เมื่อวาน เวลา 12:18 • หุ้น & เศรษฐกิจ

📉 อวสานทองคำ-บิตคอยน์มาถึงแล้วจริงหรือ? เมื่อ Fed เปลี่ยนเกมดอลลาร์กลับมาทวงบัลลังก์

สวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้กลับมาแล้วพร้อมกับเรื่องใหญ่ที่กำลังเขย่าตลาดการเงินโลกอยู่ตอนนี้ค่ะ ถ้าใครติดตามข่าวการลงทุนช่วงสองปีที่ผ่านมา คงคุ้นเคยกับธีมการลงทุนยอดฮิตที่เรียกว่า “Debasement Trade” หรือกลยุทธ์เดิมพันว่าค่าเงินจะเสื่อมค่าลง คนแห่กันไปซื้อทองคำกับบิตคอยน์เพื่อหนีจากเงินดอลลาร์ และมันก็ทำกำไรงดงามมาตลอด แต่วันนี้นิคกี้อยากชวนทุกคนมาดูกันแบบละเอียดว่า ทำไมธีมที่เคยร้อนแรงสุดๆ ธีมนี้ถึงกำลังคอยๆ ดับลง และทำไมชายที่ชื่อ Kevin Warsh ถึงกลายเป็นตัวละครสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ค่ะ
💡 Debasement Trade คืออะไร? ทำไมคนถึงเทใจให้ทองกับบิตคอยน์
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจคำนี้กนก่อนนะคะ “Debasement” แปลตรงตัวคือการลดทอนคุณค่า ในที่นี้หมายถึงการที่อำนาจซื้อของเงินสกุลหนึ่งค่อยๆ เสื่อมลง ส่วน “Debasement Trade” คือกลยุทธ์การลงทุนที่เลือกถือสินทรัพย์อย่างทองคำและบิตคอยน์ แทนที่จะถือสกุลเงินที่เปราะบางต่อภาวะเงินเฟ้อ การก่อหนี้ภาครัฐที่มากเกินไป และนโยบายการเงินที่หละหลวม ซึ่งสกุลเงินที่ว่านั้นก็คือเงินดอลลาร์สหรัฐนั่นเองค่ะ
เหตุผลที่ธีมนี้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าหลักของตลาดตลอดสองปีที่ผานมา มาจากความกังวลที่สะสมมานานในสหรัฐ ทั้งการที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และภาวะเงินเฟ้อที่อยู่สูงกว่าเป้าหมายมานานกว่าครึ่งทศวรรษ สองปัจจัยนี้จุดชนวนความกลัวว่าอำนาจซื้อของเงินดอลลาร์จะถูกกัดกร่อนลงเรื่อยๆ
เมื่อคนไม่เชื่อมั่นในเงินกระดาษ ก็หันไปหาสินทรัพย์ที่เชื่อว่าจะรักษามูลค่าได้ดีกว่า ผลก็คือราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 175% ในระยะเวลาสองปีจนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากค่ะ
เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่นักลงทุนรายย่อยที่เชื่อนะคะ ระดับมหาเศรษฐีอย่าง Ray Dalio และ Ken Griffin ก็เคยออกมาบอกว่าในที่สุดแล้วทองคำอาจปลอดภัยกว่าเงินดอลลาร์เสียอีก พร้อมเตือนว่าเส้นทางหนี้ของสหรัฐกำลังเสี่ยงนำไปสู่วิกฤตการคลังในอนาคต นี่คือบริบทที่ทำให้ Debasement Trade กลายเป็นเดิมพันที่หลายคนเชื่อมั่นคะ
🏦 จุดเปลี่ยนเริ่มต้นที่ 30 มกราคม — วันที่ทรัมป์เสนอชื่อ Kevin Warsh
ถ้าจะหาจุดเริ่มต้นของจุดจบ นิคกี้ต้องพาทุกคนย้อนกลับไปที่วันที่ 30 มกราคมค่ะ วันนั้นคือวันที่ประธานาธิบดี Donald Trump เสนอชื่อ Kevin Warsh ขึ้นมาเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และมันทำให้นักลงทุนต้องกลับมาทบทวนเดิมพัน Debasement Trade กันใหม่ทั้งหมด
ปฏิกิริยาในวันนั้นรุนแรงมากค่ะ ราคาทองคำร่วงลงมากถึง 13% ภายในวันเดียวจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งถือเป็นการร่วงแรงที่สุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษ
ลองนึกภาพดูนะคะว่าสินทรัพย์ที่ถูกมองว่าเป็น Safe Haven หรือหลุมหลบภัยปลอดภัย กลับร่วงหนักที่สุดในรอบสี่สิบกว่าปีในวันเดียว หลังจากนั้นบิตคอยน์ก็ทรุดตามลงมา ขณะที่เงินดอลลาร์ซึ่งอ่อนค่ามายาวนานก็เริ่มหาจุดต่ำสุดและกลับตัวขึ้นได้
ที่น่าสนใจคือความย้อนแย้งของเรื่องนี้ค่ะ Warsh ได้รับการเสนอชื่อจากทรัมป์เพราะเขาสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ย แต่สิ่งที่ติดอยู่ในใจนักลงทุนกลับเป็นภาพลักษณ์เดิมของเขาในฐานะ “เหยี่ยวเงินเฟ้อ” (inflation hawk) หรือคนทีเข้มงวดกับการคุมเงินเฟ้อเป็นพิเศษ ความไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วเขาจะเลือกเดินทางไหน มากพอที่จะทำให้นักลงทุนบางส่วนตัดสินใจ Hedging หรือป้องกันความเสี่ยงทันทีที่เขาถูกเสนอชื่อค่ะ
⚠️ ทำไม Warsh ถึงทำให้ทุกอย่างพลิก? คำตอบอยู่ที่ “ความน่าเชื่อถือ” ของ Fed
แนวโน้มนี้ยังชัดเจนขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตอนที่ Warsh นำการประชุมนโยบายการเงินครั้งแรกในฐานะประธาน Fed และเขาประกาศชัดเจนว่า เสถียรภาพด้านราคา (price stability) คือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คำพูดนี้สำหรับเทรดเดอร์หลายคนถือว่าช่วยคลายความกังวลได้เยอะมาก เพราะก่อนหน้านี้ตลาดกลัวว่าเขาอาจจะแค่ทำตามใจทำเนียบขาวที่อยากได้ดอกเบี้ยต่ำๆ แต่พอเขาพูดแบบนี้ Debasement Trade ก็ถูกเทขายลงไปอีกขาหนึ่งค่ะ
มีความเห็นจากนักวิเคราะห์ที่นิคกี้อยากยกมาให้ฟังค่ะ Gavyn Davies ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานของ Fulcrum Asset Management ซึ่งเคยเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs มาก่อน เขาพูดได้แสบมากว่า ใครก็ตามที่คิดว่า Warsh เป็นแค่หุ่นเชิดที่ถูกส่งเข้ามาเพื่อลดดอกเบี้ยโดยไม่สนใจเงินเฟ้อ จะต้องผิดหวังอย่างมาก เพราะเขาไม่ใช่ประธาน Fed แบบนั้น
ส่วน Jonathan Owen ผู้จัดการกองทุนจาก TwentyFour Asset Management ก็เสริมในมุมที่นิคกี้เห็นด้วยค่ะ เขาบอกว่าสิ่งที่คนเคยกังวลคือเรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อ ความน่าเชื่อถือของ Fed และความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และตอนนี้ความกังวลเหล่านั้นไดรับการคลี่คลายไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว
นี่คือหัวใจของเรื่องเลยค่ะ ตลาดไม่ไดกลัวแค่เรื่องดอกเบี้ย แต่กลัวว่า Fed จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในการคุมเงินเฟ้อ พอ Warsh มาเรียกความเชื่อมั่นตรงนี้กลับคืนมาได้ เหตุผลที่จะถือทองหนีดอลลาร์ก็อ่อนลงทันที
📈 ตลาดเปลี่ยนเดิมพันจาก “ลดดอกเบี้ย” เป็น “ขึ้นดอกเบี้ย”
ผลที่ตามมาคือการพลิกมุมมองครั้งใหญ่ค่ะ ตอนนี้ตลาดเทน้ำหนักเต็มที่ไปที่การ “ขึ้น” ดอกเบี้ยถึงสองครั้งภายในสิ้นไตรมาสแรกของปี 2027 เทียบกับก่อนการประชุมสัปดาห์ที่แล้วที่ตลาดมองแค่การขึ้นเพียงครั้งเดียว และที่สำคัญคือการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในการประชุมรอบถัดไปเดือนกรกฎาคมนี้เลยคะ
ลองคิดดูนะคะว่านี่คือการเปลี่ยนทิศทางความคาดหวังที่รุนแรงแค่ไหน จากที่เคยรอคอยว่าดอกเบี้ยจะลง กลายเป็นเตรียมรับว่าดอกเบี้ยจะขึ้น คำพูดของ Warsh จึงไม่ได้แค่ทำให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่า แต่ยังหนุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อให้ปรับตัวดีขึ้นด้วย โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยแลกมากับการร่วงลงของทองคำและคริปโตค่ะ
💲 ดอลลาร์กลับมาแข็ง แต่ไม่ได้เป็นเพราะ Warsh คนเดียว
ตรงนี้นิคกี้อยากให้มองภาพให้รอบด้านค่ะ เงินดอลลาร์ไม่ได้แข็งค่าเพราะ Warsh เพียงอย่างเดียว แต่ก่อนหน้านี้ดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นที่กลับมาในเรื่อง American Exceptionalism หรือความโดดเด่นเหนือใครของเศรษฐกิจสหรัฐอยู่แล้ว ทั้งเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
และจุดได้เปรียบด้านพลังงานของสหรัฐ ที่ทำให้เงินดอลลาร์น่าสนใจกว่าสกุลเงินของประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานอย่างในยุโรปและเอเชีย นอกจากนี้ภาพการจ้างงานที่เริ่มทรงตัวก็ยังทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงให้ดอลลาร์มีเสถียรภาพมากขึ้นด้วยค่ะ
หลังการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว JPMorgan ถึงกับปรับเพิ่มประมาณการค่าเงินดอลลาร์เทียบกับยูโร และแนะนำให้เปิดสถานะ Long ดอลลาร์ หรือเดิมพันว่าดอลลาร์จะแข็งค่า เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า ซึ่งรวมถึงฟรังก์สวิสและดอลลาร์นิวซีแลนด์ โดย Meera Chandan ผู้ร่วมเป็นหัวหน้าทีมกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนของ JPMorgan พูดสรุปได้ดีมากค่ะว่า ถ้า Fed มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ย มันก็ยากมากที่จะเล่นไพ่ Debasement
สัญญาณที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ในตลาดออปชันค่าเงิน ความต้องการป้องกันความเสี่ยงไว้รับมือกรณีดอลลาร์แข็งค่าต่อเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ซึ่งเป็นสกุลเงินหลุมหลบภัยดั้งเดิม ได้พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 เลยทีเดียวค่ะ
💰 Real Yield พุ่งคือ ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของทองคำและบิตคอยน์
มาถึงกลไกสำคัญที่นิคกี้อยากอธิบายให้ลึกที่สุดค่ะ เพราะนี่คือหัวใจที่ทำให้ทองคำและบิตคอยน์เจ็บตัว นอกจากคำมั่นเรื่องการกอบกู้ความน่าเชื่อถือในการต่อสู้กับเงินเฟ้อแล้ว Warsh ยังเรียกร้องให้เกิดการ “เปลี่ยน Regime” หรือการปฏิรูปครั้งใหญ่ในวิธีที่ธนาคารกลางดำเนินนโยบาย สื่อสารกับตลาด และบริหารงบดุล โทนใหม่นี้ได้ช่วยผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว (real yield หรือผลตอบแทนที่แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อ) ขึ้นไปอยู่ที่ 2.28% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปีค่ะ
