วันนี้ เวลา 04:00 • ธุรกิจ

วิกฤติขายดีจนเจ๊ง เมื่อค่า GP สูบกำไร ควรวางแผนภาษีอย่างไร ไม่ให้โดนสรรพากรซ้ำอีกรอบ

“ขายดีจนเจ๊ง” ฟังดูเหมือนเรื่องตลก แต่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จำนวนไม่น้อย นี่คือความจริงอันเจ็บปวดที่กำลังเกิดขึ้น
เมื่อแพลตฟอร์มต่างพากันขึ้นค่า GP ซึ่งไม่ต่างจากค่าเช่าแผงออนไลน์ที่หักไปตั้งแต่ต้นทาง ทำให้แม้ขายดีแค่ไหน
ก็เหลือกำไรบางเฉียบ
แต่ทีนี้พอเห็นว่ากำไรต่อชิ้นดูไม่ได้มากมายอะไร หลายคนจึงชะล่าใจและมองข้ามเรื่องสำคัญอย่าง “ภาษี”
ซึ่งนี่คือความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เพราะตัวเลขที่ต้องนำมาคำนวณภาษีไม่ใช่ยอดเงินที่โอนเข้าบัญชีเรา แต่คือยอดขายรวมทั้งหมด
ทำให้เมื่อแพลตฟอร์มส่งข้อมูลรายได้เราให้สรรพากร แต่เรากลับไม่เคยยื่นภาษี นี่จึงอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
กลายเป็นว่าเหนื่อยขายของแทบตาย แต่ไม่ได้วางแผนภาษี นอกจากจะโดนแพลตฟอร์มหักค่า GP ยังมีเรื่องการจ่ายค่าปรับและภาษี มาซ้ำเติมอีกรอบ
หากอยากรู้ว่า พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ควรรู้อะไรบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
1. รายได้ = ยอดขายเต็มจำนวน
ไม่ว่าจะขายผ่านหน้าร้าน ขายผ่าน Facebook, TikTok Shop, Shopee, Lazada, Grab หรือ LINE MAN
ในมุมมองของสรรพากร รายได้จากการค้าขายทั้งหมดนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเงินได้ประเภทที่ 8
ซึ่งหากมีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท ก็มีหน้าที่ที่จะต้องนำรายได้ส่วนนี้ ไปยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี
แต่การยื่นแบบภาษี ก็ไม่ได้แปลว่า เราต้องเสียภาษีเสมอไป เพราะเราสามารถนำค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนต่าง ๆ มาหักลบได้ ซึ่งจะอธิบายอีกทีในข้อต่อไป
ทีนี้ประเด็นสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ รายได้ที่ต้องยื่นภาษี คือยอดก้อนไหนกันแน่ ?
คำตอบคือ สรรพากรจะประเมินรายได้จากยอดขายทั้งหมดที่ลูกค้ากดจ่ายมาตั้งแต่แรก
พูดง่าย ๆ ลูกค้ากดสั่งสินค้า 1,000 บาท แต่แพลตฟอร์มหักค่า GP และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ไป 300 บาท เหลือโอนเข้าบัญชีเรา 700 บาท
เวลายื่นภาษี รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณ จึงไม่ใช่ 700 บาท แต่คือ 1,000 บาท
2. เลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย ให้เสียภาษีน้อยที่สุด
เมื่อรู้ยอดรายได้แล้ว สเต็ปต่อไปคือการนำค่าใช้จ่าย มาหักออก เพื่อให้เหลือยอดไปคำนวณภาษีน้อยลง ซึ่งเราสามารถเลือกหักได้ 2 แบบ
- แบบแรก หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60%
- แบบสอง หักค่าใช้จ่ายตามจริง
หลักการง่าย ๆ ที่จะทำให้เราเสียภาษีน้อยที่สุดคือ ต้องเลือกหักค่าใช้จ่ายที่หักได้มากกว่า
ดังนั้น ถ้าร้านเรากำไรบาง เพราะต้นทุนสูงปรี๊ด ทั้งค่าของ ค่าแพ็กเกจจิง รวมกับที่โดนแพลตฟอร์มหักค่า GP ค่าธรรมเนียม รวม ๆ แล้วต้นทุนเกิน 60% ของยอดขาย
การเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง จะเป็นทางรอดที่จะช่วยเซฟภาษีได้ดีที่สุด
แต่ข้อแม้สำคัญสำหรับการหักตามจริง คือต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อนำไปพิสูจน์กับสรรพากร
โดยเราต้องขอใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษีทุกครั้ง แล้วนำมาแนบคู่กับสลิปโอนเงิน เพราะนี่ถือเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือที่สุด
แต่หากร้านไม่มีใบกำกับภาษี เราต้องขอให้เขาเขียนบิลเงินสด หรือใบสำคัญรับเงิน พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนของคนขาย
และที่สำคัญ ต้องแนบสลิปโอนเงินที่ชื่อบัญชีปลายทางตรงกับบัตรประชาชนใบนั้นเอาไว้ด้วย เพื่อยืนยันว่ามีการจ่ายเงินจริง ๆ
อีกหนึ่งหลักฐานที่ห้ามลืมคือ ค่า GP หรือค่าธรรมเนียมสารพัดที่โดนแอปพลิเคชันหักไป สามารถนำมานับเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด
โดยเข้าไปกดดาวน์โหลดจากระบบหลังบ้านของแอปมาเก็บไว้เป็นหลักฐานได้เลย
เมื่อเรามีวินัยในการเก็บเอกสารแล้ว อีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะช่วยให้ไม่ต้องปวดหัว คือการทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอแต่แรก
เพราะเมื่อถึงฤดูยื่นภาษี เราก็แค่หยิบตัวเลขที่สรุปไว้แล้วมากรอกได้เลย ไม่ต้องมานั่งรื้อกองเอกสารย้อนหลังให้วุ่นวาย
3. ค่าลดหย่อน ตัวช่วยก้อนสุดท้ายก่อนคิดภาษี
เมื่อนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายออกแล้ว ตัวเลขที่เหลือยังไม่ใช่ยอดที่จะนำไปคิดภาษีทันที ยังมีอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่จะมาช่วยลดฐานภาษีให้ต่ำลงไปอีก
เพราะภาษีเงินได้ที่เราต้องจ่ายนั้น คำนวณจาก
เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี
โดยที่เงินได้สุทธิ คือ ผลลัพธ์จากการนำรายได้ทั้งหมดมาหักลบด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ นั่นคือ
เงินได้สุทธิ = รายได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน
จากสูตรนี้ จะเห็นว่านอกจากค่าใช้จ่ายที่เราหักไปในข้อก่อนหน้า อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เงินได้สุทธิของเราลดลง เพื่อจะได้เสียภาษีลดลงก็คือ การใช้สิทธิประโยชน์จากค่าลดหย่อน
ซึ่งสามารถแบ่งให้เข้าใจง่าย ๆ เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มพื้นฐานที่ทุกคนได้รับสิทธิอยู่แล้ว เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ค่าลดหย่อนบุตร คู่สมรส บิดามารดา และสิทธิอื่น ๆ
กลุ่มที่เกิดจากการวางแผนการเงิน กลุ่มนี้คือเครื่องมือสำคัญสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่อยากเซฟภาษีเพิ่มขึ้นอีก เช่น การซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง Thai ESG และ RMF
ซึ่งนอกจากจะช่วยลดเงินได้สุทธิเพื่อให้เสียภาษีน้อยลงแล้ว ยังเป็นตัวช่วยสร้างวินัยในการออมและลงทุนในระยะยาวควบคู่ไปด้วย
