Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลงทุนแมน
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
24 มิ.ย. เวลา 13:51 • หุ้น & เศรษฐกิจ
เวียดนาม ตามรอยญี่ปุ่น ลดหน่วยงานรัฐ ลดข้าราชการ เพื่อดัน GDP ให้โต
- ยุบกระทรวงที่ซ้ำซ้อน 5 กระทรวง
- ลดจำนวนจังหวัดลง 50% หรือครึ่งหนึ่ง
- ปลดพนักงานของรัฐ 20% ภายในเวลา 5 ปี
นี่คือแผนการปฏิรูประบบราชการของเวียดนาม ที่ถูกผลักดันพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศในรอบ 40 ปี
ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็เพื่อผลักดันให้ เศรษฐกิจของเวียดนามโตให้ถึง 10% ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้
และไกลกว่านั้นคือ มุ่งสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง ภายในปี 2588
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ในปี 2568 เศรษฐกิจเวียดนามก็เติบโตได้มากถึง 8% ซึ่งก็ถือว่าดีมากอยู่แล้ว
แต่สำหรับรัฐบาลเวียดนามแล้ว คงมองว่าระดับการเติบโตที่ผ่านมาเท่านี้คงยังไม่พอ
แล้วทำไม การปฏิรูปหน่วยงานราชการครั้งใหญ่
ถึงเป็นกุญแจสำคัญ ในการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หลายประเทศที่สามารถยกระดับเป็นประเทศพัฒนาได้ ต่างก็เริ่มจากตัวหน่วยงานรัฐเอง ที่จะต้องบริหารทรัพยากร หรืองบประมาณนั้นให้มีประสิทธิภาพ
ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ในช่วงที่กำลังสร้างชาติ
ก็ได้ทำแบบเดียวกับที่ประเทศเวียดนาม กำลังทำในตอนนี้
ญี่ปุ่น ได้ลดหน่วยงานรัฐท้องถิ่น มาแล้ว 3 รอบใหญ่ ๆ นั่นคือ
- ครั้งที่ 1 สมัยเมจิ เมื่อ 130 กว่าปีก่อน
โดยควบรวมหมู่บ้านให้รวมกันเป็นเมืองเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารท้องถิ่น ทำให้จากเดิม ที่มีเทศบาลมากกว่า 71,000 แห่ง
ก็ลดลงเหลือเพียง 15,859 แห่ง หรือลดลงเหลือเพียง 1 ใน 5
- ครั้งที่ 2 สมัยโชวะ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ประมาณปี 2488-2503)
ซึ่งเป็นช่วงที่ญี่ปุ่น ต้องการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายอย่างหนัก
ดังนั้น จึงต้องมีการควบรวมเทศบาลครั้งใหญ่
โดยให้เมืองเล็กหลายเมือง รวมกันเป็นเมืองใหญ่เมืองเดียว เพื่อให้สามารถฟื้นฟูและพัฒนาเมืองต่าง ๆ หลังสงครามโลกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
1
อย่างเช่น การวางผังเมืองใหม่ การสร้างถนน ทำระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และระบบขนส่งสาธารณะแบบบูรณาการกัน
เพื่อให้เป็นระบบระเบียบ และบริหารจัดการได้ง่าย ภายใต้เทศบาลท้องถิ่นเดียว
ทำให้ในสมัยนั้น จำนวนเทศบาลท้องถิ่น จากเดิมมี 9,868 แห่ง ลดลงเหลือเพียง 3,472 แห่งเท่านั้น
หรือหน่วยงานเทศบาลถูกลดลงไปอีก เหลือเพียงแค่ราว 1 ใน 3
ซึ่งผลจากการยุบรวมเทศบาล ให้กลายเป็นเมืองที่ใหญ่ขึ้น ก็ทำให้เมืองนั้น สามารถใช้นโยบายเดียวกันในการบริหารจัดการเมือง
ที่สำคัญ เมื่อเมืองมีขนาดใหญ่ขึ้น และสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ก็ทำให้เมืองนั้นมีอิสระในการบริหาร
ผู้บริหารท้องถิ่น จึงสามารถตัดสินใจ วางแผนนโยบายต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเมือง พัฒนาเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่เดียวกัน ได้อย่างอิสระ
โดยที่ไม่ต้องไปรองบประมาณ หรือการตัดสินใจ จากรัฐบาลกลาง
- ครั้งที่ 3 สมัยเฮเซ ซึ่งเป็นช่วงประมาณปี 2542-2553
โดยรัฐบาลญี่ปุ่น ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ผ่านโครงการ Heisei Municipal Mergers
ซึ่งเป็นการลดหน่วยงานท้องถิ่นให้เหลือน้อยลงอีกครั้ง ด้วยการควบรวมเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกันอีกรอบ
เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่น
ที่กำลังมีประชากรวัยทำงานลดน้อยลง กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ
การรวมเทศบาลให้เป็นเมืองที่ใหญ่ขึ้นครั้งนี้
จะทำให้เมืองนั้นมีประชากรวัยทำงานมากขึ้น
และก็จะทำให้เศรษฐกิจภายในเมืองคึกคักขึ้น
