27 มิ.ย. เวลา 01:30 • ธุรกิจ

เจาะลึกความต่าง "ถุง PP" กับ "ถุง PE" เลือกใช้อย่างไรให้ตอบโจทย์แพคเกจจิ้งธุรกิจคุณ

ในยุคที่บรรจุภัณฑ์มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อและการเก็บรักษาคุณภาพสินค้า "ถุงพลาสติก" ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ผู้ประกอบการเลือกใช้ แต่รู้หรือไม่ว่าถุงพลาสติกที่เราเห็นกันคุ้นตานั้น ผลิตมาจากเม็ดพลาสติกที่แตกต่างกัน โดยประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุดในท้องตลาดคือ พลาสติก PP และ พลาสติก PE
หลายคนอาจจะยังสงสัยว่า ถุง PP กับ PE ต่างกันอย่างไร? และควรเลือกแบบไหนถึงจะเหมาะกับสินค้าของเราที่สุด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกคุณสมบัติของถุงทั้งสองประเภทแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำข้อมูลไปปรับใช้กับแพคเกจจิ้งของธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ
ทำความรู้จัก "ถุง PP" และ "ถุง PE"
1. ถุง PP (Polypropylene) หรือ โพลีโพรพิลีน
ถุง PP จัดอยู่ในกลุ่มเทอร์โมพลาสติกที่มีน้ำหนักเบาและสามารถนำมารีไซเคิลได้ จุดเด่นที่สำคัญคือ "ความทนทานต่อความร้อน" โดยมีจุดหลอมเหลวสูงถึง 165 องศาเซลเซียส ทำให้สามารถบรรจุของร้อนจัดได้สบายๆ ถุงจะมีลักษณะขาวขุ่นเล็กน้อย (แต่ไม่ทึบแสง) ค่อนข้างคงรูป ไม่เสียทรงง่าย และป้องกันความชื้นไม่ให้ซึมผ่านได้ดีเยี่ยม
การนำไปใช้งาน:
เรามักจะคุ้นเคยกับพลาสติกชนิดนี้ในรูปแบบของ "ถุงร้อน" สำหรับใส่อาหารปรุงสุก นอกจากนี้ยังนิยมนำไปผลิตเป็น ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ถ้วยโยเกิร์ต, กล่องใส่อาหารที่เข้าไมโครเวฟได้, แก้วน้ำ รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์และชิ้นส่วนยานยนต์บางชนิด
2. ถุง PE (Polyethylene) หรือ โพลีเอทิลีน
ถุง PE เป็นเทอร์โมพลาสติกอีกชนิดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จุดเด่นหลักคือ "ความยืดหยุ่นและทนต่อความเย็น" มีความเหนียว ทนต่อแรงดึงและแรงฉีกขาดได้ดีเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น ถุง PE ยังทนต่อสารเคมีกัดกร่อนได้ดี โดยพลาสติก PE ยังสามารถแบ่งย่อยตามความหนาแน่นได้อีก เช่น LDPE, LLDPE และ HDPE ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีความเหนียวและลักษณะการใช้งานที่ยืดหยุ่นต่างกันไป
การนำไปใช้งาน:
พลาสติก PE มักจะถูกนำมาผลิตเป็น "ถุงเย็น" สำหรับแช่อาหารในช่องฟรีซ, ถุงซิปล็อค, ถุงหูหิ้ว, ฟิล์มถนอมอาหาร (Food Wrap), ขวดนม ตลอดจนการผลิตฉนวนหุ้มสายไฟและท่อน้ำ
เปรียบเทียบชัดๆ ถุง PP กับ PE ต่างกันอย่างไร?
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นและง่ายต่อการตัดสินใจ เราสามารถเปรียบเทียบข้อแตกต่างของพลาสติกทั้ง 2 ชนิดได้ดังนี้
ด้านการทนความร้อน vs ทนความเย็น
  • ถุง PP: คือผู้ชนะในเรื่องความร้อน ทนได้สูงสุดถึง 165 องศาเซลเซียส แต่จะเปราะแตกง่ายเมื่อเจอความเย็นจัด
  • ถุง PE: คือผู้ชนะในเรื่องความเย็นจัด ทนอุณหภูมิติดลบได้ถึง -80 องศาเซลเซียส แต่เมื่อโดนความร้อนสูงๆ ถุงจะเกิดการอ่อนตัว
ด้านความยืดหยุ่นและความคงทน
  • ถุง PP: จะมีความแข็ง คงรูปได้ดีกว่า และทนต่อรอยขีดข่วน ไม่ย้วยง่าย
  • ถุง PE: มีความนุ่ม ยืดหยุ่นสูงกว่า เหนียว ทนต่อแรงกระแทกและการเสียดสีได้ดีมาก
ด้านน้ำหนัก
  • หากนำมาเทียบในปริมาณที่เท่ากัน ถุง PP จะมีน้ำหนักเบากว่าถุง PE เล็กน้อย
ถุงพลาสติก PP และ PE ปลอดภัยกับอาหาร (Food Grade) หรือไม่?
ข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหารคือ พลาสติกทั้ง PP และ PE มีความปลอดภัยสูงในการสัมผัสกับอาหาร และได้รับการรับรองจากหน่วยงานสากลอย่าง FDA ว่าไม่มีสารอันตรายที่จะชะล้างปนเปื้อนลงสู่อาหาร
อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังเพียงอย่างเดียวคือการเลือกใช้งานให้ถูกอุณหภูมิ เช่น ไม่ควรนำถุงเย็น (PE) ไปใส่น้ำซุปหรือแกงที่กำลังเดือดจัด และไม่ควรนำถุงร้อน (PP) ไปแช่แข็งในอุณหภูมิที่ติดลบมากๆ เพราะจะทำให้บรรจุภัณฑ์เสื่อมประสิทธิภาพและอาจส่งผลเสียต่อคุณภาพอาหารได้
อ่านต่อเพิ่มเติม : https://advanceintpack.com/pp-vs-pe-bag/
เบอร์โทร : 062-537-9337
ที่อยู่ : 711,713 ซอยเทียนทะเล 26 แยก20 ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล
ท่าข้าม บางขุนเทียน กทม 10150
โฆษณา