24 มิ.ย. เวลา 22:59 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🚀 ตบหน้าสายแช่ง Micron เปิดงบทุบสถิติ รายได้พุ่ง 346% กำไรขั้นต้น 84.9% แถม Guidance ไตรมาสหน้า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ลูกค้าแห่วางมัดจำล่วงหน้า 2.2 หมื่นล้าน ล็อกสัญญารายได้ขั้นต่ำ 1 แสนล้านดอลลาร์

สวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้กลับมาแล้วพร้อมงบการเงินชุดที่นิคกี้คิดว่าจะเป็นหนึ่งในงบที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของปีนี้เลยค่ะ นั่นก็คืองบไตรมาส 3 ปีบัญชี 2026 ของ Micron Technology บริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งประกาศออกมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา
ก่อนจะลงรายละเอียด นิคกี้ขออธิบายภาพใหญ่ให้ฟังก่อนนะคะ Micron คือบริษัทที่ทำชิปหน่วยความจำ 2 ชนิดหลัก ชนิดแรกคือ DRAM (หน่วยความจำหลักที่คอมพิวเตอร์ใช้ประมวลผลแบบเรียลไทม์) และอีกชนิดคือ NAND (หน่วยความจำแบบเก็บข้อมูลถาวร เป็นหัวใจของ SSD ที่เราใช้เก็บไฟล์) ในยุคที่ทั้งโลกแห่กันสร้าง AI ชิปสองตัวนี้กลายเป็นของที่ขาดตลาดอย่างหนัก เพราะระบบ AI ต้องการหน่วยความจำมหาศาล และนี่คือเหตุผลที่ทำให้งบของ Micron ออกมาแบบที่เราจะได้เห็นกันต่อไปนี้ค่ะ
📊 งบไตรมาส 3 ที่ทุบสถิติทุกบรรทัด
เริ่มจากตัวเลขหลักก่อนเลยค่ะ ไตรมาสนี้ (สิ้นสุด 28 พฤษภาคม 2026) Micron ทำรายได้ไปทั้งสิ้น 41,456 ล้านดอลลาร์ หรือราว 41,500 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้พูดเฉยๆ อาจไม่เห็นภาพ แต่ถ้านิคกี้บอกว่าไตรมาสก่อนหน้า (FQ2) บริษัททำได้ 23,860 ล้านดอลลาร์ และเมื่อปีที่แล้วในไตรมาสเดียวกันทำได้แค่ 9,301 ล้านดอลลาร์ ทุกคนจะเห็นภาพทันทีเลยค่ะ
👉🏻 นั่นแปลว่ารายได้โตขึ้น 74% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q/Q) และโตขึ้นถึง 346% เมื่อเทียบกับปีก่อน (Y/Y) พูดง่ายๆ คือรายได้ใหญ่ขึ้นกว่า 4 เท่าครึ่งภายในเวลาแค่ปีเดียว
ในแง่ของกำไร ถ้าดูตามมาตรฐานบัญชี GAAP บริษัทมีกำไรสุทธิ 28,243 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 24.67 ดอลลาร์ และถ้าดูแบบ Non-GAAP ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตัดรายการพิเศษบางอย่างออกเพื่อให้เห็นแนวโน้มผลการดำเนินงานจริง ๆ กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 28,857 ล้านดอลลาร์ หรือ 25.11 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับปีที่แล้วที่กำไรต่อหุ้นแบบ Non-GAAP อยู่แค่ 1.91 ดอลลาร์เท่านั้นเองค่ะ
ที่นิคกี้อยากเน้นเป็นพิเศษคือ งบชุดนี้ไม่ได้แค่ดี แต่มัน "เกินคาด" ในแทบทุกบรรทัด นักวิเคราะห์ที่ติดตามหุ้นตัวนี้คาดการณ์รายได้ไว้ราว 35,700 ล้านดอลลาร์ แต่ของจริงออกมา 41,456 ล้าน ส่วนกำไรต่อหุ้นแบบ Non-GAAP นักวิเคราะห์คาดไว้ราว 20.5 ดอลลาร์ แต่ของจริงคือ 25.11 ดอลลาร์ และอัตรากำไรขั้นต้นที่นักวิเคราะห์คาดไว้ราว 81.9% ก็ถูกทำได้จริงที่ 84.9% ค่ะ
🥳 เรียกว่าเกินคาดในเรื่องที่นักลงทุนจับตาทุกตัวเลย
🚀 ตัวจริงอยู่ที่ Guidance — ไตรมาสหน้าจะทำรายได้ 50,000 ล้านดอลลาร์
ทีนี้มาถึงพระเอกตัวจริงของงบชุดนี้กันค่ะ เพราะสิ่งที่ทำให้ตลาดช็อกไม่ใช่งบไตรมาสที่ผ่านมา แต่เป็น Guidance หรือการคาดการณ์ผลประกอบการของไตรมาสถัดไป (FQ4 ปีบัญชี 2026) ต่างหากค่ะ
