วันนี้ เวลา 04:00 • ธุรกิจ

ไขความลับกงสี 10 ล้านล้าน ที่ลงทุนตั้งแต่ใต้บาดาล ยันอวกาศ ของตระกูลรวยอันดับ 2 ของโลก

ถ้านึกถึงตระกูลที่รวยที่สุดในโลก หลายคนน่าจะเดาถูกว่าคือตระกูล Walton เจ้าของอาณาจักรค้าปลีกอย่าง Walmart
แต่ถ้าถามต่อว่า แล้วตระกูลที่รวยเป็นอันดับ 2 คือใคร หลายคนอาจจะคิดไม่ออก ซึ่งคำตอบก็ไม่ได้อยู่ในซิลิคอนแวลลีย์ ไม่ได้อยู่ยุโรป แต่อยู่ที่ตะวันออกกลาง..
พวกเขาคือ ตระกูล Al Nahyan (อัล นาห์ยาน) ราชวงศ์ผู้ปกครองรัฐอาบูดาบี แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
จุดเริ่มต้นความมั่งคั่งของตระกูลนี้ก็หนีไม่พ้นน้ำมัน แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น..
เพราะปัจจุบัน เบื้องหลังความมั่งคั่งของพวกเขายังมีอาณาจักรการลงทุนยักษ์ใหญ่ ที่มีบริษัทย่อยมากกว่า 1,300 บริษัท
กระจายการลงทุนตั้งแต่อาหาร พลังงาน แร่สำคัญ อสังหาริมทรัพย์ โรงพยาบาล การเงิน ไปจนถึงเทคโนโลยีระดับโลกด้าน AI และอวกาศ
จนก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทมูลค่าสูงอันดับ 2 ในตะวันออกกลาง เป็นรองเพียง Saudi Aramco และยังติดกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดระดับ Top 100 ของโลกอีกด้วย
แล้วอาณาจักรการลงทุนแห่งนี้ กลายเป็นกลไกสำคัญในการบริหารกงสีตระกูลระดับราชวงศ์ได้อย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
จุดเริ่มต้นความมั่งคั่งของตระกูล Al Nahyan ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาจากขุมทรัพย์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
เพราะอาบูดาบี ไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE เท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในรัฐที่ร่ำรวยจากทรัพยากรพลังงานมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ทรัพยากรเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนเงินทุนตั้งต้น ที่สร้างรายได้มหาศาล และเปิดทางให้นำเงินไปต่อยอด เพื่อสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกได้อย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม การบริหารความมั่งคั่งระดับราชวงศ์ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแบบกระจัดกระจาย เพราะหนึ่งในกลไกสำคัญที่ตระกูลนี้ใช้ดูแลสินทรัพย์และการลงทุน ก็คือ Royal Group
ซึ่งเป็น Family Office หรือสำนักงานบริหารความมั่งคั่ง ทำหน้าที่คล้ายกงสีระดับราชวงศ์ สำหรับดูแลเงินทุน สินทรัพย์ และการลงทุนบางส่วนของตระกูลโดยเฉพาะ
1
โดยมี Sheikh Tahnoun bin Zayed Al Nahyan น้องชายของประธานาธิบดี UAE ผู้ซึ่งเป็นถึงที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้กุมบังเหียนขุมทรัพย์ก้อนนี้
และหนึ่งในหัวใจหลักที่ Royal Group ใช้เพื่อต่อยอดความมั่งคั่งให้เติบโตแบบก้าวกระโดด คือการใช้ทางลัดจากประโยชน์ของตลาดทุน
โดยเลือกดึงเอาบริษัท International Holding Company หรือ IHC ที่อยู่ในตลาดหุ้นอยู่แล้ว มาเป็นเครื่องมือหลัก
เริ่มจากการที่ Royal Group ก้าวเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดด้วยสัดส่วน 61.55% จากนั้นก็ใช้กลยุทธ์ย้ายสมบัติกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา
โดยนำบริษัทในเครือกว่า 40 แห่ง ที่มีมูลค่าจริงรวมกันสูงถึง 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 154,700 ล้านบาท โอนเข้าไปไว้ใน IHC
ซึ่งในขั้นตอนการโอนบริษัท พวกเขาใช้เทคนิคทางบัญชีด้วยการตั้งราคาขายเพียงบริษัทละ 1 ดีแรห์ม คิดเป็นเงินไทยไม่ถึง 10 บาท