ยิ่งเราใช้สิทธิค่าลดหย่อนได้คุ้มค่ามากเท่าไร ยอดเงินได้สุทธิที่จะนำไปคำนวณภาษีก็ยิ่งน้อยลง ทำให้เราเสียภาษีน้อยลง หรือถ้าวางแผนให้ดี อาจไม่ต้องเสียภาษีสักบาทเลยก็เป็นได้
4. ถ้ารายได้เกิน 1 ล้านบาท ต้องคำนวณภาษีเพิ่มอีกวิธี
สรุปง่าย ๆ สำหรับใครที่มีรายได้จากการขายของ และรายได้อื่น ๆ ที่ไม่รวมเงินเดือน รวมกันแล้วไม่เกิน 1 ล้านบาท เวลาคำนวณภาษีที่ต้องเสียจะใช้
วิธีที่ 1 การคำนวณภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งก็คือวิธีที่เรารู้กันไปก่อนหน้านี้ นั่นคือ เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี
แต่ถ้ารายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือน รวมกันแล้วเกิน 1 ล้านบาท นอกจากจะต้องคำนวณภาษีด้วยวิธีที่ 1 แล้ว ยังต้องคำนวณภาษีเพิ่มอีกวิธีคือ
วิธีที่ 2 การคำนวณภาษีแบบเหมา 0.5%
สูตรคำนวณคือ (รายได้ทุกประเภท - เงินเดือน) x 0.005
เมื่อคำนวณออกมาแล้ว ถ้าหากวิธีไหนเสียภาษีมากกว่า ก็ต้องเสียตามวิธีนั้น
5. ต้องยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง
พ่อค้าแม่ค้ามีหน้าที่ต้องยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง
นั่นคือ การยื่นภาษีครึ่งปี และการยื่นภาษีสิ้นปี
โดยการยื่นภาษีครึ่งปี จะใช้แบบ ภ.ง.ด.94
และต้องยื่นภายในเดือนกันยายน
ส่วนการยื่นภาษีสิ้นปี จะใช้แบบ ภ.ง.ด.90
และต้องยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
และการยื่นภาษีทั้ง 2 ครั้งนี้ ถ้าหากยื่นผ่านออนไลน์ จะได้ระยะเวลายื่นภาษีเพิ่มขึ้น 8 วัน ก็จะกลายเป็นภายใน 8 ตุลาคม สำหรับรอบครึ่งปี และภายใน 8 เมษายนของปีถัดไป สำหรับรอบสิ้นปี
6. ถ้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT
นี่คือเรื่องที่ห้ามลืมเด็ดขาด เมื่อไรก็ตามที่ยอดขายรวมทั้งปีของเราเกิน 1.8 ล้านบาท เรามีหน้าที่ต้องยื่นจด VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน
คิดคำนวณกันแบบเร็ว ๆ คือ หากเราขายของได้ยอดเฉลี่ยวันละ 5,000 บาท ก็ต้องเตรียมตัวจด VAT ตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้เลย
เพราะหากเรามีรายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่จดให้ถูกต้อง แล้วสรรพากรตรวจพบ เราจะต้องเสียทั้ง VAT 7% พร้อมโดนเบี้ยปรับสูงสุดได้ถึง 2 เท่าของภาษี และดอกเบี้ยอีก 1.5% ต่อเดือน หรือคิดเป็นถึง 18% ต่อปี
ซึ่งความน่ากลัวคือ การคำนวณภาษีย้อนหลังนั้น สรรพากรจะคิดย้อนไปตั้งแต่วันที่เรามีรายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ลากยาวมาเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ถูกตรวจพบ
เท่ากับว่า หากเราชะล่าใจและปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปหลายปี ยอดรวมภาษีย้อนหลังที่ต้องจ่ายก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
และนี่คือสาเหตุหลักที่ว่า ทำไมพ่อค้าแม่ค้าบางคนที่มียอดขายหลักล้านบาท แต่สุดท้ายกลับต้องมาหมดตัวและเป็นหนี้สรรพากรนั่นเอง
7. รายได้เริ่มเยอะแล้ว ควรจดทะเบียนบริษัทดีไหม
เมื่อยอดขายเริ่มเติบโตแตะหลักล้านบาท คำถามยอดฮิตที่ตามมาคือ ควรจดทะเบียนนิติบุคคลเปิดบริษัทเลยดีไหม ?
1
หลายคนรีบไปจดทะเบียนบริษัททันที เพราะเข้าใจผิดคิดว่า ถ้ายอดขายถึง 1.8 ล้านบาทแล้ว กฎหมายบังคับให้ต้องจดทะเบียนบริษัท
แต่ความจริงคือ ยอดขาย 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็นเกณฑ์ของการจด VAT ซึ่งไม่เกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทแต่อย่างใด เพราะเราสามารถเป็นบุคคลธรรมดาที่จด VAT ได้ตามปกติ
ส่วนเมื่อไรถึงควรจดทะเบียนบริษัท เรื่องนี้ต้องดูที่ความพร้อม และดูว่า เมื่อนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายที่สรรพากรยอมรับแล้ว เราเหลือกำไรสุทธิมากแค่ไหน
สาเหตุที่เราต้องนำกำไรสุทธิมาเทียบกัน เป็นเพราะโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกัน
ภาษีบุคคลธรรมดาเป็นแบบขั้นบันได ถ้าหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนแล้วยังเหลือกำไรเยอะ ฐานภาษียิ่งกระโดดไปไกล โดยมีอัตราสูงสุดถึง 35%
ส่วนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี
จะได้สิทธิยกเว้นภาษีกำไร 300,000 บาทแรก และเพดานสูงสุดจะถูกล็อกไว้แค่ 20% เท่านั้น
อีกทั้ง ถ้าปีไหนขาดทุน บริษัทก็ไม่ต้องเสียภาษีเลย แถมยังเอาตัวเลขขาดทุนนั้นไปช่วยหักเป็นค่าใช้จ่ายในปีต่อ ๆ ไปได้สูงสุดถึง 5 ปีอีกด้วย
โดยจากข้อมูลการประเมินของสำนักงานบัญชีและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี มักจะมีตัวเลขกลม ๆ ที่ตรงกันคือ
หากคำนวณรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วมีกำไรสุทธิเกิน 750,000-1,000,000 บาทต่อปี การจดทะเบียนบริษัทจะเริ่มคุ้มค่ากว่า
สาเหตุที่เป็นตัวเลขนี้ เพราะเมื่อรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนแล้วเท่ากับ 1,000,000 บาท อัตราภาษีบุคคลธรรมดาจะกระโดดขึ้นไปแตะที่ระดับ 20% ทันที
ทำให้ภาษีบุคคลธรรมดาที่ต้องจ่ายจะอยู่ราว ๆ 115,000 บาท ซึ่งมากกว่าภาษีนิติบุคคล SME ที่จะเสียภาษีเพียง 105,000 บาท โดยอัตราภาษียังอยู่ที่ 15% เท่านั้น
การจดทะเบียนบริษัทในช่วงเวลานี้ จึงช่วยประหยัดส่วนต่างภาษีได้เป็นหลักหมื่นบาท และจะยิ่งประหยัดได้ถึงหลักแสนบาท เมื่อธุรกิจเรามีกำไรมากขึ้นนั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนบริษัทก็มีต้นทุนแฝงตามมาเช่นกัน โดยเฉพาะค่าจ้างคนทำบัญชี และค่าจ้างคนตรวจสอบบัญชี
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจจดทะเบียนบริษัทก็อาจจะลองเอาต้นทุนส่วนนี้มาเทียบกับภาษีที่ประหยัดได้ เพื่อเช็กความคุ้มค่าอีกครั้ง
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจยังรู้สึกว่า เรื่องภาษีเป็นเรื่องน่าปวดหัว แต่เชื่อเถอะว่าสิ่งที่จะทำให้เราปวดหัวกว่าการเรียนรู้เรื่องภาษี
ก็คือ การไม่รู้ ไม่ยื่น และไม่วางแผน
เพราะหากเราเลือกที่จะหนีปัญหา หรือไม่ยอมยื่นภาษีเลย สรรพากรจะมีสิทธิขุดข้อมูลตรวจสอบเราย้อนหลังได้นานสูงสุดถึง 10 ปีเต็ม
และที่สำคัญ หนี้ภาษีไม่เหมือนกับหนี้ทั่วไป เพราะต่อให้ไม่มีเงินจ่ายจนถูกฟ้องล้มละลาย หนี้ภาษีก็จะยังอยู่และไม่หายไปไหนอยู่ดี
ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะยื่นภาษี ต่อให้การยื่นนั้นอาจจะมีข้อผิดพลาดหรือตกหล่นไปบ้าง สรรพากรก็จะสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้แค่ 2 ปี หรือบางกรณี 5 ปี
ซึ่งจะเห็นว่า ระยะเวลาความเสี่ยงที่ต้องแบกรับนั้นต่างกันลิบลับ
อย่างไรก็ตาม แม้วิกฤติขายดีจนเจ๊งที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายคนกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากภาษีเป็นต้นเหตุ
แต่เกิดจากกำไรที่ถูกต้นทุนต่าง ๆ กัดกิน ไม่ว่าจะเป็นค่า GP ค่าธรรมเนียม ต้นทุนสินค้า หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ
แต่หากเราไม่เข้าใจและไม่วางแผนภาษีให้ดี ภาษีก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งต้นทุนที่เข้ามาซ้ำเติมธุรกิจ ทำให้กำไรที่เหลืออยู่น้อยนิด อาจต้องหายไปกับภาษีย้อนหลังได้เช่นกัน
#WealthPreservation
#ภาษี
#ภาษีบุคคลธรรมดา
References
-Live | เลิกขายดีจนเจ๊ง ต้องเข้าใจภาษี ปั้นกำไรให้เหลือจริง ทางช่อง YouTube ของ Shopee University Thailand
โฆษณา