Micron ประกาศว่าไตรมาสหน้าคาดว่าจะทำรายได้ราว 50,000 ล้านดอลลาร์ บวกลบ 1,000 ล้าน (หมายถึงอยู่ในกรอบประมาณ 49,000–51,000 ล้านดอลลาร์) ลองนึกภาพดูนะคะ ในขณะที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์รายได้ไตรมาสหน้าไว้แค่ราว 43,000 ล้านดอลลาร์ แต่ Micron กลับบอกว่าจะทำได้ถึง 50,000 ล้าน
ส่วนกำไรต่อหุ้นแบบ Non-GAAP บริษัทคาดไว้ที่ 31.00 ดอลลาร์ บวกลบ 1.00 ดอลลาร์ (กรอบ 30–32 ดอลลาร์) เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้แค่ราว 25 ดอลลาร์ และยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาสหน้าจะขยับขึ้นไปอีกเป็นราว 86% ด้วยค่ะ
ผลก็คือราคาหุ้น Micron พุ่งขึ้นราว 15–16% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการทันทีหลังประกาศงบ ขยับขึ้นไปแถว 1,126 ดอลลาร์ต่อหุ้น และถ้านับตั้งแต่ต้นปี หุ้นตัวนี้ขึ้นมาแล้วกว่า 3 เท่า ซึ่งเป็นการวิ่งที่แรงกว่าหุ้นชิปรายใหญ่ตัวอื่นๆ ทั้งหมดเลยค่ะ
จุดที่นิคกี้อยากให้สังเกตคือ จังหวะเวลาของงบชุดนี้นะคะ เพราะช่วงก่อนหน้านี้หุ้นกลุ่มชิปและกลุ่มเทคโนโลยีถูกเทขายอย่างหนัก จากความกังวลว่ากระแสการลงทุนใน AI อาจกำลังแผ่วลง นักลงทุนทั้งตลาดเลยจับตา Micron เป็นพิเศษ เพื่อหาคำตอบว่าบูม AI ยังไปต่อได้จริงไหม และคำตอบที่ Micron ให้มาก็คือ "ยังไปต่อ และไปแรงกว่าที่คิด" ซึ่งงบที่ดีแบบนี้ก็มีแนวโน้มจะช่วยพยุงหุ้นชิปตัวอื่นๆ ในกลุ่มขึ้นมาด้วยค่ะ
💰 ทำไมกำไรขั้นต้นถึงพุ่งทะลุ 84.9%
มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมกำไรขั้นต้น (gross margin หรืออัตรากำไรหลังหักต้นทุนการผลิต) ของ Micron ถึงพุ่งขึ้นมาได้ขนาดนี้ จากที่เมื่อปีก่อนอยู่แค่ 39.0% มาไตรมาสนี้พุ่งเป็น 84.9% หรือมากกว่าเท่าตัว คำตอบสั้นๆ คือ "ราคาขาย" ค่ะ
นิคกี้จะอธิบายให้เห็นภาพนะคะ ในธุรกิจชิปหน่วยความจำ เวลาของขาดตลาด ราคาขายต่อหน่วยจะวิ่งขึ้นเร็วมาก และเมื่อราคาขายสูงขึ้นในขณะที่ต้นทุนการผลิตค่อนข้างคงที่ กำไรขั้นต้นก็จะพุ่งทะยานทันที
ไตรมาสนี้ราคาขายเฉลี่ย (ASP — Average Selling Price) ของชิป DRAM เพิ่มขึ้นในกรอบราว 60% ต้นๆ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่วน NAND ราคาขายเฉลี่ยพุ่งขึ้นในกรอบราว 80% กลางๆ เลยทีเดียวค่ะ
ที่น่าสนใจคือ ปริมาณการขาย (bit shipments หรือปริมาณที่ส่งมอบนับเป็นบิตของหน่วยความจำ) กลับเพิ่มขึ้นแค่เล็กน้อยเท่านั้น โดย DRAM เพิ่มขึ้นในกรอบเลขหลักเดียวระดับต่ำ และ NAND เพิ่มขึ้นในกรอบเลขหลักเดียวระดับกลาง นั่นแปลว่ารายได้ที่โตขึ้นมหาศาลในไตรมาสนี้ มาจาก "ราคา" เป็นหลัก ไม่ใช่ "ปริมาณ" ซึ่งสะท้อนภาวะของขาดตลาดได้ชัดเจนมากค่ะ
🏢 รายได้แยกตามกลุ่มธุรกิจ — Data Center คือพระเอก
ทีนี้มาดูกันแบบละเอียดว่ารายได้ก้อนโตนี้มาจากกลุ่มธุรกิจไหนบ้าง Micron แบ่งธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มหลัก และไตรมาสนี้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครบทั้ง 4 กลุ่มเลยค่ะ
👉🏻 กลุ่มแรกคือ Cloud Memory (CMBU) ซึ่งเป็นหน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูลคลาวด์ ทำรายได้ 13,769 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 33% ของรายได้ทั้งบริษัท โตขึ้น 78% จากไตรมาสก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 83%
