วันนี้ เวลา 06:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ทำไมจีน อาจกำลังเปลี่ยน เศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่อีกครั้ง

เรากำลังอยู่ในยุคที่จีนอาจกำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง
และครั้งนี้มันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือยิ่งกว่ายุคที่จีนขึ้นมาเป็นโรงงานโลกในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเสียอีก
แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ครั้งนี้ไม่ใช่แรงงานมหาศาลที่ผลักให้จีนเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก
แต่คือหุ่นยนต์ ที่กลายเป็นหมากครั้งใหม่ของจีนในเกมนี้แทน
ทำไมหุ่นยนต์ ถึงกลายเป็นหมากครั้งใหญ่ของจีน ที่อาจพลิกเศรษฐกิจโลก ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
หุ่นยนต์ของจีนพลิกโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจไปอย่างสิ้นเชิง
แต่ก่อนประเทศในเอเชีย ที่อยากไล่กวดประเทศร่ำรวยฝั่งตะวันตกให้ทัน โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจยอดฮิต คือ การใช้แรงงานราคาถูกในประเทศเป็นจุดแข็ง
แรงงานราคาถูกและมีจำนวนมหาศาล ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ และจะยิ่งต่ำลงไปอีกหากผลิตในปริมาณเยอะมาก ๆ
จีนก้าวขึ้นมาเป็นโรงงานของโลกได้ก็ด้วยโมเดลนี้ ทำให้ประเทศอื่น ๆ เองก็อาจเลียนแบบตาม
จึงไม่แปลก ที่ปัจจุบันนี้ถ้าเราพลิกดูแท็กเสื้อหรือรองเท้า ก็จะเห็นคำว่า Made in India หรือ Made in Vietnam จากเดิมที่เคยมีแต่ Made in China
แต่พอมาในยุคหุ่นยนต์ โมเดลที่แข่งขันด้วยคนงานค่าจ้างต่ำ อาจจะไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป
คนไม่ใช่หุ่นยนต์ แม้ค่าแรงจะถูกแค่ไหน ก็ต้องมีวันหยุดพัก มีเจ็บป่วย และรอบทำงานปกติในแต่ละวันก็อยู่ที่ 8-10 ชั่วโมง เกินจากนี้ก็ต้องจ่ายค่าโอที
กลับกัน การที่หุ่นยนต์ไม่ใช่คน จึงสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่มีวันหยุด ไม่อิดออด ไม่เรียกร้อง ขอเพียงแค่มีเงินจ่ายค่าพลังงาน ดูแลรักษาอุปกรณ์ให้ดี และมีออร์เดอร์เข้ามาให้ผลิตอย่างต่อเนื่อง
จึงไม่แปลก ที่สุดท้ายแล้วหลาย ๆ โรงงานที่เคยพึ่งพาแรงงานคน และมีเงินทุนมากพอ จะเริ่มนำหุ่นยนต์ เข้ามาแทนที่แรงงานแบบเดิม ๆ ในโรงงาน
ซึ่งในปี 2025 โรงงานในจีนมีการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมใหม่มากกว่า 276,000 ตัว
1
ตัวเลขนี้ทิ้งห่างประเทศอื่น ๆ อย่างมาก เช่น เบอร์สองที่ติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมใหม่ คือ ญี่ปุ่น 46,000 ตัว ตามมาด้วยสหรัฐฯ ที่ติดตั้งใหม่แค่ 35,000 ตัว
การติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมใหม่มากขนาดนี้ เป็นตัวบอกว่าจีน กำลังเร่งเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเอง
จากเดิมที่เต็มไปด้วยแรงงานคน ก็จะหันมาแทนด้วยแรงงานหุ่นยนต์มากขึ้น
และทำให้จีนกลายเป็นโรงงานของโลกที่ทิ้งห่างประเทศอื่นไปเรื่อย ๆ
และไม่ใช่แค่การทิ้งห่างเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายโมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนาด้วยแรงงานราคาถูกที่เลียนแบบจีนสมัยก่อนไปด้วย
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น อนาคตหุ่นยนต์ไม่ใช่แค่แขนกลที่ไว้ประกอบของในโรงงาน แต่ยังเป็นหุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ ที่เรียกกันว่า Humanoid
Humanoid เลียนแบบกลไกที่จำเป็นทุกอย่างของมนุษย์
หัวใจของมนุษย์มีก้อนเนื้อที่บีบและคลาย 4 ห้อง
หัวใจของหุ่นยนต์นี้ ก็มีแบตเตอรี่ไว้คอยหล่อเลี้ยงร่างกาย
มนุษย์มีร่างกาย กล้ามเนื้อ และข้อต่อ
หุ่นยนต์นี้ก็มีร่างกายและกล้ามเนื้อที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลไม่ต่างกัน
มนุษย์มีหู มีตา ไว้รับข้อมูล
หุ่นยนต์ก็มีไมค์ มีกล้อง ไว้รับทั้งภาพและเสียง
แถมยังส่งข้อมูลนั้น ไปประมวลผลที่ระบบประมวลผล เหมือนที่เกิดขึ้นกับสมองของคนเราจริง ๆ
ซึ่งปัจจุบัน จีนกำลังทำเรื่องนี้อย่างจริงจังเช่นกัน โดยเฉพาะที่เมืองเซินเจิ้น ตอนนี้กำลังได้ฉายาว่าซิลิคอนแวลลีย์แห่งหุ่นยนต์ไปแล้ว
แล้วการที่จีนกำลังทำเรื่องนี้จริงจัง มันจะกระเทือนกับเศรษฐกิจโลกอย่างไร ?
