Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลงทุนแมน
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
4 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ
เวียดนาม ตามรอยญี่ปุ่น ลดหน่วยงานรัฐ ลดข้าราชการ เพื่อดัน GDP ให้โต
- ยุบกระทรวงที่ซ้ำซ้อน 5 กระทรวง
- ลดจำนวนจังหวัดลง 50% หรือครึ่งหนึ่ง
- ปลดพนักงานของรัฐ 20% ภายในเวลา 5 ปี
นี่คือแผนการปฏิรูประบบราชการของเวียดนาม ที่ถูกผลักดันพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศในรอบ 40 ปี
ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็เพื่อผลักดันให้ เศรษฐกิจของเวียดนามโตให้ถึง 10% ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้
และไกลกว่านั้นคือ มุ่งสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง ภายในปี 2588
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ในปี 2568 เศรษฐกิจเวียดนามก็เติบโตได้มากถึง 8% ซึ่งก็ถือว่าดีมากอยู่แล้ว
แต่สำหรับรัฐบาลเวียดนามแล้ว คงมองว่าระดับการเติบโตที่ผ่านมาเท่านี้คงยังไม่พอ
แล้วทำไม การปฏิรูปหน่วยงานราชการครั้งใหญ่
ถึงเป็นกุญแจสำคัญ ในการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หลายประเทศที่สามารถยกระดับเป็นประเทศพัฒนาได้ ต่างก็เริ่มจากตัวหน่วยงานรัฐเอง ที่จะต้องบริหารทรัพยากร หรืองบประมาณนั้นให้มีประสิทธิภาพ
ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ในช่วงที่กำลังสร้างชาติ
ก็ได้ทำแบบเดียวกับที่ประเทศเวียดนาม กำลังทำในตอนนี้
ญี่ปุ่น ได้ลดหน่วยงานรัฐท้องถิ่น มาแล้ว 3 รอบใหญ่ ๆ นั่นคือ
- ครั้งที่ 1 สมัยเมจิ เมื่อ 130 กว่าปีก่อน
โดยควบรวมหมู่บ้านให้รวมกันเป็นเมืองเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารท้องถิ่น ทำให้จากเดิม ที่มีเทศบาลมากกว่า 71,000 แห่ง
ก็ลดลงเหลือเพียง 15,859 แห่ง หรือลดลงเหลือเพียง 1 ใน 5
- ครั้งที่ 2 สมัยโชวะ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ประมาณปี 2488-2503)
ซึ่งเป็นช่วงที่ญี่ปุ่น ต้องการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายอย่างหนัก
ดังนั้น จึงต้องมีการควบรวมเทศบาลครั้งใหญ่
โดยให้เมืองเล็กหลายเมือง รวมกันเป็นเมืองใหญ่เมืองเดียว เพื่อให้สามารถฟื้นฟูและพัฒนาเมืองต่าง ๆ หลังสงครามโลกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
1
อย่างเช่น การวางผังเมืองใหม่ การสร้างถนน ทำระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และระบบขนส่งสาธารณะแบบบูรณาการกัน
เพื่อให้เป็นระบบระเบียบ และบริหารจัดการได้ง่าย ภายใต้เทศบาลท้องถิ่นเดียว
ทำให้ในสมัยนั้น จำนวนเทศบาลท้องถิ่น จากเดิมมี 9,868 แห่ง ลดลงเหลือเพียง 3,472 แห่งเท่านั้น
หรือหน่วยงานเทศบาลถูกลดลงไปอีก เหลือเพียงแค่ราว 1 ใน 3
ซึ่งผลจากการยุบรวมเทศบาล ให้กลายเป็นเมืองที่ใหญ่ขึ้น ก็ทำให้เมืองนั้น สามารถใช้นโยบายเดียวกันในการบริหารจัดการเมือง
ที่สำคัญ เมื่อเมืองมีขนาดใหญ่ขึ้น และสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ก็ทำให้เมืองนั้นมีอิสระในการบริหาร
ผู้บริหารท้องถิ่น จึงสามารถตัดสินใจ วางแผนนโยบายต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเมือง พัฒนาเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่เดียวกัน ได้อย่างอิสระ
โดยที่ไม่ต้องไปรองบประมาณ หรือการตัดสินใจ จากรัฐบาลกลาง
- ครั้งที่ 3 สมัยเฮเซ ซึ่งเป็นช่วงประมาณปี 2542-2553
โดยรัฐบาลญี่ปุ่น ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ผ่านโครงการ Heisei Municipal Mergers
ซึ่งเป็นการลดหน่วยงานท้องถิ่นให้เหลือน้อยลงอีกครั้ง ด้วยการควบรวมเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกันอีกรอบ
เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่น
ที่กำลังมีประชากรวัยทำงานลดน้อยลง กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ
การรวมเทศบาลให้เป็นเมืองที่ใหญ่ขึ้นครั้งนี้
จะทำให้เมืองนั้นมีประชากรวัยทำงานมากขึ้น
และก็จะทำให้เศรษฐกิจภายในเมืองคึกคักขึ้น
