2 ชั่วโมงที่แล้ว • กีฬา

จากเทพนิยายกาตาร์สู่ราชาแอฟริกา เส้นทางสายปฏิวัติของ "โมร็อกโก" ฟุตบอลโลก 2022-2026

ในโลกฟุตบอล คำว่า "ม้ามืด" มักถูกใช้กับทีมที่สร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาเพียงชั่วครู่แล้วจางหายไป แต่สำหรับ ทีมชาติโมร็อกโก (Morocco) หรือพลพรรค "สิงโตแห่งเทือกเขาแอตลาส" พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การคว้าอันดับ 4 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทว่ามันคือจุดเริ่มต้นของมหาอำนาจลูกหนังหน้าใหม่ และในศึกฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ โมร็อกโกกลับมาอีกครั้งในฐานะ "ทีมเต็ง" ที่แข็งแกร่ง น่ากลัว และเปี่ยมไปด้วยระบบการจัดการที่ทั่วโลกต้องศึกษา
การรักษามาตรฐานให้อยู่ในระดับสูงจำเป็นต้องมีโครงสร้างทีมที่สมดุล ในฟุตบอลโลก 2026 โมร็อกโกเลือกใช้วิธีผสมผสาน โดยมีผู้เล่นชุดเดิมจากปี 2022 หลงเหลืออยู่ 10 คน นำโดยเสาหลักในแต่ละตำแหน่งเพื่อประคองจิตวิญญาณนักสู้ของทีม
👉 ยาสซีน โบโน (Yassine Bounou) นายทวารจอมหนึบผู้เป็นด่านสุดท้าย
👉 อัชราฟ ฮาคิมี่ (Achraf Hakimi) แบ็กขวาระดับโลกที่ก้าวขึ้นมารับบทบาทกัปตันทีมเต็มตัว
👉 โซฟียาน อัมราบัต (Sofyan Amrabat): มิดฟิลด์ฮาร์ดแมนผู้ตัดเกมดุดัน
👉 นาเยฟ อาเกิร์ด (Nayef Aguerd) และ อัซเซดีน อูนาฮี (Azzedine Ounahi) ยังคงเป็นแนวรุกที่ไว้ใจได้
ขณะเดียวกัน ทีมได้ทำการเสริมผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาถึง 16 คน เพื่อเพิ่มมิติ ความสดใหม่ และความหลากหลายในเกมรุก ทำลายภาพจำเดิม ๆ ที่เป็นทีมเน้นเกมรับเพียงอย่างเดียว
ในบรรดาแข้งสายเลือดใหม่ โมร็อกโกได้ยกระดับขุมกำลังด้วยนักเตะระดับท็อปคลาสและดาวรุ่งพรสวรรค์สูง
👉 บราฮิม ดิอาซ (Brahim Díaz) ตัวรุกซูเปอร์สตาร์จาก เรอัล มาดริด ผู้เป็นเพชรเม็ดงามชิ้นล่าสุด ดิอาซเลือกเปลี่ยนสัญชาติมาเล่นให้โมร็อกโก และกลายเป็นหัวใจสำคัญในแนวรุกทันที ด้วยทักษะการไปกับบอลและการสร้างสรรค์เกมที่หาตัวจับยาก
👉 อิสมาเอล ไซบารี่ (Ismael Saibari) กองกลางอนาคตไกลจาก PSV Eindhoven ผู้ทำประตูสำคัญในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลกครั้งนี้ โดดเด่นด้วยพละกำลังและการสอดขึ้นไปพังประตู
👉 อายุบ เอล คาอาบี (Ayoub El Kaabi) ดาวยิงฟอร์มฮอตจาก โอลิมเปียกอส ที่เข้ามาเติมเต็มความเฉียบคมในกรอบเขตโทษ
ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของโมร็อกโกไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เกิดจากความทะเยอทะยานและการวางรากฐานอย่างเป็นระบบโดย สมาคมฟุตบอลโมร็อกโก (FRMF) ภายใต้การนำของประธานสมาคม "ฟูจิ เลคจา" (Fouzi Lekjaa) และวิสัยทัศน์ระยะยาวของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 6 ผ่าน 3 โปรเจ็คสำคัญ
1️⃣ สถาบันฟุตบอลแห่งชาติที่ทันสมัยที่สุดในโลก โมร็อกโกทุ่มงบประมาณกว่า 65 ล้านดอลลาร์ สร้าง Mohammed VI Football Academy บนพื้นที่ 30 เฮกตาร์ ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกเทียบเท่ามาตรฐานสูงสุดของ FIFA โรงเรียนแห่งนี้เป็นศูนย์บ่มเพาะดาวรุ่งในประเทศ และผลิตนักเตะระดับโลกอย่าง ยูเซฟ เอน-เนซีรี, นาเยฟ อาเกิร์ด และ อัซเซดีน อูนาฮี ออกสู่ตลาดพรีเมียร์ลีกและยุโรป
2️⃣ การกระจายศูนย์ฝึกทั่วประเทศ (Decentralization) สมาคมฯ ไม่ได้สร้างศูนย์ฝึกไว้แค่ในเมืองหลวง แต่ทำการโคลนโมเดลโรงเรียนลูกหนังสรรค์สร้างโครงสร้างพื้นฐานขยายออกเป็น 12 อะคาเดมี่ระดับภูมิภาค เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กที่มีพรสวรรค์ในพื้นที่ห่างไกล จะได้รับโอกาสและการฝึกสอนที่เท่าเทียมกับเด็กในเมืองใหญ่
3️⃣ ยุทธศาสตร์ดึงตัวนักเตะลูกครึ่ง (Diaspora Integration): โมร็อกโกมีระบบแมวมองที่แข็งแกร่งมากในยุโรป (เช่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ฝรั่งเศส สเปน) สมาคมฯ ทำงานเชิงรุกในการเข้าหา ติดตาม และโน้มน้าวนักเตะดาวรุ่งที่มีเชื้อสายโมร็อกโกให้กลับมารับใช้แผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษ จนได้นักเตะอย่าง ฮาคิมี่, อัมราบัต และบราฮิม ดิอาซ มาร่วมทัพ
จากทีมที่เคยถูกมองข้าม วันนี้โมร็อกโกกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาฟุตบอลสำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก พวกเขาเดินทางจาก "เทพนิยาย" ในปี 2022 มาสู่การเป็น "ความจริงที่น่าเกรงขาม" ในปี 2026 ด้วยรากฐานที่แน่นหนาเช่นนี้ ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกหนนี้ของพวกเขาย่อมไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้เพียงแค่การเป็นจอมล้มยักษ์ แต่เป็นการก้าวขึ้นไปชูถ้วยแชมป์โลกอย่างเต็มภาคภูมิ
โฆษณา