ดีลนี้ทำให้ IHC ได้รับสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลไปแทบจะฟรี ๆ ส่งผลให้งบดุลแข็งแกร่งโดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินให้เสียดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว
แถมยังเป็นทางลัดที่ทำให้ไม่ต้องเหนื่อยทำ IPO ทีละบริษัท เป็นการร่ายมนตร์เสกให้ตัวเองมีบริษัทมหาชนยักษ์ใหญ่ ที่พร้อมใช้ขยายอาณาจักรได้ทันที
การเดินเกมด้วยการเอาบริษัทนอกตลาด ลัดเข้าตลาดหุ้นผ่านบริษัทที่อยู่ในตลาดอยู่แล้วแบบนี้ เรียกว่าเป็นการทำ Backdoor Listing ขนาดยักษ์
ทำให้ IHC พลิกโฉมจากอดีตที่เป็นเพียงแค่บริษัททำฟาร์มเพาะเลี้ยงและส่งออกอาหารทะเลเล็ก ๆ กลายร่างเป็นอาณาจักรโฮลดิงยักษ์ใหญ่ระดับโลก
ส่งผลให้ราคาหุ้น IHC พุ่งทะยานขึ้นกว่า 40,000% ภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีหลังจากปรับโครงสร้างบริษัท
ปัจจุบัน IHC ครองแชมป์บริษัทที่มีมูลค่าตลาดอันดับ 1 ในตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบี ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 7.5 ล้านล้านบาท
ทำให้บริษัทนี้ยังกลายเป็น บริษัทที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของตะวันออกกลาง และใหญ่ติด Top 100 ของโลก อย่างที่กล่าวไปตอนต้นบทความ
ปัจจุบัน IHC คืออาณาจักรการลงทุนขนาดยักษ์ที่มีบริษัทในเครือมากกว่า 1,300 แห่ง ซึ่งแทบจะแทรกซึมอยู่ในทุกอุตสาหกรรม
ตั้งแต่พลังงาน เหมืองแร่ การเกษตร อาหาร อสังหาริมทรัพย์ โรงพยาบาล การเงิน ไปจนถึงเทคโนโลยี AI
และยังร่วมลงทุนในบริษัทระดับโลกที่เราคุ้นชื่อกันดี ไม่ว่าจะเป็น SpaceX บริษัทสำรวจและเทคโนโลยีอวกาศสุดล้ำของ Elon Musk
Getty Images เว็บไซต์คลังรูปภาพและวิดีโอระดับโลก ที่เวลาเราหารูปก็น่าจะเคยเห็นลายน้ำของเว็บไซต์นี้ผ่านตาแน่นอน
Oxford Nanopore Technologies แบรนด์เทคโนโลยีถอดรหัส DNA/RNA สุดล้ำจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ที่ถูกนำไปใช้ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
และยังลงทุนใน G42 กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและ AI ยักษ์ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม AI ระดับโลก
สรุปง่าย ๆ คือ IHC เปรียบเสมือนกระเป๋าเงินยักษ์ ของ Royal Group ที่ใช้กระจายลงทุน และต่อยอดความมั่งคั่งของตระกูลไปยังธุรกิจหลากหลายประเภททั่วโลก
และเหตุผลเบื้องหลังที่ต้องขยายอาณาจักรขนาดนี้ ก็เพราะพวกเขารู้ดีว่า น้ำมันคือทรัพยากรที่มีวันหมด และกำลังถูกดิสรัปต์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ
นี่จึงไม่ใช่แค่ความเสี่ยงของประเทศ แต่ยังเป็นความเสี่ยงของตระกูลด้วย
การกว้านซื้อธุรกิจแห่งอนาคต จึงเป็นการกระจายความเสี่ยง เพื่อปกป้องความมั่งคั่งไม่ให้เหือดแห้งไปพร้อมกันกับบ่อน้ำมัน
และแม้วันนี้อาณาจักรการลงทุนของ IHC จะใหญ่ระดับโลกแล้ว แต่พวกเขายังตั้งเป้าหมายจะเพิ่มขนาดสินทรัพย์ให้เติบโตขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในปี 2030
พูดง่าย ๆ ก็คือ ภายในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า อาณาจักรการลงทุนที่ใหญ่จนแทบจะครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมอยู่แล้วนี้ จะขยายขนาดขึ้นอีกเท่าตัว
และเมื่ออาณาจักรนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นไปได้ว่า ในอนาคต ธุรกิจระดับโลก บริการที่เราใช้ หรือเทคโนโลยีล้ำ ๆ หลายอย่างในชีวิตประจำวันของเรา
อาจมี IHC เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนอยู่เบื้องหลัง โดยที่เราไม่รู้ตัว..