และรัฐบาลเองก็จะจัดเก็บภาษีท้องถิ่นเพื่อพัฒนาพื้นที่ได้มากขึ้นอีกด้วย
1
ซึ่งในยุคสมัยนี้ ทำให้หน่วยงานเทศบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่น ลดลงจากเดิม 3,232 แห่ง เหลือเพียง 1,718 แห่ง หรือลดน้อยลงเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
ปัจจุบันในปี 2567 ประเทศญี่ปุ่น มีหน่วยงานเทศบาลท้องถิ่นอยู่เพียง 1,741 แห่ง แบ่งออกเป็น
- 23 เขตพิเศษในกรุงโตเกียว (Wards)
- 20 เมืองขนาดใหญ่ (Designated City)
คือมีสถานะเทียบเท่าจังหวัด อย่าง โอซากา นาโกยะ ซัปโปโระ และฟูกูโอกะ
- 772 เมือง (City)
- 743 ตำบล (Town)
- 183 หมู่บ้าน (Village)
จะเห็นได้ว่า จากเมื่อประมาณ 130 กว่าปีก่อน
ที่มีจำนวนเทศบาลอยู่กว่า 71,314 แห่ง ก็เหลือเทศบาลอยู่เพียง 1,741 แห่ง
ถือว่าประเทศญี่ปุ่นสามารถควบรวมหน่วยงานเทศบาล ให้สามารถลดลงเหลือเพียง 2.4%
ของจำนวนเทศบาลทั้งหมด เมื่อ 130 กว่าปีก่อน
แต่ก็สามารถพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมท้องถิ่นให้เติบโต จนกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้
ทีนี้มาที่ฝั่งของเวียดนามบ้าง
ทำไมเวียดนาม ต้องพยายามลดขนาดของระบบราชการ ?
ต้องบอกว่า ตั้งแต่ที่เวียดนาม ได้นำแนวทางการปฏิรูปที่เรียกว่า “โด่ย เหมย” มาใช้ในปี 2529 หรือเมื่อ 40 ปีก่อน
ซึ่งแนวคิด “โด่ย เหมย” เป็นแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจของเวียดนาม ส่งเสริมการแข่งขันในเวทีโลก กระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ
ภายหลังจากการปฏิรูปโด่ย เหมย เวียดนามก็ได้มีการกระจายอำนาจการบริหารราชการ
ที่แต่เดิมจะรวมศูนย์อยู่กับส่วนกลาง ให้มีการกระจายอำนาจไปยังระดับท้องถิ่น เพื่อให้การบริหารจัดการคล่องตัวขึ้น
นอกจากนี้ เวียดนามยังปฏิรูปองค์กรราชการบางส่วน ให้เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็คือเป็นรูปแบบเอกชน โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
4
ดังนั้น นับตั้งแต่การปฏิรูปโด่ย เหมย ก็ทำให้ขนาดของระบบราชการส่วนกลางในเวียดนามเล็กลง
แต่ก็แลกมากับ หน่วยงานระดับท้องถิ่นมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับจังหวัด อำเภอ หรือตำบล
ทำให้หลายพื้นที่ มีข้าราชการท้องถิ่นที่มากเกินความจำเป็น
โดยจุดตั้งต้น เวียดนามแบ่งการปกครองออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
- ระดับจังหวัดและเมืองใหญ่ มีทั้งหมด 63 แห่ง
ประกอบด้วย 57 จังหวัด และ 6 เมืองใหญ่ที่มีสถานะเทียบเท่าจังหวัด เช่น ฮานอย โฮจิมินห์ และดานัง
- ระดับอำเภอ มีทั้งหมด 696 แห่ง
- ระดับตำบล มีทั้งหมด 10,035 แห่ง
ซึ่งการมีหน่วยงานบริหารระดับตำบลที่มากขนาดนี้ ทำให้เวียดนามจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณที่มีการกระจายไปให้ท้องถิ่นมากขึ้น
เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้รัฐบาลเวียดนาม มีแผนที่จะปรับโครงสร้างของระบบราชการให้เล็กลง
โดยปลายปี 2567 หลังจาก โต เลิม ขึ้นดำรงตำแหน่ง
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เขาได้ประกาศแผนปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ โดยตั้งกรอบเวลาที่รวดเร็วและเข้มงวดมาก
ต้นปี 2568 รัฐบาลเวียดนามได้ยื่นร่างและผ่านมติเห็นชอบในสภาแห่งชาตินัดพิเศษ เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น
มากลางปี 2568 กฎหมายและโมเดลการบริหารราชการแผ่นดินรูปแบบใหม่ ก็เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
โมเดลที่ว่า ก็มีตั้งแต่
1. ลดจังหวัดลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่มีอยู่ถึง 63 จังหวัด ให้เหลือเพียง 34 จังหวัด และลดหน่วยงานระดับตำบลลงถึง 70%
โดยรัฐบาลเวียดนาม จะมีการควบรวมท้องถิ่นระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบลหลาย ๆ แห่งเข้าด้วยกัน
โดยจังหวัดเล็ก ๆ ก็จะรวมกันให้เป็นจังหวัดที่ใหญ่ขึ้น
เพื่อให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมของแต่ละพื้นที่ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
