25 มิ.ย. เวลา 15:50 • ศิลปะ & ออกแบบ

Agnes Denes (1931- )

งานของ แอ็กเนส เดเนส (Agnes Denes) ซึ่งอยู่บนจุดตัดระหว่างศิลปะ ภูมิทัศน์ และนิเวศวิทยา ได้นำพาอิทธิพลของยุคแอนโทรโปซีน (Anthropocene หรือยุคที่กิจกรรมของมนุษย์ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างมีนัยสำคัญ) เข้ามาเป็นประเด็นสำคัญในโลกแห่งศิลปะ
ในซัลลิแวนเคาน์ตี รัฐนิวยอร์ก เมื่อปี 1968 แอ็กเนส เดเนส ได้ปลูกข้าว นำโซ่ไปล่ามต้นไม้ และฝังภาชนะสุญญากาศที่บรรจุบทกวีไฮกุของเธอลงในดินลึก 12 ฟุต เดเนสกล่าวว่าพิธีกรรมส่วนตัวที่เน้นการแสดงสดภายใต้ชื่อ Rice/Tree/Burial นี้เป็น "เหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ และเป็นการประกาศความมุ่งมั่นของฉันต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและความกังวลของมนุษยชาติ"
เดเนสเกิดในปี 1931 เธออพยพจากบูดาเปสต์ผ่านสวีเดน และอาศัยอยู่ในนิวยอร์กมานานกว่าหกทศวรรษ โครงการ Rice/Tree/Burial นี้ถูกคิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการกำเนิดของศิลปะจัดวางบนพื้นที่ดิน (Land Art) ในอเมริกา โดยศิลปินอย่าง วอลเตอร์ เดอ มาเรีย (Walter De Maria) แนนซี โฮลต์ (Nancy Holt) และ โรเบิร์ต สมิธสัน (Robert Smithson) และคนอื่นๆ
ในขณะที่ศิลปะ Land Art มุ่งเน้นไปที่การสร้างพื้นที่ซึ่งเดิมทีถูกมองว่าเป็นสิ่งภายนอกวงการศิลปะ แต่เดเนสกลับทำงานอยู่บนจุดตัดระหว่างศิลปะประเภทนี้กับจุดเริ่มต้นของขบวนการด้านสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เธอเข้าไปสัมผัสกับผืนดินเพื่อเชื่อมโยงกับการอภิปรายในวงกว้างเกี่ยวกับผลกระทบของมนุษยชาติที่มีต่อโลกใบนี้
โดยดึงประเด็นดังกล่าวเข้าสู่บทสนทนาของศิลปะร่วมสมัยในยุคทศวรรษ 1960 ดังที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะ ปีเตอร์ เซลซ์ (Peter Selz) ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ผลงาน Rice/Tree/Burial ในครั้งแรกนั้น "น่าจะเป็นงาน site-specific work ชิ้นแรกของโลกที่แสดงความกังวลด้านนิเวศวิทยา"
เส้นทางในการทำงานของเดเนสที่นำพาเธอจากงานบนแผ่นกระดาษไปสู่ผืนดินจริงๆ นั้น มีรากฐานมาจากความห่วงใยที่เธอมีต่อมนุษยชาติมาโดยตลอด ต่างจากคนอื่นๆ ที่มองไปยังดวงดาวเพื่อหาอนาคตใหม่ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ เดเนสไม่ได้เสนอให้เราละทิ้งโลกใบนี้ แต่เสนอให้รักษาคุมครองมันไว้ และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราให้อยู่ร่วมกับโลกได้อย่างยั่งยืน