แล้ว Real Yield เกี่ยวอะไรกับทองคำคะ? ตรงนี้สำคัญมากค่ะ เมื่อผลตอบแทนที่แท้จริงสูงขึ้น มันก็เพิ่ม “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของการถือสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้ใดๆ ทั้งทองคำและบิตคอยน์
พูดง่ายๆ คือ ถ้าวันนี้นิคกี้เอาเงินไปซื้อพันธบัตรแล้วได้ผลตอบแทนที่แท้จริงสูงถึง 2.28% การถือทองคำที่ไม่ให้ดอกเบี้ยหรือเงินปันผลเลยก็ยิ่งดูไม่คุ้ม เพราะเรากำลังเสียโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนก้อนนั้นไป นี่คือเหตุผลเชิงกลไกที่ทำให้เมื่อ Real Yield ขึ้น ทองคำกับคริปโตมักจะโดนกดดันค่ะ
🔻 ทองคำโดนหั่นเป้าราคา เม็ดเงินไหลออกหนักสุดตั้งแต่ปี 2013
ผลกระทบที่ตามมาเห็นได้ชัดในมุมมองของวาณิชธนกิจชั้นนำค่ะ Deutsche Bank ปรับลดประมาณการราคาทองคำลงมากถึง 22% เนื่องจากนักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้นต่อทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ และความต้องการทองคำเริ่มเหือดหายไป ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นตามหลัง Goldman Sachs ที่เพิ่งหั่นเป้าราคาปลายปีลง 500 ดอลลาร์ เหลือ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อสัปดาห์ก่อนค่ะ
ที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือกระแสเงินค่ะ มีเงินไหลออกจากกองทุน SPDR Gold Shares ซึ่งเป็น ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุด เกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนนี้เพียงเดือนเดียว และเมื่อนับรวมตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เม็ดเงินที่ไหลออกจาก ETF ตัวนี้สูงถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นยอดไหลออกในช่วงสี่เดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 เลยค่ะ ตัวเลขนี้สะท้อนว่านักลงทุนกำลังถอนตัวออกจากทองคำอย่างมีนัยสำคัญจริงๆ
⚖️ แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้จบแบบขาวกับดำ
ถึงตรงนี้นิคกี้อยากเบรกไว้ก่อนค่ะ เพราะ Debasement Trade ไม่เคยเป็นเรื่องของนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว ความกังวลเรื่องการก่อหนี้ของภาครัฐและความยั่งยืนของหนี้ยังคงอยู่ครบถ้วนค่ะ ตอนนี้สหรัฐยังขาดดุลงบประมาณอยู่ใกล้ระดับ 6% ของ GDP ทั้งที่รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent เคยให้คำมั่นว่าจะลดให้เหลือครึ่งหนึ่งภายในสิ้นสมัยของทรัมป์
ส่วนในอังกฤษ นักลงทุนก็ยังกังวลว่าการกู้เพิ่มเพื่อนำมาใช้จ่ายอาจทำให้ฐานะการคลังที่เปราะบางอยู่แล้วยิ่งตึงเครียดขึ้น และความกังวลแบบเดียวกันนี้ก็ดังก้องอยู่ในญี่ปุ่นเช่นกันค่ะ
ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างปัจจัย “เชิงโครงสร้าง” กับปัจจัย “เชิงวัฏจักร” ค่ะ Paresh Upadhyaya นักกลยุทธ์จาก Pioneer Investments ที่พลิกมามองบวกกับดอลลาร์ อธิบายไว้คมมากว่า เรื่องเล่า Debasement เป็นเรื่องเชิงโครงสร้างก็จริง แต่นั่นเป็นเรื่องราวระยะยาว ส่วนในตอนนี้เรามีปัจจัยเชิงวัฏจักรที่จะเข้ามามีอิทธิพลเหนือธีม Debasement ในระยะสั้น พูดง่ายๆ คือ ปัญหาหนี้ระยะยาวยังไม่หายไปไหน แต่ในระยะนี้เรื่องความน่าเชื่อถือของ Fed กำลังเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดที่ใหญ่กว่าค่ะ