จนทำให้เมืองบางเมืองที่เป็นศูนย์กลางของจังหวัดนั้น มีขนาดใหญ่มากขึ้น
นอกจากนี้ การรวมเป็นจังหวัดเดียว พื้นที่เดียว ก็จะทำให้การพัฒนาพื้นที่ในภาพใหญ่ มีความเป็นเอกเทศหรือคล่องตัวมากขึ้น
เพราะการตัดสินใจในด้านนโยบายต่าง ๆ นั้น
ก็จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำจังหวัด หรือผู้นำพื้นที่เพียงแค่คนเดียว เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นได้ทำ
2. ลดจำนวนกระทรวงจาก 22 กระทรวง เหลือ 17 กระทรวง
1
โดยกระทรวงไหน ที่มีภารกิจ หรือขอบเขตงานที่ใกล้เคียงกัน และสามารถทำงานร่วมกันได้ ก็ให้ยุบเหลือเพียงแค่กระทรวงเดียว อย่างเช่น
1
- ยุบกระทรวงวางแผนและการลงทุน ไปรวมกับกระทรวงการคลัง เพราะเกี่ยวข้องกับการเงินเหมือนกัน
- ยุบกระทรวงขนส่ง ให้ไปรวมกับกระทรวงก่อสร้าง
เพราะเกี่ยวข้องกับการวางผังเมืองและการคมนาคมที่ต้องทำงานร่วมกัน
- ยุบกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เข้ากับกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรของประเทศ
- ยุบกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร เข้ากับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมโดยตรง
จะเห็นได้ว่า การยุบบางกระทรวงออกไปนั้น
ทำให้รัฐบาลเวียดนาม สามารถลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน ที่มีหน้าที่ หรือภารกิจในการทำงานที่คล้ายกัน
แถมยังช่วยลดความขัดแย้งในการทำงาน ระหว่างกระทรวงต่าง ๆ อีกด้วย
3. ปลดพนักงานของรัฐ 20% ภายในเวลา 5 ปี
ปี 2568 เวียดนาม มีพนักงานของรัฐทั้งหมด 2,000,000 ตำแหน่ง และมีแผนจะลดจำนวนพนักงานที่มากเกินความจำเป็นของรัฐลง 400,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2573
ซึ่งตั้งแต่เริ่มแผนปฏิรูปจนถึงสิ้นปี 2568 ลดจำนวนบุคลากรในระบบการเมืองและราชการไปได้แล้วประมาณ 145,000 คน
การลดคนนี้ ทำควบคู่ไปกับการประเมินผลงานเป็นรายบุคคลอย่างเข้มงวด
ใครที่ทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบดิจิทัลได้ จะถูกคัดออกและทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติทันที
ซึ่งผลจากการที่เวียดนาม ปฏิรูประบบราชการทั้ง 3 ข้อ ก็ทำให้รัฐบาลของเวียดนาม สามารถประหยัดงบประมาณในการบริหารประเทศ และสามารถนำงบที่เหลือนั้นไปต่อยอดได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
- ไปพัฒนาโครงการเมกะโปรเจกต์ระดับประเทศ
อย่างเช่น การสร้างนิคมอุตสาหกรรม สร้างทางด่วน และสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมฮานอย-โฮจิมินห์
- เพิ่มเงินเดือน ให้กับข้าราชการ ที่มีความสามารถ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การที่เวียดนามต้องขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการแบบนี้ ก็เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจ และดึงดูดคนเก่ง ๆ ให้เข้ามาทำงานราชการในประเทศเวียดนามมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศโดยตรง
แถมตรงนี้ ยังช่วยลดการคอร์รัปชันในระบบได้อีกด้วย เพราะข้าราชการที่มีรายได้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่อยากที่จะเสี่ยงทุจริต แล้วต้องเสียหน้าที่การงาน รวมถึงรายได้ที่มั่นคงไป
ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า แผนการลดขนาดของระบบราชการในเวียดนาม ก็จะมีโมเดลคล้าย ๆ กับญี่ปุ่น
นั่นคือ การควบรวมหน่วยงานต่าง ๆ
รวมถึงควบรวมหน่วยงานระดับท้องถิ่น อย่างจังหวัด เมือง หรือควบรวมตำบลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
แล้วบริหารด้วยกัน เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และนโยบายเดียวกัน
นอกจากนี้ การบริหารระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ
ก็ทำให้สามารถใช้งบที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปลงทุนในโครงการสำคัญต่าง ๆ ได้มากขึ้น
เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และเศรษฐกิจ ซึ่งเพิ่มโอกาสสร้างการเติบโตของ GDP เวียดนาม ให้มากขึ้นในระยะยาว เหมือนกับที่ญี่ปุ่นได้ทำเมื่อ 70 ปีก่อนนั่นเอง..
