26 มิ.ย. เวลา 08:56 • ความคิดเห็น
คนเราจะเจริญได้ ต้องเจริญด้วยสติปัญญาและความสามารถ ไม่ใช่เจริญด้วยการเหยียบย่ำโอกาสของผู้อื่น
จ่าย 7 แสน แลกเงินเดือน 15,000 น่าตกใจที่บางคนมองว่า คุ้มค่าในมุมมองส่วนตัว แต่หารู้ไหมว่ามันกลับล่มจมในมุมมองสังคมครับ
ถ้ามองในแง่ของตัวเลขและการลงทุนเพียงอย่างเดียว หลายคนอาจจะคำนวณว่าคุ้ม เพราะได้ความมั่นคงระยะยาว มีสวัสดิการ มีบำนาญ แต่ถ้าเราลองคำนวณตามความเป็นจริง
เงิน 700,000 บาท กับเงินเดือน 15,000 บาท (แบบไม่กินไม่ใช้เลย) ต้องใช้เวลาเกือบ 4 ปีเต็ม (46 เดือน) ถึงจะคืนทุน แล้วในความเป็นจริงคนเราต้องกินต้องใช้ ถ้าหักค่าใช้จ่ายแล้ว เผลอๆต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีกว่าจะได้ทุนคืน
คำถามที่ต้องคิดต่อคือ คนที่ยอมเริ่มต้นก้าวแรกสู่อาชีพด้วยการทุจริตยัดเงิน เขาจะเข้าไปทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจริงๆเหรอ ในเมื่อลงทุนไปสูง เขาก็ย่อมต้องหาทางถอนทุนคืน หรือหาผลประโยชน์ในทางมิชอบตามมาอย่างแน่นอน ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์
นี่สะท้อนค่านิยมแบบ บ้านใหญ่ และการทำลายระบบ
เรื่องนี้มันสะท้อนว่าสังคมไทยส่วนหนึ่งยังติดอยู่กับค่านิยมโบราณ ระบบอุปถัมภ์ และการเมืองแบบบ้านใหญ่ ที่เน้นการใช้เส้นสาย อำนาจ และเงินตราในการซื้อ Connection เพื่อแทรกตัวเข้าไปในระบบ โดยไม่สนความถูกต้อง
คุณลองจินตนาการสิครับว่า ทุกคนที่เข้าไปอยู่ในระบบข้าราชการ เมื่อมองไปทางไหนต่างรู้อยู่ในใจว่าคนที่เข้ามาทุกคนต่างทุจริตยัดเงินโกงกันเข้ามาทั้งนั้น แล้วมันจะมีใครที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ไหมครับ ในเมื่อมองไปซ้ายหรือขวาก็เจอแต่พวกเดียวกันที่ทำชั่วเข้ามา
ผลลัพธ์ที่ประเทศชาติได้รับคืออะไร
เรารับเอาบุคลากรที่ไร้ศักยภาพ แต่มีเงิน เข้าไปทำงานให้ประชาชน แล้วคนเก่งๆที่มีความรู้ความสามารถจริงแต่ไม่มีเงินจ่ายใต้โต๊ะกลับโดนเบียดตกกระป๋อง ถูกโกงโอกาสไปอย่างหน้าตาเฉย เมื่อระบบคัดเลือกคนจากกระเป๋าเงิน ไม่ใช่จากสมองและความดี สุดท้ายระบบราชการก็ล่มสลาย ประชาชนก็ย่ำแย่ และประเทศก็ไม่มีวันเจริญ เพราะหัวมันเน่ามาตั้งแต่ระบบคัดเลือกคนแล้ว
นี่คือความเห็นแก่ตัวที่มืดบอดครับ
การมองว่าเรื่องนี้คุ้ม แล้วพร้อมจะทำหากมีโอกาส สะท้อนถึงความเห็นแก่ตัวขั้นสุด ในทางธรรมเรียกว่าโลภะ (ความโลภ) ที่ทำให้ดวงตาเห็นผิดเป็นชอบ (มิจฉาทิฏฐิ)
ในทางพระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่เตือนสติในเรื่องนี้ไว้ชัดเจนครับ
 
ทุจริตกรรม (กรรมชั่ว) การโกงหรือยัดเงินถือเป็นการสร้างกรรมตั้งแต่เริ่มต้น ผลลัพธ์ที่ได้มาบนความทุกข์ร้อนและการแย่งชิงโอกาสของผู้อื่น ไม่มีทางนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนได้เลย เงินที่ได้มาจากการทุจริตก็เหมือน น้ำหวานผสมยาพิษ กินแล้วอิ่มชั่วคราวแต่สุดท้ายก็ตาย
อัตตัตถปัญญา (ความเห็นแก่ตัวจนเสียธรรม) คนที่คิดแต่ประโยชน์ตนเองโดยไม่สนความพินาศของสังคม คือคนที่มีจิตใจมืดบอด การอ้างว่าถ้าไม่เดือดร้อนก็อยากทำเพื่อหาประสบการณ์ เป็นเพียงข้อแก้ตัวที่สวยหรูเพื่อลดทอนความรู้สึกผิดของคนที่พร้อมจะทำเรื่องเลวร้ายครับ
คนเราจะเจริญได้ ต้องเจริญด้วยสติปัญญาและความสามารถ ไม่ใช่เจริญด้วยการเหยียบย่ำโอกาสของผู้อื่น
การเห็นดีเห็นงามกับการซื้อตำแหน่ง ไม่ใช่เรื่องของความฉลาดเลือก แต่มันคือความเห็นแก่ตัวที่น่ารังเกียจที่สุด เพราะมันกำลังร่วมกันขับเคลื่อนระบบที่กัดกินประเทศนี้ให้ล่มจมลงไปทุกวันครับ
โฆษณา