👉🏻 กลุ่มที่สองคือ Core Data Center (CDBU) หรือกลุ่มศูนย์ข้อมูลหลัก ทำรายได้ 11,524 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 28% ของรายได้รวม และเป็นกลุ่มที่โตแรงที่สุด คือพุ่งขึ้นถึง 103% จากไตรมาสก่อน จากทั้งราคาที่สูงขึ้นและสัดส่วนสินค้าที่ดีขึ้น โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นถึง 87% ค่ะ
👉🏻 กลุ่มที่สามคือ Mobile and Client (MCBU) ซึ่งเป็นหน่วยความจำสำหรับมือถือและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทำรายได้ 11,521 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 28% ของรายได้รวม โตขึ้น 49% จากไตรมาสก่อน โดยมาจากราคาที่สูงขึ้นเป็นหลัก แม้ปริมาณการส่งมอบจะลดลงเล็กน้อย
👉🏻 และกลุ่มสุดท้ายคือ Automotive and Embedded (AEBU) หรือกลุ่มยานยนต์และอุปกรณ์ฝังตัว ทำรายได้ 4,634 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 11% ของรายได้รวม โตขึ้น 71% จากไตรมาสก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น 79% ค่ะ
แต่ตัวเลขที่นิคกี้อยากชี้ให้ดูเป็นพิเศษคือ เมื่อรวมสองกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Cloud Memory บวกกับ Core Data Center) เข้าด้วยกัน รายได้จากธุรกิจ Data Center ของ Micron ในไตรมาสเดียวจะทะลุ 25,000 ล้านดอลลาร์ หรือถ้าคิดเป็นอัตราต่อปี (annualized run rate) ก็จะเกิน 100,000 ล้านดอลลาร์เลยค่ะ และเฉพาะ SSD สำหรับศูนย์ข้อมูลอย่างเดียว รายได้ก็ทะลุ 5,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากไตรมาสก่อน นี่คือภาพที่ตอกย้ำว่าหัวใจของการเติบโตในรอบนี้คือ AI และศูนย์ข้อมูลล้วนๆ
🔧 DRAM กับ NAND — แยกตามชนิดหน่วยความจำ
ถ้าเราแบ่งรายได้ตามชนิดของหน่วยความจำแทนกลุ่มธุรกิจ ภาพจะชัดเจนขึ้นอีกค่ะ
ไตรมาสนี้ชิป DRAM ทำรายได้ 31,328 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนถึง 76% ของรายได้ทั้งหมด โตขึ้น 67% จากไตรมาสก่อน และโตขึ้นถึง 343% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่วนชิป NAND ทำรายได้ 9,943 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 24% ของรายได้รวม แต่เป็นกลุ่มที่โตเร็วกว่า คือพุ่งขึ้น 99% จากไตรมาสก่อน และโตถึง 361% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่เหลืออีกราว 185 ล้านดอลลาร์เป็นชิปประเภทอื่นๆ (ส่วนใหญ่คือ NOR) ค่ะ
จะเห็นว่าทั้ง DRAM และ NAND ต่างก็โตแบบก้าวกระโดดด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าภาวะตึงตัวของซัพพลายไม่ได้เกิดเฉพาะกับหน่วยความจำชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เกิดกับทั้งสองชนิดพร้อมๆ กันเลยค่ะ
♦️ จุดเปลี่ยนเกม: สัญญา SCA ที่จะพลิกโมเดลธุรกิจ
มาถึงเรื่องที่นิคกี้คิดว่าสำคัญที่สุดในเชิงโครงสร้างของงบชุดนี้ค่ะ นั่นก็คือสิ่งที่ Micron เรียกว่า Strategic Customer Agreements หรือ SCA ซึ่งแปลตรงตัวว่า "สัญญาลูกค้าเชิงกลยุทธ์"
เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเมื่อของขาดตลาด ลูกค้าของ Micron เริ่มกลัวว่าจะไม่มีหน่วยความจำใช้ในอนาคต พวกเขาเลยยอมเซ็นสัญญาระยะยาวเพื่อ "ล็อก" ปริมาณซัพพลายไว้ล่วงหน้า และไตรมาสนี้ Micron ประกาศว่าได้เซ็นสัญญา SCA ไปแล้วทั้งหมด 16 ฉบับ ครอบคลุมลูกค้าทั้งกลุ่มศูนย์ข้อมูล กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มยานยนต์ โดยส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2026 ไปจนถึงสิ้นปี 2030 (ยกเว้นสัญญากลุ่มยานยนต์ที่มักเป็นระยะ 3 ปี) ค่ะ
ที่นิคกี้มองว่าน่าสนใจมากคือกลไกของสัญญาเหล่านี้ เพราะมันถูกออกแบบเป็นแบบ take-or-pay ซึ่งหมายความว่าลูกค้าผูกมัดต้องจ่ายเงินซื้อตามปริมาณที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าสุดท้ายจะรับสินค้าไปจริงหรือไม่ก็ตาม นี่เป็นการการันตีรายได้ให้ Micron ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
นอกจากนี้สัญญาฉบับใหญ่ๆ ยังกำหนด "ราคาเพดาน" (ceiling price) ไว้ที่ระดับราคาตลาดของไตรมาส 2 ปีปฏิทินนี้สำหรับสินค้าเดิม และกำหนด "ราคาพื้น" (floor price) ตลอดอายุสัญญาด้วย
พูดง่ายๆ คือราคามีกรอบบน-ล่างชัดเจน ซึ่งช่วยให้ทั้งสองฝ่ายวางแผนธุรกิจได้ และที่สำคัญคือ "ราคาพื้น" นี้ Micron บอกว่าจะช่วยให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งมาก สูงกว่าระดับสูงสุดในไตรมาสใดๆ ของวัฏจักรในอดีตที่ผ่านมาเสียอีกค่ะ
ตัวเลขที่ทำให้เห็นขนาดของดีลนี้คือ เมื่อสัญญาทั้งหมดที่วางแผนไว้เสร็จสมบูรณ์ Micron คาดว่ารายได้ราวครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าของทั้งบริษัทจะมาจากสัญญา SCA เหล่านี้ โดยสัญญา 16 ฉบับที่เซ็นแล้วคิดเป็นราว 20% ของปริมาณ DRAM และราว 1 ใน 3 ของปริมาณ NAND ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
ในจำนวนนี้มีลูกค้ารายใหญ่มาก 4 ราย และลูกค้าขนาดกลางอีก 3 ราย ส่วนที่เหลือเป็นลูกค้ารายเล็กในอุตสาหกรรมยานยนต์ และเฉพาะ 14 ฉบับจาก 16 ฉบับนั้น มีมูลค่ารายได้สะสมที่ราคาขั้นต่ำตามสัญญารวมกันสูงถึงราว 100,000 ล้านดอลลาร์ ตลอดอายุสัญญาที่เหลือ นอกจากนี้ Micron ยังคาดว่าจะได้รับเงินมัดจำและภาระผูกพันทางการเงินที่เกี่ยวข้องจากลูกค้ารวมราว 22,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนว่าลูกค้าเอาจริงกับโมเดลใหม่นี้มากค่ะ
และอีกหนึ่งดีลที่นิคกี้คิดว่าคนไทยน่าจะสนใจเป็นพิเศษคือ Micron ได้เซ็นสัญญาจัดหาสินค้าระยะยาวกับ Anthropic บริษัทพัฒนา AI ชื่อดัง พร้อมทั้งเข้าไปลงทุนในบริษัทนี้ด้วยเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้เปิดเผยมูลค่าก็ตามค่ะ
⚠️ หัวใจของเรื่อง: ของขาดตลาดแบบ "มองไม่เห็นปลายทาง"
มาถึงประเด็นที่นิคกี้อยากให้ทุกคนตั้งใจอ่านมากที่สุดนะคะ เพราะมันคือสาเหตุรากเหง้าที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขสวยๆ ทั้งหมด นั่นก็คือ "ภาวะของขาดตลาด"
คุณ Sanjay Mehrotra ซีอีโอของ Micron พูดในการประชุมนักวิเคราะห์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ตอนนี้บริษัทยังมองไม่เห็นปลายทาง (no line of sight) ว่าซัพพลายจะตามทันดีมานด์ได้เมื่อไหร่ และภาวะตึงตัวนี้จะลากยาวไปไกลกว่าปี 2027 แม้บริษัทจะคาดว่าซัพพลายของอุตสาหกรรมจะค่อยๆ ดีขึ้นในปี 2028 แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะตามทันดีมานด์เมื่อใดค่ะ
ทำไมถึงเพิ่มกำลังการผลิตให้ทันไม่ได้ล่ะคะ? คำตอบอยู่ที่ธรรมชาติของอุตสาหกรรมนี้เองค่ะ