แต่ถึงแม้ IHC จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว แต่นี่ก็อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ของอาณาจักรความมั่งคั่งแห่งตระกูล Al Nahyan เท่านั้น
เพราะ Bloomberg เคยอธิบายไว้ว่า การประเมินทรัพย์สินของราชวงศ์นี้เป็นเรื่องซับซ้อน เพราะสมาชิกในตระกูลมีบทบาททั้งในระดับรัฐบาล กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และภาคเอกชน
เส้นแบ่งระหว่างทรัพย์สินของประเทศ กับทรัพย์สินของตระกูล จึงไม่ได้ชัดเจนเหมือนธุรกิจครอบครัวทั่วไป
แต่ถึงจะประเมินแบบขั้นต่ำแล้ว ตระกูล Al Nahyan ก็ยังถูกจัดให้เป็นตระกูลที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยความมั่งคั่ง 335,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท
ท่ามกลางจักรวาลความมั่งคั่งสุดลึกลับและสลับซับซ้อนของตระกูลนี้ บริษัทอย่าง IHC ก็ถือเป็นหนึ่งจิกซอว์ที่เรามองเห็นได้ชัดที่สุด
เพราะนี่คือบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีมูลค่าตลาดที่จับต้องได้ มีงบการเงินที่ชัดเจน และมีทิศทางการลงทุนให้เราติดตามได้
เรื่องราวของอาณาจักร IHC จึงเป็นกรณีศึกษาระดับโลกที่ทำให้เราเห็นว่า
ราชวงศ์ตะวันออกกลางกำลังใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือเปลี่ยนผ่านรายได้จากยุคน้ำมัน ให้กลายเป็นอาณาจักรการลงทุนระดับโลกได้อย่างไร
แม้เราจะไม่ได้มีบ่อน้ำมันเป็นทุนตั้งต้นแบบตระกูลราชวงศ์ตะวันออกกลาง แต่กลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นแก่นแท้ของการบริหารกงสีได้อย่างชัดเจน
นั่นคือ ต่อให้ธุรกิจเดิมของครอบครัวจะเคยรุ่งเรืองแค่ไหน แต่ทุกธุรกิจย่อมมีวงจรของตัวเอง และมีโอกาสถูกดิสรัปต์ได้เสมอ
การรู้จักดึงกำไรจากธุรกิจดั้งเดิม มาต่อยอดและกระจายการลงทุน จึงเป็นทางรอดสำคัญ ไม่ให้ความมั่งคั่งของตระกูลตายไปพร้อมกับธุรกิจเดิม
และนี่คือสิ่งที่ตระกูล Al Nahyan กำลังสร้างและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ด้วยการลงทุน ใช้เงินต่อเงิน เพื่อสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ ที่จะยังคงทรงอิทธิพลไปอีกหลายชั่วอายุคน..
#WealthTransfer
#ธุรกิจครอบครัว
#AlNahyan
โฆษณา