24 มิ.ย. เวลา 05:34 • ความคิดเห็น
รับรู้รับฟังอะไรมา ฝึกแยกแยะให้ออกเสียก่อนว่าคนพูดจะสื่ออะไร
คำสวยหรู ศัพท์สูง มธุรสวาจาทรงชฎาเจ็ดชั้น หรือภาษาพ่อขุน จะดิบจะเถื่อนใดๆก็แล้วแต่ สไตล์การพูดพวกนี้มันแค่เคลือบอยู่ที่เปลือกนอกป่าว!! ถ้าฟังแล้วมัวติดอยู่ที่เปลือก แล้วจะเจอแก่นของคำพูดเหล่านั้นได้อย่างไร
มองข้ามเปลือกไปค่ะ อย่าไปติดที่เปลือกแต่มองที่แก่น มองหา "สารที่เขาจะสื่อ" แต่จะหาให้เจอก็ต้องวางอคติเสียก่อน วิเคราะห์ให้เป็นว่าเขาจะสื่ออะไร คิดให้ตกว่าส่วนไหนมีประโยชน์ก็รับมาปรับใช้ อะไรที่ nonsense ก็เมินๆไปบ้าง
หรือถ้าไม่ถูกจริตกับสไตล์ไหน รับไม่ไหวฟังแล้วแสลงหู ก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปซะ ก็แค่นั้นเอง!! จะมัวเสียพลังงานทำไมกับการเก็บมาคิดว่า คิดยังไงกับคนพูด ยิ่งมานั่งจับผิดคำพูดหรือหาข้อโต้แย้ง อันนี้ยิ่งเลอะเทอะ!!
อยากชวนให้ตั้งหลักคิดเสียใหม่ว่า..
ถึงจะเป็นคำพูดของคนที่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าตัวคุณเอง ไม่ได้จะอยากมีชีวิตแบบเค้า ไม่ได้มองว่าคนๆนั้นจะเป็นแบบอย่างให้คุณได้ คุณก็ไม่ต้องไปเสียเวลาไปฟังเค้า จบ!!
1
คนพูดน่ะนะ ไม่ว่าคนๆนั้นจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวฟูมฟายแบกโลก ทุกคนก็พูดจากมุมของตัวเองทั้งนั้นแล จะจริงจะเท็จ บิดเบี้ยว พูดไม่หมด หรือใดๆก็ตาม คำพูดของคนๆหนึ่ง ย่อมไม่ใช่ทั้งหมดของคนๆนั้นค่ะ
แต่การพูดเป็นเพียงหนึ่งในวิธีที่คนเราใช้เผยบางมุมของตนที่อยากให้โลกเห็น
นอกจากนั้น คำพูดยังเป็นสิ่งสะท้อนว่าคนๆนั้นมองโลกอย่างไร พูดจากใจ ย่อมต่างจาก พูดเพราะปมในใจ
ดังนั้นเราในฐานะคนฟัง ถ้าเราไม่มีปมอะไรในใจ ถึงจะฟังอะไรมาก็จะไม่สะกิดโดนปมอะไรมั้ย!! ถึงไม่เห็นด้วยก็ไม่ตีฟู ไม่หมกมุ่น แม้มันจะไม่สอดคล้องกับชุดความคิดความเชื่อของเรา
1
โฆษณา