รู้ไหมว่า เราร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามได้ ตอนนี้มีกองทุนไทย ที่ไปลงทุนหุ้นเวียดนามด้วยค่าจัดการต่ำ
ด้วยกองทุนไทยกองแรก ลงทุน 30 บริษัทใหญ่สุดในเวียดนาม
ครั้งแรกที่ค่าจัดการต่ำเพียง 0.32% ซื้อได้ที่ WealthX โหลดที่
wealthx.co/getapp
-กองทุน PRINCIPAL VNEI-EX กองทุนนี้เป็นกองทุนแรกในไทย ที่พานักลงทุนไทยลงทุนล้อตามดัชนี VN30 ในกองทุนหลักชื่อ DCVFMVN30 ETF
✅ ค่าจัดการต่ำในกลุ่มกองทุนเวียดนาม
✅ ประเทศที่เศรษฐกิจ จะเติบโตระดับ 10% ต่อปี
✅ ร่วมเติบโตไปกับ 30 บริษัทใหญ่สุดในเวียดนาม
✅ กำไรบริษัทในตลาดหุ้นเติบโตสูง Valuation ไม่แพง
✅ ยกเว้นภาษีหุ้นนอก Capital Gain สูงสุด 35%
✅ ค่าธรรมเนียมซื้อลด 20% เฉพาะช่วง IPO
IPO 23-26 มิ.ย. 69 กองทุนนี้เป็นรูปแบบ Series X ที่ซื้อได้ใน WealthX ครั้งแรกที่มีค่าจัดการต่ำมากในกลุ่มกองทุนเวียดนาม เพียง 0.32% ต่อปี
และมี TER หรือค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด เพียง 0.52% ต่อปี
แล้วดัชนี VN30 มีหุ้นอะไรบ้าง ?
หุ้นในดัชนีนี้ ครอบคลุมมูลค่าตลาดหุ้นเวียดนามไปแล้วกว่า 70% ถึง 75%
ตัวอย่างบริษัทที่เราจะได้เป็นเจ้าของ เช่น
-Vingroup
อาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ของเวียดนาม ทำตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า
-FPT
บริษัทเทคโนโลยีแถวหน้าของเวียดนาม ที่ก้าวไปไกลถึงขั้นจับมือกับบริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA
เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
-Mobile World
ผู้นำค้าปลีกทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและเทคโนโลยี ถ้าคนเวียดนามจะซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ชื่อของบริษัทนี้ คือหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่คนจำนวนมากนึกถึง
-Masan Group
เป็นผู้นำด้านสินค้า FMCG ที่คนเวียดนามแทบทุกบ้านต้องใช้ เช่น น้ำปลา ซอสถั่วเหลือง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
-Vinamilk
ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนมแบบครบวงจร อันดับ 1 ในประเทศ มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่นมสด นมผงเด็ก โยเกิร์ต นมข้นหวาน และไอศกรีม
-Vietjet
สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติเวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็วระดับโลก ผ่านการขยายฝูงบินและเครือข่ายเส้นทางบินที่ครอบคลุม
-Saigon Beer
ผู้ผลิตเบียร์ระดับตำนานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในเวียดนาม
-Vincom Retail
ผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าสมัยใหม่ที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในเวียดนาม
จะเห็นว่า VN30 ไม่ได้เป็นแค่ดัชนีหุ้นใหญ่ แต่เป็นเหมือนภาพย่อของเศรษฐกิจเวียดนามทั้งประเทศ
มีทั้งอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก เทคโนโลยี สินค้าอุปโภคบริโภค ศูนย์การค้า ธนาคาร สายการบิน วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่โตไปพร้อมกับการยกระดับประเทศ
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx และบลจ. พรินซิเพิล
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ตัวเลขดังกล่าวเป็นการจำลองผลตอบแทนเพื่อประกอบการอธิบายแนวคิดการลงทุนเท่านั้น มิใช่การการันตีผลตอบแทนในอนาคต
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 19 มิ.ย. 2569
38 บันทึก
57
3
52
38
57
3
52
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย