26 มิ.ย. เวลา 09:47 • ท่องเที่ยว

Balkan 2026 (79) .. Bulgaria: Sofia: Paliament Square

เมื่อ “หัวใจของเมือง” คือสถานที่ที่หล่อหลอม “หัวใจของชาติ”
หากมีสถานที่แห่งหนึ่งที่สะท้อนการกำเนิดของประเทศบัลแกเรียยุคใหม่ได้ชัดเจนที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น “จัตุรัสรัฐสภา” (National Assembly Square หรือ Ploshtad Narodno Sabranie)
จัตุรัสแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงลานกว้างกลางเมือง หากแต่เป็นศูนย์กลางที่เรื่องราวของการเมือง ประวัติศาสตร์ การทูต ศาสนา และวิชาการ เดินทางมาบรรจบกัน จนกลายเป็นหัวใจของกรุงโซเฟีย และหัวใจของประเทศบัลแกเรีย
สิ่งแรกที่สะดุดตาคือ อาคารรัฐสภาบัลแกเรีย อาคารสีขาวสไตล์นีโอเรอเนซองส์ที่สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1884–1886 หลังประเทศได้รับอิสรภาพจากจักรวรรดิออตโตมันได้ไม่นาน อาคารแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ประชุมของผู้แทนราษฎร แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการถือกำเนิดรัฐสมัยใหม่ของบัลแกเรีย
เหนือซุ้มประตูทางเข้า มีคำขวัญประจำชาติสลักไว้ด้วยอักษรซีริลลิกว่า
“Съединението прави силата”
หรือ “Unity Makes Strength” — “ความสามัคคี คือ พลัง”
ถ้อยคำสั้น ๆ ที่สะท้อนความเชื่อว่า การรวมพลังของผู้คน คือรากฐานของการสร้างชาติ และยังคงเป็นหลักคิดของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
ด้านหน้ารัฐสภาคือ อนุสาวรีย์พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย หรือที่ชาวบัลแกเรียเรียกว่า “ซาร์ผู้ปลดปล่อย” (Tsar Liberator) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงนำกองทัพรัสเซียร่วมกับชาวบัลแกเรียต่อสู้ในสงครามรัสเซีย–ตุรกี ระหว่างปี ค.ศ. 1877–1878 จนสามารถปลดปล่อยบัลแกเรียจากการปกครองของจักรวรรดิออตโตมันที่ยาวนานเกือบห้าศตวรรษได้สำเร็จ
รูปปั้นทรงม้าสัมฤทธิ์อันสง่างามตั้งอยู่เหนือฐานหินแกรนิตขนาดใหญ่ ขณะที่รอบฐานเต็มไปด้วยประติมากรรมหล่อสัมฤทธิ์อันวิจิตร เป็นภาพของนายพล ทหาร และวีรชนชาวบัลแกเรียที่กำลังมุ่งหน้าสู่สมรภูมิ ผลงานของประติมากรชาวอิตาลี Arnaldo Zocchi ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1907
อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงมิได้ยกย่องกษัตริย์เพียงพระองค์เดียว หากยังเป็นอนุสรณ์แห่งการเสียสละของผู้คนจำนวนมาก ที่ร่วมกันสร้างเสรีภาพให้กับประเทศ
เมื่อมองเลยแนวอาคารรัฐสภาออกไป จะเห็นยอดโดมสีทองของ มหาวิหารเซนต์อเล็กซานเดอร์ เนฟสกี โผล่พ้นขึ้นมาอย่างสง่างาม โบสถ์คริสต์ออร์โธดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดของบัลแกเรีย ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ราวกับเป็นสัญลักษณ์ว่าศาสนาและรัฐต่างเติบโตเคียงคู่กันมาตลอดประวัติศาสตร์ของชาติ
แต่สิ่งที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือรอบจัตุรัสแห่งนี้ยังรายล้อมด้วยอาคารสำคัญอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังเก่า โรงละครแห่งชาติ สถานทูตของหลายประเทศ ตลอดจนหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง ทุกอาคารล้วนมีบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศในแต่ละยุคสมัย
ท่ามกลางกลุ่มอาคารเหล่านั้น ยังมีอาคารสีเหลืองอ่อนที่โดดเด่นด้วยมุมโค้งอันงดงาม นั่นคือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์บัลแกเรีย (Bulgarian Academy of Sciences – BAS)
อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1892 เพื่อเป็นสำนักงานใหญ่ของสมาคมวรรณกรรมบัลแกเรีย ก่อนจะพัฒนาเป็นสถาบันวิจัยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แม้จะได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็ได้รับการบูรณะจนกลับมางดงามดังเดิม
สถาปัตยกรรมแบบเรอเนซองส์ที่ออกแบบมุมอาคารให้โค้งรับกับถนนอย่างลงตัว ประดับระเบียงเหล็กดัดสีดำและค้ำยันปูนปั้นอันวิจิตร สะท้อนความสง่างามของสถาบันแห่งภูมิปัญญา ขณะที่ธงชาติบัลแกเรียที่โบกสะบัดอยู่เหนือยอดอาคาร ยิ่งตอกย้ำถึงบทบาทของสถาบันแห่งชาติที่ทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาประเทศ
บริเวณสองข้างของประตูไม้บานใหญ่ ยังประดับด้วยแผ่นเหรียญสัมฤทธิ์นูนต่ำของ มาริน ดรีนอฟ นักประวัติศาสตร์และนักภาษาศาสตร์ ผู้เป็นประธานคนแรกของสถาบัน และ วาซิล ดรูเมฟ นักเขียนคนสำคัญ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศถึงสองสมัย ทั้งสองคือบุคคลผู้วางรากฐานทางวิชาการและวัฒนธรรมให้แก่บัลแกเรียยุคใหม่
เมื่อยืนอยู่กลาง Parliament Square จึงให้ความรู้สึกเสมือนกำลังอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่เปิดออกเป็นสามมิติ
รัฐสภา… เล่าเรื่องการเมืองและการสร้างชาติ
อนุสาวรีย์… เล่าเรื่องการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ
มหาวิหาร… เล่าเรื่องศรัทธาที่หล่อเลี้ยงผู้คน
ส่วนสถาบันวิทยาศาสตร์… เล่าเรื่ององค์ความรู้ที่ขับเคลื่อนอนาคต
ทั้งหมดตั้งอยู่เคียงข้างกันอย่างมีความหมาย ราวกับต้องการบอกว่า…
การสร้างประเทศหนึ่งประเทศ ไม่ได้อาศัยเพียงอำนาจทางการเมือง หรือชัยชนะในสนามรบเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยศรัทธาของผู้คน ปัญญาของนักคิด และความร่วมมือของทุกภาคส่วน
บางที… นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ Parliament Square ไม่ใช่เพียง “จัตุรัสของรัฐสภา”
แต่เป็นสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวของ “การสร้างชาติบัลแกเรีย” ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงโซเฟีย
โฆษณา