JPMorgan ประเมินว่าสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนในธีม Debasement Trade ซึ่งหลักๆ คือทองคำและบิตคอยน์ ได้ลดกลับลงมาอยู่ที่ระดับเดียวกับเดือนมีนาคมปี 2025 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ทรัมป์จะประกาศมาตรการภาษีและจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกับความน่าเชื่อถือทางนโยบายขึ้นมาอีกครั้ง และ Chandan จาก JPMorgan ก็สรุปสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า Debasement Trade กำลังจะค่อยๆ ตายลงคะ
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
สรุปภาพรวมนะคะ สิ่งที่เรากำลังเห็นคือการพลิกกลับของหนึ่งในธีมการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรอบสองปีที่ผ่านมา จากที่ทุกคนแห่กันหนีดอลลาร์ไปหาทองคำและบิตคอยน์ ตอนนี้กระแสกำลังไหลย้อนกลับ และจุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการมาของ Kevin Warsh ที่เรียกความเชื่อมั่นในความสามารถคุมเงินเฟ้อของ Fed กลับคืนมาได้ นิคกี้มองว่านี่คือการเปลี่ยน Regime ของตลาดอย่างชัดเจนค่ะ เพราะแก่นเรื่องไม่ใช่แค่ตัวเลขดอกเบี้ย แต่เป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นรากฐานของทุกอย่าง
ในภาพใหญ่ บทเรียนที่นิคกี้อยากให้ทุกคนเก็บไปคือ ความแตกต่างระหว่างเรื่องเชิงโครงสร้างกับเรื่องเชิงวัฏจักรค่ะ ปัญหาหนี้ก้อนโตของสหรัฐ การขาดดุลงบประมาณใกล้ 6% ของ GDP และความกังวลแบบเดียวกันในอังกฤษกับญี่ปุ่น เหล่านี้คือเรื่องเชิงโครงสร้างที่ยังไม่หายไปและอาจกลับมาเป็นประเด็นได้อีกในระยะยาว
แต่ในระยะสั้นถึงกลาง ปัจจัยเชิงวัฏจักรอย่างทิศทางดอกเบี้ยและ Real Yield ที่สูงขึ้นกำลังเป็นฝ่ายชนะ การที่ราคาทองเคยพุ่ง 175% ในสองปีแล้วร่วง 13% ในวันเดียว คือเครื่องเตือนใจชั้นดีว่าไม่มีเทรนด์ไหนวิ่งทางเดียวตลอดไปค่ะ
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ นิคกี้คิดว่ามี 3 เรื่องใหญ่ค่ะ เรื่องแรกคือการประชุม Fed เดือนกรกฎาคม ที่อาจมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเกิดขึ้นจริง เรื่องที่สองคือทิศทางของ Real Yield ว่าจะยังปีนต่อหรือเริ่มแผ่ว เพราะมันคือตัวกดดันทองคำและคริปโตโดยตรง และเรื่องที่สามคือกระแสเงินไหลออกจาก ETF ทองคำว่าจะหยุดหรือจะไหลออกต่อ ทั้งสามเรื่องนี้จะเป็นตัวบอกว่า Debasement Trade ตายสนิทแล้วจริง หรือแค่พักหายใจชั่วคราวค่ะ
สุดท้ายนี้ นิคกี้อยากฝากไว้ว่า อย่าเพิ่งตื่นตระหนกเทขายทองทิ้งทั้งหมด และก็อย่าไป FOMO ไล่ซื้อดอลลาร์ตามข่าวเช่นกันค่ะ เรื่องราวแบบนี้แหละที่ย้ำเตือนว่าทำไมเราถึงไม่ควรเทเงินทั้งหมดไปเดิมพันกับเรื่องเล่าใดเรื่องเล่าหนึ่ง การกระจายความเสี่ยงและการกลับมาทบทวน Asset Allocation ของพอร์ตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ คือสิ่งที่จะช่วยให้เรารับมือกับการเปลี่ยน Regime แบบนี้ได้อย่างมั่นคงที่สุดค่ะ 💛
โฆษณา