และรัฐบาลเองก็จะจัดเก็บภาษีท้องถิ่นเพื่อพัฒนาพื้นที่ได้มากขึ้นอีกด้วย
1
ซึ่งในยุคสมัยนี้ ทำให้หน่วยงานเทศบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่น ลดลงจากเดิม 3,232 แห่ง เหลือเพียง 1,718 แห่ง หรือลดน้อยลงเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
ปัจจุบันในปี 2567 ประเทศญี่ปุ่น มีหน่วยงานเทศบาลท้องถิ่นอยู่เพียง 1,741 แห่ง แบ่งออกเป็น
- 23 เขตพิเศษในกรุงโตเกียว (Wards)
- 20 เมืองขนาดใหญ่ (Designated City)
คือมีสถานะเทียบเท่าจังหวัด อย่าง โอซากา นาโกยะ ซัปโปโระ และฟูกูโอกะ
- 772 เมือง (City)
- 743 ตำบล (Town)
- 183 หมู่บ้าน (Village)
จะเห็นได้ว่า จากเมื่อประมาณ 130 กว่าปีก่อน
ที่มีจำนวนเทศบาลอยู่กว่า 71,314 แห่ง ก็เหลือเทศบาลอยู่เพียง 1,741 แห่ง
ถือว่าประเทศญี่ปุ่นสามารถควบรวมหน่วยงานเทศบาล ให้สามารถลดลงเหลือเพียง 2.4%
ของจำนวนเทศบาลทั้งหมด เมื่อ 130 กว่าปีก่อน
แต่ก็สามารถพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมท้องถิ่นให้เติบโต จนกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้
ทีนี้มาที่ฝั่งของเวียดนามบ้าง
ทำไมเวียดนาม ต้องพยายามลดขนาดของระบบราชการ ?
ต้องบอกว่า ตั้งแต่ที่เวียดนาม ได้นำแนวทางการปฏิรูปที่เรียกว่า “โด่ย เหมย” มาใช้ในปี 2529 หรือเมื่อ 40 ปีก่อน
ซึ่งแนวคิด “โด่ย เหมย” เป็นแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจของเวียดนาม ส่งเสริมการแข่งขันในเวทีโลก กระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ
ภายหลังจากการปฏิรูปโด่ย เหมย เวียดนามก็ได้มีการกระจายอำนาจการบริหารราชการ
ที่แต่เดิมจะรวมศูนย์อยู่กับส่วนกลาง ให้มีการกระจายอำนาจไปยังระดับท้องถิ่น เพื่อให้การบริหารจัดการคล่องตัวขึ้น
นอกจากนี้ เวียดนามยังปฏิรูปองค์กรราชการบางส่วน ให้เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็คือเป็นรูปแบบเอกชน โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ดังนั้น นับตั้งแต่การปฏิรูปโด่ย เหมย ก็ทำให้ขนาดของระบบราชการส่วนกลางในเวียดนามเล็กลง
แต่ก็แลกมากับ หน่วยงานระดับท้องถิ่นมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับจังหวัด อำเภอ หรือตำบล
ทำให้หลายพื้นที่ มีข้าราชการท้องถิ่นที่มากเกินความจำเป็น
โดยจุดตั้งต้น เวียดนามแบ่งการปกครองออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
- ระดับจังหวัดและเมืองใหญ่ มีทั้งหมด 63 แห่ง
ประกอบด้วย 57 จังหวัด และ 6 เมืองใหญ่ที่มีสถานะเทียบเท่าจังหวัด เช่น ฮานอย โฮจิมินห์ และดานัง
- ระดับอำเภอ มีทั้งหมด 696 แห่ง
- ระดับตำบล มีทั้งหมด 10,035 แห่ง
ซึ่งการมีหน่วยงานบริหารระดับตำบลที่มากขนาดนี้ ทำให้เวียดนามจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณที่มีการกระจายไปให้ท้องถิ่นมากขึ้น
เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้รัฐบาลเวียดนาม มีแผนที่จะปรับโครงสร้างของระบบราชการให้เล็กลง
โดยปลายปี 2567 หลังจาก โต เลิม ขึ้นดำรงตำแหน่ง
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เขาได้ประกาศแผนปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ โดยตั้งกรอบเวลาที่รวดเร็วและเข้มงวดมาก
ต้นปี 2568 รัฐบาลเวียดนามได้ยื่นร่างและผ่านมติเห็นชอบในสภาแห่งชาตินัดพิเศษ เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น
มากลางปี 2568 กฎหมายและโมเดลการบริหารราชการแผ่นดินรูปแบบใหม่ ก็เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
โมเดลที่ว่า ก็มีตั้งแต่
1. ลดจังหวัดลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่มีอยู่ถึง 63 จังหวัด ให้เหลือเพียง 34 จังหวัด และลดหน่วยงานระดับตำบลลงถึง 70%
โดยรัฐบาลเวียดนาม จะมีการควบรวมท้องถิ่นระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบลหลาย ๆ แห่งเข้าด้วยกัน
โดยจังหวัดเล็ก ๆ ก็จะรวมกันให้เป็นจังหวัดที่ใหญ่ขึ้น
เพื่อให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมของแต่ละพื้นที่ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