เดเนสมักจะพิจารณาถึงตำแหน่งแห่งที่ของเราบนโลกใบนี้ และด้วยสายตาที่มองเห็นอนาคตราวกับผู้พยากรณ์ เธอได้กล่าวถึงวิกฤตที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยเธอเขียนไว้ในปี 1990 ว่า "การเปลี่ยนผ่านสู่ศตวรรษใหม่และสหัสวรรษหน้า จะนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่ปั่นป่วนและสภาวะทางจิตใจที่วุ่นวาย" ศิลปินผู้นี้คาดการณ์ถึงยุคสมัยที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ แอนโทรโปซีน (Anthropocene) และเล็งเห็นว่าระบบรวมถึงพฤติกรรมของเรากำลังคุกคามระบบนิเวศของดาวเคราะห์ดวงนี้ที่เราต้องพึ่งพาอาศัยอย่างไร
อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เดเนสเริ่มสร้างสรรค์ชุดผลงาน Map Projections ในปี 1973 ซึ่งเป็นเวลาเพียงหนึ่งปีหลังจากที่มีการถ่ายภาพโลกในสภาพเต็มใบได้เป็นครั้งแรก ภาพนั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Blue Marble ซึ่งถ่ายโดยลูกเรือของยานอพอลโล 17 และกลายเป็นหนึ่งในภาพที่มีการเผยแพร่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ มันถูกปล่อยออกมาในช่วงที่กระแสนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเติบโตในยุค 70 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของขบวนการนี้ นั่นคือการมองโลกในฐานะความงามที่เปราะบาง ละเอียดอ่อน และมีขอบเขตจำกัด
ชุดงาน Map Projections ของเดเนสใช้การฉายภาพแบบไอโซเมตริก (isometric projection) เพื่อให้เธอยังคงรักษามิติต่างๆ ของดาวเคราะห์ไว้ได้ ในขณะที่ใช้การบิดเบี้ยวทางคณิตศาสตร์เปลี่ยนรูปทรงของโลกให้กลายเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น พีระมิด ลูกบาศก์ทรงสิบสองหน้า โดนัท ไข่ หอยทาก เลมอน และฮอทดอก
เช่นเดียวกับภาพ Blue Marble เดเนสนำเสนอความงามและความเปราะบางของโลกให้เราเห็น แต่การบิดเบี้ยวรูปทรงของเธอนั้นเจาะลึกลงไปถึงความจริงทางคณิตศาสตร์ การแยกส่วนของเส้นและรูปทรง ดังที่ศิลปินได้เขียนถึงงานชุดนี้ว่า "ผิวหนังที่มีชีวิตของโลกถูกลอกออก เนื้อโลกที่เคลื่อนไหวถูกเปลื้องจนเปลือยเปล่าเพื่อเผยให้เห็นเยื่อหุ้มของเส้นตารางและพิกัดลงไปจนถึงแกนกลางของมวลแรงโน้มถ่วง นั่นคือ นิวเคลียส"
ความทุ่มเทของเธอในการสร้างภาพจำลองและทำความเข้าใจโลกในทุกความซับซ้อน ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในมุมมองแบบมหภาคจากเบื้องบนเท่านั้น แต่เธอยังได้ "ลงมาสัมผัสพื้นโลก" อย่างแท้จริงด้วยการตีพิมพ์หนังสือข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ครอบคลุมอย่างน่าอัศจรรย์ชื่อว่า Book of Dust ในปี 1989 การค้นคว้าวิจัยเรื่องฝุ่นยาวนานถึง 16 ปี ได้นำพาเดเนสเดินทางตั้งแต่หมู่ดาวไปจนถึงร่างกายมนุษย์และผืนโลก
สำหรับประติมากรรม Hot/Cold Earth Ship with Heartbeat ซึ่งติดตั้งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะตัมเปเร ประเทศฟินแลนด์ เมื่อปี 1992 เธอได้นำเรือบรรทุกสินค้าเก่ามาลำหนึ่งแล้วเติมดินลงไปจนเต็ม โดยทำให้ด้านหนึ่งเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็งและอีกด้านหนึ่งอุ่นร้อน พร้อมกับส่งเสียงเต้นของหัวใจออกมาด้วย มันคือ Earth Ship หรือเรือที่ทำมาจากดิน