การจะผลิตชิปได้มากขึ้นต้องสร้างโรงงานใหม่ (ที่เรียกว่า greenfield fab) ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่ ซับซ้อน และใช้เวลานานมาก โดยมีข้อจำกัดหลายอย่างรุมเร้า ทั้งระยะเวลาก่อสร้างโรงงานที่ยาวนานทั่วโลก การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทาง กฎระเบียบและการขออนุญาตที่ซับซ้อน รวมถึงความจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เพียงพอ นอกจากนี้เทคโนโลยีการผลิตหน่วยความจำซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ผลิตยากที่สุดในวงการเซมิคอนดักเตอร์ ก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นทุกครั้งที่ขยับไปสู่รุ่นใหม่
ที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้นคือ การผลิตชิป HBM (High Bandwidth Memory หรือหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงที่ใช้กับระบบ AI) ใช้ทรัพยากรการผลิตต่อหน่วยมากกว่าหน่วยความจำทั่วไปหลายเท่า และยิ่งใช้มากขึ้นในแต่ละรุ่นใหม่ เลยไปแย่งกำลังการผลิตของหน่วยความจำที่ไม่ใช่ HBM ทำให้ซัพพลายส่วนนั้นยิ่งตึงตัวเข้าไปอีก
ส่วนฝั่ง NAND ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมก็กำลังย้ายพื้นที่ห้องคลีนรูม (cleanroom พื้นที่ผลิตชิปที่ควบคุมความสะอาดสูง) จากการผลิต NAND ไปผลิต DRAM แทน ทำให้กำลังการผลิต NAND ยิ่งถูกจำกัด สรุปคือซัพพลายของทั้งอุตสาหกรรมนี้ถูกบีบในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ปัญหาชั่วคราวค่ะ
🌏 ดีมานด์มาจากไหนบ้าง — AI, มือถือ, รถยนต์ ไปจนถึงหุ่นยนต์
เมื่อพูดถึงซัพพลายที่ตึงตัวไปแล้ว เรามาดูฝั่งดีมานด์กันบ้างค่ะว่าความต้องการมหาศาลนี้มาจากไหน
แหล่งใหญ่ที่สุดยังคงเป็นศูนย์ข้อมูล (data center) ค่ะ
Micron คาดว่าปริมาณการส่งมอบ DRAM และ NAND ของทั้งอุตสาหกรรมสำหรับศูนย์ข้อมูลในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับเมื่อ 2 ปีก่อน และที่น่าสนใจคือ กระแส Agentic AI หรือ AI ที่ทำงานแบบมีตัวแทนอัตโนมัติ กำลังเปลี่ยนโครงสร้างศูนย์ข้อมูลไปอย่างมาก เพราะมันไม่ได้ต้องการแค่แร็คของชิปเร่งความเร็ว (accelerator) เท่านั้น
แต่ยังต้องการแร็คของ CPU สำหรับควบคุมการทำงานของตัวแทน และแร็คสำหรับจัดเก็บข้อมูลบริบท (context store) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วย ทำให้ Micron ปรับคาดการณ์ว่าจำนวนเซิร์ฟเวอร์ทั้งอุตสาหกรรมในปี 2026 จะโตในระดับเลขสองหลักช่วงปลายๆ (high-teens) สูงกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ค่ะ
ฝั่งมือถือและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ก็มีมุมที่น่าสนใจค่ะ แม้ยอดขายเครื่องในเชิงจำนวนอาจลดลง แต่รายได้ของอุตสาหกรรมกลับคาดว่าจะเติบโต เพราะคนหันไปซื้อเครื่องระดับไฮเอนด์ในราคาสูงขึ้น และการมาของ AI บนตัวอุปกรณ์ (on-device AI) ก็ยิ่งเพิ่มมูลค่าให้เครื่อง พร้อมกับมีดีมานด์การเปลี่ยนเครื่องที่อั้นไว้รออยู่ ทั้งหมดนี้จะค่อยๆ ดันความต้องการหน่วยความจำในมือถือและ PC ให้เพิ่มขึ้นในระยะยาว
ส่วนที่ฟังดูเหมือนหนัง Sci-Fi แต่กำลังจะเป็นจริงคือกลุ่มยานยนต์และหุ่นยนต์ค่ะ รถยนต์ที่มีระบบช่วยขับขี่ระดับ L2+ ขึ้นไป (รถที่มีระดับการขับขี่อัตโนมัติสูงขึ้นเรื่อยๆ) ใช้หน่วยความจำและพื้นที่เก็บข้อมูลมากกว่ารถทั่วไปถึง 5 เท่า และสัดส่วนของรถกลุ่มนี้กำลังเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในปีนี้จนเกิน 20% และคาดว่าจะทะลุ 40% ภายในปี 2030
ที่เหลือเชื่อยิ่งกว่าคือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (humanoid) ที่ใช้หน่วยความจำมากกว่ารถ L2+ ถึง 10 เท่า ซึ่ง Micron มองว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรความต้องการหน่วยความจำที่ยั่งยืนและยาวนานหลายทศวรรษ เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษนี้เป็นต้นไปค่ะ
🚀 ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและสินค้า
ในแง่ของเทคโนโลยี Micron ก็เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำค่ะ จุดที่นิคกี้ว่าน่าจับตาที่สุดคือชิป HBM4 ซึ่งเป็นหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่นล่าสุดสำหรับงาน AI โดยการเร่งกำลังการผลิต HBM4 แบบ 12-high ของบริษัททำได้เร็วกว่ารุ่นก่อนหน้า (HBM3E 12-high) ถึง 2 เท่า และตอนนี้ Micron ส่งมอบ HBM4 ไปแล้วคิดเป็นรายได้กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมคาดว่าจะทำผลผลิตให้ได้คุณภาพระดับสมบูรณ์ (mature yields) ได้เร็วกว่ารุ่นก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งนี้คือ Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิปประมวลผล AI รายใหญ่ที่สุด ได้ยืนยันแล้วว่าจะใช้ชิป HBM4 ของ Micron (ร่วมกับของคู่แข่ง) สำหรับแพลตฟอร์มรุ่นถัดไปที่ชื่อ Vera Rubin ค่ะ นอกจากนี้โหนดเทคโนโลยีการผลิตรุ่นใหม่ของบริษัท ทั้ง DRAM แบบ 1-gamma และ NAND แบบ G9 ก็กำลังเร่งการผลิตได้ดี และอยู่ในเส้นทางที่จะกลายเป็นโหนดที่ผลิตในปริมาณมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Micron เลยทีเดียว
อีกประเด็นที่นิคกี้อยากให้สังเกตคือ Micron บอกว่าในอนาคตความต้องการจะเอนไปทางสินค้าที่ประสิทธิภาพสูงและมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีต้นทุนต่อบิตที่แพงขึ้น การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่าง LP5 ไป LP6 หรือ DDR5 ไป DDR6 รวมถึง HBM รุ่นใหม่ๆ ล้วนมาพร้อมต้นทุนต่อบิตที่สูงขึ้น และเมื่อรวมกับการขยายโรงงานใหม่จำนวนมากในอนาคต บริษัทคาดว่าต้นทุนต่อบิตเฉลี่ยของ DRAM จะปรับสูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน ซึ่งสัญญา SCA ก็เปิดช่องให้มีการเจรจาราคาพรีเมียมสำหรับสินค้าใหม่เหล่านี้ในอนาคตได้ค่ะ
🏗️ Micron เร่งขยายกำลังการผลิตอย่างไร
แม้จะบอกว่าซัพพลายตึงตัว แต่ Micron ก็ไม่ได้นิ่งเฉยนะคะ บริษัทกำลังเร่งขยายฐานการผลิตทั่วโลก เริ่มจากการลงทุนครั้งใหญ่ในการผลิต DRAM ระดับสูงในสหรัฐฯ ทั้งโรงงาน ID1 และ ID2 ที่รัฐไอดาโฮ ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ โดย ID1 มีกำหนดผลิตเวเฟอร์แรกในช่วงกลางปี 2027 และ ID2 ในช่วงปลายปี 2028 รวมถึงคลัสเตอร์โรงงานแห่งแรกในรัฐนิวยอร์กที่เพิ่งวางศิลาฤกษ์ไปเมื่อเดือนมกราคมปีนี้
ส่วนที่โรงงานในเมืองมานัสซัส รัฐเวอร์จิเนีย ก็เพิ่งเริ่มผลิตเทคโนโลยี 1-alpha DDR4 ชุดแรกเพื่อรองรับสินค้ารุ่นเดิมในตลาดยานยนต์ อุตสาหกรรม การแพทย์ การบินและการป้องกันประเทศค่ะ