เราลองนึกภาพตลอดประวัติศาสตร์หลายพันปีของมนุษย์ที่ผ่านมา การที่เมืองหรือประเทศจะเติบโตขึ้นได้ เมืองนั้นต้องมีความโดดเด่นอะไรบางอย่าง
ความโดดเด่นนี้ดึงดูดให้แรงงานหลั่งไหลเข้ามาทำให้พื้นที่นั้นพัฒนามากขึ้น
แรงงานคนเหล่านี้ ไม่ได้มาแค่ตัวเปล่า แต่ยังเอาทักษะและความรู้ติดตัวเข้ามาด้วย สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับเมืองอย่างไม่รู้จบ
ลิสบอน ดึงดูดเหล่านักเดินเรือ จนทำให้โปรตุเกสสำรวจทะเลได้ในศตวรรษที่ 15
อัมสเตอร์ดัม ดึงดูดพ่อค้าและนักการเงิน จนทำให้เนเธอร์แลนด์มีตลาดหุ้นครั้งแรกของโลกตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ซิลิคอนแวลลีย์ ดึงดูดนักลงทุนและนักธุรกิจ จนทำให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่สำคัญของโลก
การมาของ Humanoid อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์การพัฒนาเมืองของมนุษย์ไปตลอดกาล
ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา เมืองต่าง ๆ เติบโตจากการดึงดูดผู้คนให้ย้ายเข้ามาทำงาน สร้างโรงงาน สร้างธุรกิจ และสร้างเศรษฐกิจอยู่เบื้องหลัง
แต่ในอนาคต งานจำนวนมากที่เคยต้องพึ่งแรงงานมนุษย์ อาจถูกแทนที่ด้วยกองทัพหุ่นยนต์ Humanoid
1
ถ้าเป็นแบบนี้จริง เมืองอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงแรงงานจำนวนมากเหมือนในอดีต
ยิ่งในยุคปัจจุบันที่จำนวนคนเกิดน้อยลง แรงงานจำนวนมากที่ดึงดูดเข้ามาพัฒนาเมืองก็อาจไม่ใช่โมเดลการพัฒนาประเทศที่ใช้ได้อีกต่อไป
เมืองในประเทศต่าง ๆ จะหันมาแข่งขันกันดึงดูดคนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่สามารถสร้าง ควบคุม และพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ได้
ทำให้จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้หมายความว่า สงครามแย่งชิงแรงงานจะหายไป
มันเพียงแค่เปลี่ยนจากการแข่งขันเพื่อแย่งคนโดยวัดผลที่จำนวนคน ไปสู่การแย่งคนแต่วัดผลด้วยคุณภาพของคนแทน
ซึ่งภาพแบบนี้กำลังเกิดที่เซินเจิ้น ที่มีธุรกิจหุ่นยนต์กว่า 1,000 แห่ง ที่กำลังสร้างสมอง หัวใจ ร่างกาย ข้อต่อ และกล้ามเนื้อให้กับหุ่นยนต์ Humanoid
จากในอดีต ที่เมืองแห่งนี้ดึงดูดพ่อค้า นักเดินเรือ นักธุรกิจและแรงงานมหาศาลให้เดินทางเข้ามาจนกลายเป็นเมืองท่าที่คึกคักแห่งหนึ่งในแถบทะเลจีนใต้
มาวันนี้ เมืองแห่งนี้ไม่ได้ดึงดูดแรงงานมหาศาลแบบในอดีตอีกต่อไป แต่กำลังสร้างแรงงานหุ่นยนต์มหาศาลขึ้นมาด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม อนาคตก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
แต่สิ่งที่เรารู้แน่ ๆ ก็คือ เมื่อจีนขยับเรื่องอะไรสักอย่าง มันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในฐานะที่เป็นโรงงานโลกมาอย่างยาวนาน
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา จีนขยับตัวเองไปได้ไวมาก ๆ ทั้งการเติบโตของธุรกิจในประเทศ ผสมกับเงินทุนมหาศาลที่รัฐบาลอัดลงมาอย่างต่อเนื่อง
จึงน่าติดตามต่อว่า ผลกระทบที่จีนขยับเรื่องหุ่นยนต์อย่างจริงจัง จะพลิกเกมเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่มากแค่ไหน
และจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ในวันที่ Made in China ถูกเปลี่ยนจากแรงงานราคาถูกของมนุษย์
มาเป็นแรงงานจักรกลที่ไม่มีวันเหนื่อย และทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง..
โฆษณา