"ภาชนะ" (Vessels) เป็นหัวข้อที่ปรากฏอยู่ในงานของเดเนสมาโดยตลอด ทั้งในฐานะอุปมานิทัศน์หรือสัญลักษณ์เปรียบเทียบ โดยมองว่าเรือคือคลังเก็บรักษาเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์ไว้ เดเนสได้ออกแบบภาชนะบรรจุที่ทั้งสามารถสร้างได้จริงและแบบที่เกิดจากจินตนาการไว้มากมาย "เรือแห่งโลก" ของเธอนั้นแบกรับทั้งชีวิตและความตาย ในขณะที่ผลงานอย่าง Noah’s Ark – A Spaceship (1982) เผยให้เห็นภาพเรือที่บรรทุกหอจดหมายเหตุแห่งความรู้ของมนุษย์ เป็นดั่งเรืออาร์กที่คอยนำทางจิตสำนึกของมนุษยชาติ
ท่ามกลางคลังผลงานที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น อันมากมายของเธอ ซึ่งมักจะมุ่งเน้นไปที่สิ่งแวดล้อมและมนุษยธรรม มีทั้งการวิเคราะห์รูปแบบการก่อตัวของเมฆ และวิธีการกำจัดก๊าซมีเทนโดยใช้สาหร่าย โครงการเหล่านี้หลายชิ้นล้ำสมัยเกินกว่ายุคของเธอมาก เช่น สวนบนดาดฟ้าและสภาพแวดล้อมที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่เธอคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า หรือแม้แต่การเสนอให้ใช้สารพิษเพื่อย่อยสลายขยะให้กลายเป็นหินคล้ายแก้ว
บ่อยครั้งที่ข้อเสนอที่ไม่ได้รับการสร้างจริงเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการจ้างงานเฉพาะจุด เช่น เขตสงวนสัตว์ป่าและศูนย์วิจัยขนาด 10,000 เอเคอร์ในโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ ซึ่งว่าจ้างโดยศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า (1992) โดยในโครงการนั้นเธอจะใช้บ่อเป็ดเพื่อกักเก็บน้ำที่ติดอยู่ใต้พื้นที่ฝังกลบขยะ
ส่วนโครงการ North Waterfront Park (1989-91) ก็มุ่งหมายจะเปลี่ยนพื้นที่ฝังกลบขยะเทศบาลขนาด 97 เอเคอร์ในเบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ให้กลายเป็นสวนสาธารณะที่เขียวชอุ่มพร้อมกังหันลมจิ๋วเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเดเนสปรารถนาให้สวนแห่งนี้เป็น "การแสดงออกถึงคุณค่าของมนุษย์และความรับผิดชอบที่เรามีต่อกันและต่อโลกใบนี้"
ข้อเสนอโครงการอย่าง แผนแม่บท 25 ปี Nieuwe Hollandse Waterlinie ในเนเธอร์แลนด์ (2000) และ แนวกั้นเกาะและเนินทรายยักษ์ (Barrier Islands and Mega-Dunes) ในปี 2013 คือการเข้าไปจัดการกับพื้นที่ดินเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนโดยตรง
โครงการแรกประกอบด้วยชุดแผนที่ซึ่งมีรายละเอียดเพื่อปกป้องแนวป้องกันน้ำของเนเธอร์แลนด์จากปัญหาต่างๆ รวมถึงอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่วนโครงการหลังถูกคิดขึ้นหลังจากพายุเฮอริเคนแซนดี้พัดถล่มนิวยอร์กในปี 2013 โดยเธอเสนอให้สร้างเนินทรายขนาดมหึมาและเกาะเทียมเพื่อช่วยปกป้องแนวชายฝั่งของเมือง เดเนสยังคงตอบโต้ต่อภาวะฉุกเฉินทางภูมิอากาศในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ A Forest For New York (2014-) ซึ่งเป็นข้อเสนอในปัจจุบันที่จะเปลี่ยนพื้นที่ฝังกลบขยะในเขตควีนส์ให้กลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับชาวนิวยอร์กทุกคน