ในเอเชียก็มีความคืบหน้าเช่นกัน ที่ไซต์ Tongluo ในไต้หวันซึ่ง Micron เพิ่งเข้าซื้อกิจการมา คาดว่าจะเริ่มส่งมอบสินค้าได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงกลางปี 2027 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้เดิมราวหนึ่งไตรมาส และยังเริ่มก่อสร้างห้องคลีนรูมแห่งที่สองที่จะรองรับเครื่อง EUV ด้วย
ส่วนไซต์ในญี่ปุ่นและสิงคโปร์ก็เป็นไปตามแผน โดยสิงคโปร์จะกลายเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (advanced packaging) และเริ่มมีส่วนช่วยกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ HBM ตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2027 ค่ะ
อีกข่าวสำคัญด้านการผลิตคือ Micron เพิ่งทำสัญญาจัดหาเครื่อง EUV (Extreme Ultraviolet หรือเทคโนโลยีการพิมพ์ลายวงจรด้วยแสงอัลตราไวโอเลตขั้นสูง ซึ่งจำเป็นสำหรับการผลิตชิปรุ่นใหม่) ระยะยาวกับ ASML ผู้ผลิตเครื่อง EUV รายเดียวของโลก เพื่อรองรับการใช้งาน EUV ที่เพิ่มขึ้นในโหนด 1-delta และรุ่นถัดๆ ไปด้วยค่ะ
💵 กระแสเงินสด เงินปันผล และแผนคืนเงินผู้ถือหุ้น
ปิดท้ายด้านตัวเลขด้วยเรื่องเงินสดและการตอบแทนผู้ถือหุ้นนะคะ ไตรมาสนี้ Micron มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 25,388 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 61% ของรายได้ และหลังหักเงินลงทุน (capex) สุทธิ 7,084 ล้านดอลลาร์ ก็เหลือเป็นกระแสเงินสดอิสระ (free cash flow หรือเงินสดที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายลงทุนแล้ว) ถึง 18,304 ล้านดอลลาร์
ณ สิ้นไตรมาสบริษัทมีสภาพคล่องรวมราว 32,200 ล้านดอลลาร์ และคณะกรรมการประกาศจ่ายเงินปันผล 0.15 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งจะจ่ายในวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 ค่ะ
ในแง่แผนการลงทุนข้างหน้า Micron คาดว่าจะใช้เงินลงทุนในไตรมาส 4 ราว 10,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ทั้งปีบัญชี 2026 ใช้เงินลงทุนรวมราว 27,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าเงินลงทุนรายไตรมาสในปีบัญชี 2027 จะสูงกว่าระดับของไตรมาส 4 ปีนี้อีก เพื่อเร่งสร้างห้องคลีนรูมรองรับความต้องการระยะยาว
ส่วนที่นิคกี้คิดว่าผู้ถือหุ้นน่าจะชอบคือ หลังวันที่ 9 ธันวาคม 2026 (ครบรอบ 2 ปีของการลงนามในข้อตกลง CHIPS) บริษัทตั้งใจจะเพิ่มการคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น และในระยะยาวก็ตั้งเป้าจะคืนเงินสดส่วนเกินทั้งหมด 100% ให้ผู้ถือหุ้นด้วยค่ะ แต่ทั้งนี้บริษัทย้ำว่าตัวเลขคาดการณ์ทั้งหมดยังไม่ได้รวมผลกระทบที่อาจเกิดจากประเด็นการค้าหรือภูมิรัฐศาสตร์เอาไว้นะคะ
🎯 บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
ภาพรวมของงบชุดนี้คือ Micron ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งรายได้ อัตรากำไรขั้นต้น และกำไรต่อหุ้น เกินคาดในทุกบรรทัด แต่นิคกี้มองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ตัวเลขไตรมาสที่ผ่านมา หากแต่เป็น Guidance ไตรมาสหน้าที่กระโดดไปถึงระดับรายได้ 50,000 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้น 31 ดอลลาร์ ซึ่งห่างจากที่นักวิเคราะห์คาดไว้แบบไม่เห็นฝุ่น นั่นคือเหตุผลที่หุ้นวิ่งแรงทันทีหลังประกาศงบค่ะ
ในภาพที่ใหญ่ขึ้น นิคกี้มองว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นคือ "การเปลี่ยน Regime" ของอุตสาหกรรมหน่วยความจำอย่างชัดเจน จากเดิมที่ธุรกิจชิปหน่วยความจำขึ้นชื่อเรื่องวัฏจักรขึ้น-ลงรุนแรง (boom and bust) แต่คราวนี้การที่ Micron เซ็นสัญญาระยะยาวแบบ take-or-pay ที่มีราคาพื้นการันตี และมีลูกค้ายอมวางเงินมัดจำล่วงหน้ารวมราว 22,000 ล้านดอลลาร์ มันกำลังเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้คาดการณ์ได้และมีเสถียรภาพมากขึ้น
สิ่งนี้เริ่มทำให้นักลงทุนบางส่วนตั้งคำถามว่า บางทียุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมนี้อาจกำลังเริ่มต้นขึ้นจริงๆ ก็ได้ค่ะ และต้นเหตุของทั้งหมดก็คือ AI ที่สร้างดีมานด์มหาศาล บวกกับซัพพลายที่ถูกบีบในเชิงโครงสร้างจน CEO เองก็ยัง "มองไม่เห็นปลายทาง" ว่าจะตามทันเมื่อไหร่
สำหรับสิ่งที่ต้องจับตาต่อไป นิคกี้คิดว่ามีอยู่ไม่กี่เรื่องใหญ่ค่ะ เรื่องแรกคือ Micron จะทำได้ตามที่ guide ไว้จริงไหมในไตรมาสหน้า เพราะการตั้งเป้าสูงก็มาพร้อมความคาดหวังที่สูงตามไปด้วย เรื่องที่สองคือความคืบหน้าของสัญญา SCA ที่เหลือ ว่าจะปิดดีลครบและดันสัดส่วนรายได้ที่มีราคาการันตีขึ้นไปแตะราว 40% ได้ตามแผนหรือไม่
และเรื่องที่สามคือบรรยากาศการแข่งขันในกลุ่มหน่วยความจำโดยรวม โดยเฉพาะคู่แข่งอย่าง SK Hynix ผู้นำตลาด HBM ที่เพิ่งประกาศแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ โดยตั้งเป้าระดมทุนราว 29,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนว่าทั้งอุตสาหกรรมกำลังเร่งหาเงินมาขยายกำลังการผลิตกันอย่างเต็มที่ค่ะ
สุดท้ายนี้ พูดตรงๆ เลยนะคะว่า งบชุดนี้คือคำตอบที่ตบหน้า "สายแช่ง" ที่ออกมากังขา demand หน่วยความจำกันตลอด 2 วันมานี้แบบเต็มๆ ค่ะ เพราะช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินเสียงกันหนาหูว่าบูม AI กำลังจะแผ่ว ดีมานด์ memory ใกล้ถึงจุดอิ่มตัว หุ้นชิปวิ่งขึ้นมาแรงเกินพื้นฐานไปแล้ว
แต่พอ Micron เปิดงบออกมา มันตอบทุกข้อกังขาด้วยตัวเลขจริง ทั้ง Guidance ไตรมาสหน้าที่กระโดดไปถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งคำพูดของซีอีโอที่ยอมรับตรงๆ ว่ายัง "มองไม่เห็นปลายทาง" ว่าซัพพลายจะตามทันดีมานด์เมื่อไหร่ และที่หนักแน่นที่สุดคือสัญญา SCA 16 ฉบับ ที่มีมูลค่ารายได้ขั้นต่ำตามสัญญารวมราว 100,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมเงินมัดจำล่วงหน้าจากลูกค้าอีกราว 22,000 ล้านดอลลาร์
ลองคิดดูนะคะ ถ้าดีมานด์ไม่จริง ลูกค้าจะยอมผูกมัดสัญญาแบบ take-or-pay และควักเงินก้อนโตขนาดนี้วางไว้ทำไมคะ นี่แหละค่ะคือความต่างระหว่างการวิเคราะห์บนพื้นฐานข้อมูล กับการเดาตามอารมณ์ตลาดไปวันๆ
แต่ถึงงบจะปังแค่ไหน นิคกี้ก็ขอเตือนไว้แค่เรื่องเดียวค่ะ คือ ลิมิต position ของตัวเองให้ดี ลงทุนได้ แต่ให้ลงในสัดส่วนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เรารับไหวจริงๆ เพราะต่อให้ story จะดีมากแค่ไหน หุ้นกลุ่มชิปก็ยังเป็นกลุ่มที่เหวี่ยงแรงมากอยู่ดี การถือในขนาดที่พอดีกับพอร์ตและความเสี่ยงของแต่ละคน คือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่กับมันได้ยาวๆ โดยไม่ต้องตกใจเทขายตอนตลาดผันผวนค่ะ
โฆษณา