26 มิ.ย. เวลา 09:23 • ความคิดเห็น
ถ้าถามว่าทำไมผมถึงไม่เชื่อเรื่องหมอดู ดวงชะตา และไสยศาสตร์ คำตอบง่ายๆคือผมแยกแยะออกระหว่างสัจธรรมความจริง กับศาสตร์ของคนไม่รู้ (มิจฉาทิฐิ) ครับ
1
ไสยศาสตร์และพิธีกรรมทั้งหลาย ถ้าพูดตามหลักพุทธศาสนาแบบเนื้อๆ มันคือวิชาขวางทางเจริญ (เดรัจฉาน แปลว่า สัตว์ที่มีลำตัวไปทางขวาง) มันหาต้นตอจุดเริ่มไม่ได้ มีแต่เรื่องเพ้อเจ้อฝันเฟื่องที่ส่งต่อกันมา
1
ถ้าบนบานแล้วรอด คงไม่มีคนทุกข์ ถ้าการร้องขอ อ้อนวอน หรือแก้เคล็ดสะเดาะเคราะห์มันเปลี่ยนชีวิตได้จริง ป่านนี้โลกนี้คงไม่มีใครยากจน ไม่มีความเดือดร้อน และไม่มีใครทุกข์แล้วครับ
1
แต่นี่คือความจริงที่คนเขลาหลายคนรับไม่ได้ เลยยอมควักเงินให้พวกพุทธพาณิชย์ ที่สร้างเรื่องขึ้นมาเก็งกำไรหากินบนความกลัวอย่างไร้แก่นสาร
เคยได้ยินคำกล่าวนี้ไหมครับ
ประโยชน์ย่อมผ่านพ้นคนโง่ ผู้มัวคอยฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวทั้งหลายจักทำอะไรได้
1
ไอ้ประเภทก้าวเท้าออกจากบ้านตอน 9 โมง 9 นาที เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลแล้วชีวิตจะดีขึ้นทันตาเห็น หรือจิ้งจกทักแล้วห้ามออกจากบ้าน... เพ้อเจ้อครับ ถ้าตัดผมวันพุธแล้วชีวิตจะพัง ป่านนี้ช่างตัดผมคงล่มจมกันหมดประเทศไปแล้ว
1
อยากทำอะไรทำเลยครับ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ
1
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ชัดเจนที่สุดว่า
สัตว์เหล่าใดประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี ยามดี ขณะดี รุ่งดี มงคลดีของสัตว์เหล่านั้น
ประพฤติชอบในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการไปกราบไหว้ราหูหรือบูชาไอ้ไข่ แต่คือการประพฤติ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต (กุศลกรรมบถ 10) คิดดี พูดดี ทำดี ณ วินาทีนั้นแหละคือฤกษ์ที่ดีที่สุดแล้ว
1
ถ้ายังเอาชีวิตไปผูกไว้กับปากหมอดู ปล่อยให้ดวงดาวที่อยู่ห่างไปเป็นล้านปีแสงมาบงการความสุขความทุกข์ ชีวิตก็คงต้องดิ่งลงเหวเพราะความไม่รู้ต่อไป กลับมาอยู่กับกฎแห่งกรรม (การกระทำของตัวเอง) ดีกว่าครับ ชีวิตจะหายทุกข์ไปกว่าครึ่ง
1
โฆษณา