เช่นเดียวกับภาพ Blue Marble ภาพถ่ายผลงานที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดของเดเนสอย่าง Wheatfield – A Confrontation (1982) ได้กลายเป็นผลงานระดับคลาสสิกที่สร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
เมื่อเดเนสได้รับเชิญจากกองทุนศิลปะสาธารณะ (Public Art Fund) ให้สร้างสรรค์ผลงานในพื้นที่สาธารณะ เธอตัดสินใจว่าไม่อยากสร้างประติมากรรมสาธารณะแบบเดิมๆ แต่กลับเสนอให้ปลูกทุ่งข้าวสาลีขนาด 2 เอเคอร์ (ประมาณ 5 ไร่) ใจกลางย่านแมนแฮตตันบนพื้นที่ถมขยะ ซึ่งในขณะนั้นเป็นจุดทิ้งเศษซากจากการก่อสร้างตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (และปัจจุบันคือ แบตเตอรีพาร์ค)
สำหรับเดเนสแล้ว ทำเลที่ตั้งนี้เป็นเรื่องที่ "ต่อรองไม่ได้" พื้นที่สำหรับทุ่งข้าวสาลีของเธอต้องอยู่ใกล้กับวอลล์สตรีท (Wall Street) ตั้งอยู่ตรงฐานของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และหันหน้าไปทางเทพีเสรีภาพ บนที่ดินที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
สำหรับเดเนส นี่คือความย้อนแย้ง (paradox) ของทุ่งธัญพืชสีทองขนาดใหญ่บนอสังหาริมทรัพย์ที่แพงระยับ มันคือการทำให้ "สินค้าโภคภัณฑ์" (commodity) ที่มีการซื้อขายกันในวอลล์สตรีทกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง และเป็นการลากเส้นแบ่งระหว่าง "เมือง" กับ "ชนบท" ที่คอยหล่อเลี้ยงเมืองนั้นไว้
โครงการนี้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการจัดการที่ผิดพลาดในเรื่องความหิวโหยของโลก อาหาร ขยะ พลังงาน พาณิชยกรรม การค้า การใช้ที่ดิน และเศรษฐศาสตร์ รวมถึงสิ่งแวดล้อมในภาพรวม โดยที่ Wheatfield ทำหน้าที่ "ขัดขวางกลไกด้วยการดำเนินไปในทิศทางที่สวนทางกับระบบ" โดยเธอต้องการ "ดึงความสนใจของผู้คนให้หันกลับมาทบทวนลำดับความสำคัญของตนเอง และตระหนักว่าหากไม่มีการประเมินคุณค่าของความเป็นมนุษย์กันใหม่ คุณภาพชีวิต หรือแม้แต่ชีวิตเอง ก็ตกอยู่ในอันตราย"
ดังที่ชื่อผลงานระบุไว้ มันคือการเผชิญหน้า (confrontation) เป็นการล้อกันระหว่างความจริงของชีวิต ความเป็นเส้นแนวตั้งของต้นข้าวสาลีที่ตัดกับตึกระฟ้าที่สูงตระหง่าน ความเป็นชนบท (pastoral) ที่ปะทะกับความเป็นเมืองใหญ่ (cosmopolitan) และข้าวสาลีในฐานะสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นความจริงที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขการซื้อขายในโลกเสมือน
ตามที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะ แคโรไลน์ เอ. โจนส์ (Caroline A. Jones) เขียนไว้ว่า Wheatfield ได้เชื่อมโยง "จินตนาการแบบสวนอีเดนอันอุดมสมบูรณ์ของเรา เข้ากับตำนานความเชื่อเรื่องโลกที่มีไว้เพื่อใช้สอยตามประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งนำไปสู่การขุดตักทรัพยากรอย่างไม่จบสิ้น การเพิ่มพูนผลผลิตด้วยเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ และการเติบโตของมนุษย์ที่ไร้ขีดจำกัด"
ผลงานระดับขึ้นหิ้งชิ้นอื่นๆ ของเดเนสนั้นมีความยืนยงยาวนานกว่าลักษณะที่เกิดขึ้นชั่วคราวของ Wheatfield โดยมุ่งเน้นไปที่การตอบสนองต่อความต้องการอันเร่งด่วนของโลก นอกจากโครงการป่าไม้สำหรับนิวยอร์กที่ยังไม่ได้ถูกสร้างจริงแล้ว เดเนสได้ลงมือปลูกป่าไปแล้วถึงสองแห่ง
แห่งที่สองคือ A Forest for Australia (1998) ซึ่งมีรูปแบบเป็นเกลียวห้าวงตัดกัน ประกอบด้วยต้นกล้าพื้นเมือง 6,000 ต้นที่อยู่ในรายชื่อพันธุ์ไม้ใกล้สูญพันธุ์ (เช่น เรดกัม ชีโอ๊ค และเปเปอร์บาร์ค) โดยปลูกลงบนพื้นที่แห้งแล้งในโรงบำบัดน้ำเสียที่เมืองอัลโตนา
ส่วนป่าแห่งแรกของเธอ ตั้งอยู่ที่เมืองอีเลอแยร์วี (Ylöjärvi) ประเทศฟินแลนด์ คือผลงานชิ้นมหึมาที่มีชื่อว่า Tree Mountain – A Living Time Capsule – 11,000 Trees, 11,000 People, 400 Years (1992–96) ซึ่งสร้างขึ้นบนหลุมขุดกรวดที่ถูกทิ้งร้าง
นี่ถือเป็นคำเชิญครั้งประวัติศาสตร์ที่มอบให้แก่ศิลปินในการเข้ามาฟื้นฟูผืนดินที่เคยถูกใช้ไปในทางที่ผิดอย่างจริงจัง เดเนสเลือกปลูกต้นไม้ทั้ง 11,000 ต้นตามรูปแบบทางคณิตศาสตร์ที่สัมพันธ์กับ "สัดส่วนทองคำ" (Golden Ratio) สำหรับตัวศิลปินเองแล้ว งานชิ้นนี้คือแคปซูลกาลเวลาและเป็นความทรงจำทางภาพขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
อนาคตมักจะเป็นสิ่งที่เดเนสคำนึงถึงเป็นอันดับแรกเสมอ เธอมีความปรารถนาที่จะส่งต่อและสื่อสารออกไป เดเนสตั้งใจที่จะฝัง "แคปซูลกาลเวลา" จริงๆ ไว้ในทุกผลงานสาธารณะของเธอ โดยมีกำหนดว่าห้ามเปิดจนกว่าจะผ่านไปอีกหลายพันปี
การจัดแสดงโครงการ Rice/Tree/Burial ครั้งที่สองในปี 1979 ที่ Artpark นิวยอร์ก สิ้นสุดลงด้วยการฝังแคปซูลกาลเวลาซึ่งมีแผ่นป้ายระบุไว้ว่าจะไม่ถูกเปิดจนกว่าจะถึงปี 2979 ภายในบรรจุจดหมายที่จ่าหน้าถึง "Dear Homo Futurus" (ถึงมนุษย์ในอนาคตที่รัก) และไมโครฟิล์มที่รวบรวมคำตอบจากแบบสอบถามที่ส่งไปทั่วโลก
นอกจากนี้ ศิลปินยังเคยจินตนาการถึง Antarctic Time Capsule (1980-86) ที่บรรจุข้อมูลด้านเทคโนโลยี เกษตรกรรม วิทยาศาสตร์ และการแพทย์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการอยู่รอดในอนาคต โดยเธอวางแผนเผื่อกรณีที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เพื่อให้แคปซูลเหล่านี้ส่งต่อข้อมูลไปยังโลกที่อาจจำเป็นต้องใช้มัน
สำหรับโครงการ Tree Mountain ตัวผลงานเองนั่นแหละคือแคปซูลกาลเวลา ดังที่เธอเขียนไว้ว่า "หากอารยธรรมอย่างที่เรารู้จักสิ้นสุดลงหรือเปลี่ยนแปลงไป ป่าที่ดูแปลกตาแห่งนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ลูกหลานของเราได้ขบคิด" เดเนสใช้ผืนดินเพื่อรักษาปัจจุบันและสร้างข้อความส่งต่อไปยังอนาคตในเวลาเดียวกัน