จนทำให้เมืองบางเมืองที่เป็นศูนย์กลางของจังหวัดนั้น มีขนาดใหญ่มากขึ้น
นอกจากนี้ การรวมเป็นจังหวัดเดียว พื้นที่เดียว ก็จะทำให้การพัฒนาพื้นที่ในภาพใหญ่ มีความเป็นเอกเทศหรือคล่องตัวมากขึ้น
เพราะการตัดสินใจในด้านนโยบายต่าง ๆ นั้น
ก็จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำจังหวัด หรือผู้นำพื้นที่เพียงแค่คนเดียว เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นได้ทำ
2. ลดจำนวนกระทรวงจาก 22 กระทรวง เหลือ 17 กระทรวง
โดยกระทรวงไหน ที่มีภารกิจ หรือขอบเขตงานที่ใกล้เคียงกัน และสามารถทำงานร่วมกันได้ ก็ให้ยุบเหลือเพียงแค่กระทรวงเดียว อย่างเช่น
- ยุบกระทรวงวางแผนและการลงทุน ไปรวมกับกระทรวงการคลัง เพราะเกี่ยวข้องกับการเงินเหมือนกัน
- ยุบกระทรวงขนส่ง ให้ไปรวมกับกระทรวงก่อสร้าง
เพราะเกี่ยวข้องกับการวางผังเมืองและการคมนาคมที่ต้องทำงานร่วมกัน
- ยุบกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เข้ากับกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรของประเทศ
- ยุบกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร เข้ากับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมโดยตรง
จะเห็นได้ว่า การยุบบางกระทรวงออกไปนั้น
ทำให้รัฐบาลเวียดนาม สามารถลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน ที่มีหน้าที่ หรือภารกิจในการทำงานที่คล้ายกัน
แถมยังช่วยลดความขัดแย้งในการทำงาน ระหว่างกระทรวงต่าง ๆ อีกด้วย
3. ปลดพนักงานของรัฐ 20% ภายในเวลา 5 ปี
ปี 2568 เวียดนาม มีพนักงานของรัฐทั้งหมด 2,000,000 ตำแหน่ง และมีแผนจะลดจำนวนพนักงานที่มากเกินความจำเป็นของรัฐลง 400,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2573
ซึ่งตั้งแต่เริ่มแผนปฏิรูปจนถึงสิ้นปี 2568 ลดจำนวนบุคลากรในระบบการเมืองและราชการไปได้แล้วประมาณ 145,000 คน
การลดคนนี้ ทำควบคู่ไปกับการประเมินผลงานเป็นรายบุคคลอย่างเข้มงวด
ใครที่ทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบดิจิทัลได้ จะถูกคัดออกและทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติทันที
ซึ่งผลจากการที่เวียดนาม ปฏิรูประบบราชการทั้ง 3 ข้อ ก็ทำให้รัฐบาลของเวียดนาม สามารถประหยัดงบประมาณในการบริหารประเทศ และสามารถนำงบที่เหลือนั้นไปต่อยอดได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
- ไปพัฒนาโครงการเมกะโปรเจกต์ระดับประเทศ
อย่างเช่น การสร้างนิคมอุตสาหกรรม สร้างทางด่วน และสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมฮานอย-โฮจิมินห์
- เพิ่มเงินเดือน ให้กับข้าราชการ ที่มีความสามารถ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การที่เวียดนามต้องขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการแบบนี้ ก็เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจ และดึงดูดคนเก่ง ๆ ให้เข้ามาทำงานราชการในประเทศเวียดนามมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศโดยตรง
แถมตรงนี้ ยังช่วยลดการคอร์รัปชันในระบบได้อีกด้วย เพราะข้าราชการที่มีรายได้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่อยากที่จะเสี่ยงทุจริต แล้วต้องเสียหน้าที่การงาน รวมถึงรายได้ที่มั่นคงไป
ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า แผนการลดขนาดของระบบราชการในเวียดนาม ก็จะมีโมเดลคล้าย ๆ กับญี่ปุ่น
นั่นคือ การควบรวมหน่วยงานต่าง ๆ
รวมถึงควบรวมหน่วยงานระดับท้องถิ่น อย่างจังหวัด เมือง หรือควบรวมตำบลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
แล้วบริหารด้วยกัน เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และนโยบายเดียวกัน
นอกจากนี้ การบริหารระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ
ก็ทำให้สามารถใช้งบที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปลงทุนในโครงการสำคัญต่าง ๆ ได้มากขึ้น
เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และเศรษฐกิจ ซึ่งเพิ่มโอกาสสร้างการเติบโตของ GDP เวียดนาม ให้มากขึ้นในระยะยาว เหมือนกับที่ญี่ปุ่นได้ทำเมื่อ 70 ปีก่อนนั่นเอง..
