 125 ดอลลาร์เมื่อปลายเดือนเมษายน และกำลังเข้าใกล้ระดับก่อนเกิดสงคราม ส่วนน้ำมัน WTI ก็ลดลง 0.1% มาอยู่ที่ 73.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สาเหตุหลักมาจากการที่เรือบรรทุกน้ำมันเริ่มผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ชัดเจนขึ้นหลังข้อตกลงสงบศึกชั่วคราวระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน
ในแง่การเมือง วุฒิสภาสหรัฐที่นำโดยพรรครีพับลิกันได้ลงมติในวันอังคารให้ยุติสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเป็นการตำหนิประธานาธิบดี Trump เชิงสัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แม้มติดังกล่าวจะไม่น่าบังคับให้รัฐบาลเปลี่ยนกลยุทธ์ได้
แต่ก็สะท้อนว่า Trump ขาดแรงสนับสนุนในประเทศต่อการทำสงครามครั้งนี้ และที่น่าสนใจคือ ทั้งสองฝ่ายยังเถียงกันไปมาในประเด็นสำคัญ Trump บอกว่าเงินอิหร่านที่ถูกปลดล็อกจะถูกนำเข้าบัญชี escrow (บัญชีพักเงินที่มีคนกลางควบคุม) โดยสหรัฐเป็นผู้คุม และใช้ซื้อสินค้าเกษตรอเมริกันอย่างข้าวโพด ข้าวสาลี และถั่วเหลืองเท่านั้น
แต่ Esmail Baghaei โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านโต้กลับทันทีว่าเงินก้อนนี้อิหร่านจะใช้ “อย่างอิสระตามที่เห็นสมควร” ไม่ได้ถูกจำกัดให้ซื้อจากสหรัฐ และยังปฏิเสธเรื่องการตรวจสอบนิวเคลียร์ที่ Trump อ้างด้วย
อิหร่านยืนยันว่าเงินที่ถูกอายัดราว 12,000 ล้านดอลลาร์จะถูกปล่อยออกมาเป็นสองงวดเท่าๆ กัน ตามรายงานของสำนักข่าว Mehr ที่อ้างคำพูดของรองรัฐมนตรีต่างประเทศ Kazem Gharibabadi ขณะที่ฝั่งสหรัฐยังไม่ยืนยันตัวเลข
นอกจากนี้ Pentagon ยังขอเงินฉุกเฉินสำหรับกรณีอิหร่านจากสภาคองเกรสถึง 80,000 ล้านดอลลาร์ และยังมีปมค้างคาอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่ม Hezbollah ที่อิหร่านหนุนหลังในเลบานอน
ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ Marco Rubio ก็บินไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และบาห์เรน เพื่อสร้างความมั่นใจให้พันธมิตรในภูมิภาค สำหรับช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านประกาศว่าเปิด “เต็มที่” สำหรับการขนส่งเชิงพาณิชย์แล้ว แม้เทรดเดอร์หลายคนจะเตือนว่าต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าการไหลของน้ำมันและก๊าซจะกลับสู่ภาวะปกติก็ตาม
📈 เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็ง ภาคการผลิตโตเร็วสุดในรอบหลายปี แต่ก็มีจุดที่ต้องระวัง
ท่ามกลางความวุ่นวายในตลาดหุ้น ตัวเลขเศรษฐกิจจริงของสหรัฐกลับออกมาดีค่ะ กิจกรรมภาคธุรกิจขยายตัวในอัตราเร็วที่สุดในรอบ 5 เดือน หนุนโดยดีมานด์สินค้าอุตสาหกรรมที่พุ่งขึ้น โดยดัชนี PMI รวมเบื้องต้นของ S&P Global ขึ้นมาอยู่ที่ 52.2 ในเดือนมิถุนายน (PMI คือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อที่วัดกิจกรรมทางธุรกิจ ตัวเลขเกิน 50 หมายถึงขยายตัว)
ที่เด่นกว่าคือดัชนีภาคการผลิตที่ขึ้นไปแตะ 55.7 ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022 เพราะโรงงานเร่งกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อใหม่ที่เติบโตแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่า 4 ปี
แต่ใต้ตัวเลขสวยๆ ก็มีจุดที่ต้องระวังค่ะ Chris Williamson หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธุรกิจจาก S&P Global Market Intelligence บอกว่าข่าวดีจากตะวันออกกลางช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในกลุ่มธุรกิจสหรัฐในเดือนมิถุนายน แต่ภาคบริการยังขยายตัวในอัตราที่เชื่องช้าเป็นพิเศษ และเขายังกังวลว่าการเติบโตของภาคโรงงานถูกหนุนชั่วคราวจากการสะสมสินค้าคงคลังท่ามกลางความกลัวเรื่องซัพพลาย
ราคาวัตถุดิบยังสูง ทำให้บริษัทต่างๆ หาทางลดต้นทุนด้วยการลดจำนวนพนักงาน โดยจำนวนแรงงานหดตัวทั้งในโรงงานและภาคบริการในเดือนมิถุนายน จนดัชนีการจ้างงานภาคการผลิตร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2020 ส่วนการซื้อวัตถุดิบของโรงงานก็พุ่งขึ้น โดยสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วเป็นอันดับสองเท่าที่เคยมีการบันทึก
น่าสนใจว่าภาคบริการได้แรงหนุนจากฟุตบอลโลกด้วยนะคะ และข้อมูลสำรวจชุดนี้เก็บระหว่างวันที่ 11-22 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐกับอิหร่านลงนามบันทึกความเข้าใจกันพอดี
🗞️ ข่าวรายตัวและมุมอื่นของตลาดที่ไม่ควรมองข้าม
นอกจากเรื่องใหญ่ๆ ยังมีข่าวรายตัวที่นิคกี้อยากเก็บมาเล่าให้ครบค่ะ เริ่มจากตลาดอินโดนีเซียที่ MSCI ตัดสินใจเลื่อนการทบทวนสถานะตลาดออกไปอีกครั้งจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2026 โดยให้เหตุผลว่าต้องการเวลาประเมินว่าการปฏิรูปด้านความโปร่งใสที่เพิ่งประกาศจะได้ผลจริงหรือไม่
ความเสี่ยงที่ค้างคาคือ อินโดนีเซียอาจถูกลดชั้นจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงไปเป็น ตลาดชายขอบ (Frontier Market ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า)
MSCI เคยเตือนเรื่องนี้มาตั้งแต่เดือนมกราคม และทางการอินโดนีเซียก็พยายามแก้ด้วยการยกระดับเกณฑ์ free float หรือสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาดที่คนทั่วไปซื้อขายได้จริงให้เป็น 15% รวมถึงให้ตลาดหลักทรัพย์ระบุชื่อบริษัท 9 แห่งที่มีการกระจุกตัวของผู้ถือหุ้นสูง
ผลของความไม่แน่นอนนี้รุนแรงค่ะ เพราะค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงกว่า 6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้ ต่างชาติเทขายหุ้นไปแล้ว 4,000 ล้านดอลลาร์ และดัชนีหลักร่วงลงราว 30% จนกลายเป็นดัชนีหลักที่แย่ที่สุดในโลกในปีนี้
ฝั่ง SpaceX มีเรื่องราวที่ขัดแย้งกันอย่างน่าสนใจค่ะ ในด้านหนึ่งหุ้นเพิ่งฟื้นขึ้นเล็กน้อย หยุดการเทขายสามวันติดที่ทำให้มูลค่าตลาดหายไปกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การออกหุ้นกู้ครั้งแรกในสหรัฐกลับได้รับความต้องการล้นหลามถึงราว 89,000 ล้านดอลลาร์ เตรียมเป็นหนึ่งในดีลที่ใหญ่ที่สุดในตลาดตราสารหนี้ระดับลงทุนในปีนี้
ส่วน Goldman Sachs กำลังจะทำสถิติใหม่ในไตรมาสสอง โดยธุรกิจเทรดหุ้นมีแนวโน้มสร้างรายได้เกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ และ FedEx ก็รายงานผลประกอบการที่ดีกว่าที่ Wall Street คาด พร้อมคาดว่ากำไรจะเติบโตในปีนี้
ในมุมที่ต้องระวังบ้าง Apollo Global Management กลับมาจำกัดคำขอถอนเงินจากกองทุน Private Credit แบบไม่ซื้อขายในตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อยอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลเรื่องสินทรัพย์กลุ่มนี้
ขณะที่ Qualcomm ราคาร่วงเพราะอยู่ระหว่างเจรจาดีลซื้อบริษัทซอฟต์แวร์ AI ชื่อ Modular และยังมี Bending Spoons บริษัทที่เน้นเข้าซื้อกิจการซอฟต์แวร์ที่กำลังลำบาก ซึ่งกำลังจะระดมทุน IPO สูงถึง 1,620 ล้านดอลลาร์
ในด้านสินทรัพย์อื่น Bitcoin ขยับขึ้น 0.2% มาอยู่ที่ 62,549.18 ดอลลาร์ Ether ขึ้น 0.2% มาที่ 1,665.24 ดอลลาร์ ทองคำย่อลงเล็กน้อย 0.1% มาอยู่ที่ 4,111.79 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น โดยดัชนี Bloomberg Dollar Spot บวก 0.4% เยนอยู่ที่ 161.56 ต่อดอลลาร์ และยูโรทรงตัวที่ 1.1379 ดอลลาร์
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
มาถึงตรงนี้ นิคกี้มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานคือภาพคลาสสิกของตลาดที่วิ่งร้อนแรงเกินไปในกลุ่มแคบๆ แล้วถึงเวลาพักหายใจค่ะ
จำคำพูดที่ว่าตลาดที่แข็งแรงคือตลาดที่มีทั้งขึ้นและลง ไม่ใช่ขึ้นอย่างเดียวได้ไหมคะ การที่หุ้นกระจุกตัวในกลุ่มที่ร้อนแรงที่สุดอย่างเซมิคอนดักเตอร์ออกมาพักฐานหลังวิ่งทำผลตอบแทน 3 หลัก จึงแทบไม่ใช่เรื่องน่าตกใจเลย และข้อมูลใต้พื้นผิวที่หุ้นเกือบ 60% ยังปิดบวกก็ยืนยันว่านี่เป็นการเทขายแบบกระจุก ไม่ใช่การล้างพอร์ตทั้งกระดาน
ในภาพใหญ่ นิคกี้คิดว่าบทเรียนสำคัญที่สุดของรอบนี้คือเรื่องของ โครงสร้างตลาด ที่เปลี่ยนไปค่ะ การเติบโตของกองทุน Leverage จนแตะ 290,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้กลไกการ rebalancing แบบเครื่องจักรกลายเป็นตัวเร่งความผันผวนที่ทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนที่ Nomura เปรียบว่าผีเสื้อขยับปีกในเกาหลีกลายเป็นพายุที่อีกซีกโลก
สิ่งนี้แปลว่าในอนาคต เวลาตลาดลง มันอาจลงเร็วและแรงกว่าที่พื้นฐานควรจะเป็น และเวลาตลาดขึ้น มันก็อาจขึ้นเกินจริงเช่นกัน เราในฐานะนักลงทุนระยะยาวจึงต้องเข้าใจว่าความผันผวนระยะสั้นแบบนี้จะเป็นเรื่องที่เจอบ่อยขึ้น ไม่ใช่น้อยลง
สิ่งที่ต้องจับตาในวันถัดไปมีอยู่สองเรื่องใหญ่ค่ะ เรื่องแรกคือผลประกอบการของ Micron ในคืนวันพุธ ที่จะเป็นคำตอบว่าดีมานด์ AI ยังของจริงไหม และเรื่องที่สองคือรายละเอียดเพิ่มเติมของข่าว SK Hynix เรื่องการหันไปทำ DRAM ราคาถูก ว่าจะกระทบมุมมองทั้งอุตสาหกรรมแค่ไหน
นอกจากนี้ก็ต้องดูว่า S&P 500 จะยืนเหนือแนวรับสำคัญได้หรือไม่ เพราะมันคือเส้นที่นักช้อนกำลังรอจังหวะอยู่ค่ะ
โฆษณา