ความห่วงใยต่ออนาคตของมนุษยชาติยังเป็นสิ่งที่หล่อหลอมผลงานชุดที่ใหญ่ที่สุดของเธอ ซึ่งประกอบด้วยภาพวาด ประติมากรรม และแบบจำลอง นั่นคือ Pyramid Series และกลุ่มย่อยที่ชื่อ Future City ผลงานเหล่านี้มีความสวยงามและน่าดึงดูดใจ โดยเป็นแผนผังสำหรับเมืองที่ออกแบบมาเพื่อเป็นที่พักอาศัยและค้ำจุนผู้อยู่อาศัยท่ามกลางสภาวะความกดดันทางนิเวศวิทยาที่กำลังจะเกิดขึ้น
แผนผังสถาปัตยกรรมแบบใหม่ของเดเนส ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่พึ่งพาตนเองได้สำหรับอนาคตอันไกลโพ้น ดูจะมีความเกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อยๆ กับความจริงอันเร่งด่วนของหายนะทางภูมิอากาศที่เรากำลังเผชิญในปัจจุบัน ดังที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะ ลูซี อาร์. ลิปพาร์ด (Lucy R. Lippard) ตั้งข้อสังเกตว่า งานเหล่านี้มอบ "ต้นแบบและอุปมานิทัศน์สำหรับ 'ลัทธิผังเมืองใหม่' (New Urbanism) ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง"
ผลงาน Living Pyramid ของเดเนส ซึ่งติดตั้งที่ Socrates Sculpture Park ในนิวยอร์กเมื่อปี 2015 และต่อมาในนิทรรศการ Documenta 14 ที่เมืองคาสเซิล ประเทศเยอรมนี ในปี 2017 เป็นทั้งประติมากรรมระดับอนุสรณ์และการแทรกแซงทางสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน โดยมันคือทางออกในแนวตั้งสำหรับการปลูกอาหาร
สำหรับนิทรรศการของเธอที่ The Shed เมื่อปีที่แล้ว เราได้ว่าจ้างให้สร้างผลงานระดับอนุสรณ์สองชิ้นสำหรับ "เมืองแห่งอนาคต" ของเดเนส โดยอ้างอิงจากภาพวาดของเธอ ชิ้นแรกคือ Model for Probability Pyramid – Study for Crystal Pyramid เป็นประติมากรรมสูง 17 ฟุต ที่สร้างขึ้นจากอิฐกึ่งโปร่งแสงกว่า 6,000 ก้อน และส่องสว่างจากภายใน ชิ้นที่สองคือ Model for Teardrop – Monument to Being Earthbound ซึ่งเป็นรูปทรงหยดน้ำที่ลอยตัวและเรืองแสงได้ โดยถูกยึดไว้ด้วยพลังงานแม่เหล็กเหนือฐานของมัน
เดเนสได้ถักทอการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เข้ากับผลงานของเธออีกครั้ง เพื่อเป็นวิธีการในการปกป้องข้อมูลและความรู้ไว้ให้แก่ผู้อยู่อาศัยในอนาคตของโลกใบนี้ ความมุ่งมั่นที่เธอมีต่อดาวเคราะห์ดวงนี้ " blue marble " ของเรา ปรากฏชัดอยู่ในชื่อผลงานที่ว่า "อนุสรณ์แด่การยึดเหนี่ยวอยู่กับโลก" (A monument to being earthbound)
เธอเตือนใจเราอยู่เสมอว่าเราล้วนเชื่อมโยงกับโลกใบนี้ และสิ่งที่ตามมาพร้อมกันคือความรับผิดชอบและหน้าที่ในการดูแล เพื่อที่จะพยากรณ์เตือนผู้คนในปัจจุบัน และส่งต่อความหวังไปยังตัวตนของเราในอนาคตเพื่อโลกใบใหม่
ที่มา: Architectural Review
27 ตุลาคม 2020 โดย เอ็มมา เอนเดอร์บาย (Emma Enderby)
โฆษณา