รู้ไหมว่า เราร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามได้ ตอนนี้มีกองทุนไทย ที่ไปลงทุนหุ้นเวียดนามด้วยค่าจัดการต่ำ
ด้วยกองทุนไทยกองแรก ลงทุน 30 บริษัทใหญ่สุดในเวียดนาม
ครั้งแรกที่ค่าจัดการต่ำเพียง 0.32% ซื้อได้ที่ WealthX โหลดที่
wealthx.co/getapp
-กองทุน PRINCIPAL VNEI-EX กองทุนนี้เป็นกองทุนแรกในไทย ที่พานักลงทุนไทยลงทุนล้อตามดัชนี VN30 ในกองทุนหลักชื่อ DCVFMVN30 ETF
✅ ค่าจัดการต่ำในกลุ่มกองทุนเวียดนาม
✅ ประเทศที่เศรษฐกิจ จะเติบโตระดับ 10% ต่อปี
✅ ร่วมเติบโตไปกับ 30 บริษัทใหญ่สุดในเวียดนาม
✅ กำไรบริษัทในตลาดหุ้นเติบโตสูง Valuation ไม่แพง
✅ ยกเว้นภาษีหุ้นนอก Capital Gain สูงสุด 35%
✅ ค่าธรรมเนียมซื้อลด 20% เฉพาะช่วง IPO
IPO 23-26 มิ.ย. 69 กองทุนนี้เป็นรูปแบบ Series X ที่ซื้อได้ใน WealthX ครั้งแรกที่มีค่าจัดการต่ำมากในกลุ่มกองทุนเวียดนาม เพียง 0.32% ต่อปี
และมี TER หรือค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด เพียง 0.52% ต่อปี
แล้วดัชนี VN30 มีหุ้นอะไรบ้าง ?
หุ้นในดัชนีนี้ ครอบคลุมมูลค่าตลาดหุ้นเวียดนามไปแล้วกว่า 70% ถึง 75%
ตัวอย่างบริษัทที่เราจะได้เป็นเจ้าของ เช่น
-Vingroup
อาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ของเวียดนาม ทำตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า
-FPT
บริษัทเทคโนโลยีแถวหน้าของเวียดนาม ที่ก้าวไปไกลถึงขั้นจับมือกับบริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA
เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
-Mobile World
ผู้นำค้าปลีกทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและเทคโนโลยี ถ้าคนเวียดนามจะซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ชื่อของบริษัทนี้ คือหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่คนจำนวนมากนึกถึง
-Masan Group
เป็นผู้นำด้านสินค้า FMCG ที่คนเวียดนามแทบทุกบ้านต้องใช้ เช่น น้ำปลา ซอสถั่วเหลือง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
-Vinamilk
ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนมแบบครบวงจร อันดับ 1 ในประเทศ มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่นมสด นมผงเด็ก โยเกิร์ต นมข้นหวาน และไอศกรีม
-Vietjet
สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติเวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็วระดับโลก ผ่านการขยายฝูงบินและเครือข่ายเส้นทางบินที่ครอบคลุม
-Saigon Beer
ผู้ผลิตเบียร์ระดับตำนานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในเวียดนาม
-Vincom Retail
ผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าสมัยใหม่ที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในเวียดนาม
จะเห็นว่า VN30 ไม่ได้เป็นแค่ดัชนีหุ้นใหญ่ แต่เป็นเหมือนภาพย่อของเศรษฐกิจเวียดนามทั้งประเทศ
มีทั้งอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก เทคโนโลยี สินค้าอุปโภคบริโภค ศูนย์การค้า ธนาคาร สายการบิน วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่โตไปพร้อมกับการยกระดับประเทศ
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx และบลจ. พรินซิเพิล
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ตัวเลขดังกล่าวเป็นการจำลองผลตอบแทนเพื่อประกอบการอธิบายแนวคิดการลงทุนเท่านั้น มิใช่การการันตีผลตอบแทนในอนาคต
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 19 มิ.ย. 2569
26 บันทึก
25
34
26
25
34
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย