Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลงทุนแมน
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
8 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ
รู้จัก Twin Deficit การขาดดุลแฝด ที่ไทยอาจเผชิญในอนาคต
นับตั้งแต่ปี 2550 รัฐบาลไทยทุกสมัย ได้มีการจัดทำงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
แต่ที่ผ่านมา เรื่องนี้ไม่ได้น่ากังวลมากนัก เพราะไทยสามารถหารายได้จากต่างประเทศได้ดี ผ่านทั้งการส่งออกสินค้า และการท่องเที่ยว
ทว่าในปัจจุบัน เหมือนความสามารถนั้น กำลังถดถอยลง สะท้อนผ่านการขาดดุลการค้าที่หนักสุดเป็นประวัติการณ์
เมื่อการขาดดุลจากภายนอกเกิดขึ้น พร้อมกับการขาดดุลการคลังที่มีอยู่เดิม
จึงเริ่มเกิดความกังวลว่า ไทยเสี่ยงเจอกับ ภาวะขาดดุลแฝด หรือ Twin Deficit ได้ในอนาคต
แล้วเหตุการณ์ที่เรียกว่า การขาดดุลแฝด น่ากังวลอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
การขาดดุลแฝด ประกอบด้วยการขาดดุล 2 รายการ คือ ดุลการคลังและดุลบัญชีเดินสะพัด
- ดุลการคลัง (Fiscal Balance) คือ ผลต่างระหว่างรายรับและรายจ่ายของรัฐบาล
โดยฝั่งรายรับของรัฐบาล ได้แก่ รายได้ภาษี และรายได้อื่น ๆ ที่รัฐจัดเก็บได้
ขณะที่รายจ่าย คือ งบประมาณที่ใช้ในการบริหารประเทศ การลงทุน และการจัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน
เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ มากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี จะเกิด การเกินดุลการคลัง
ในทางตรงกันข้าม หากรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บนั้น ต่ำกว่ารายจ่าย ก็จะเกิด การขาดดุลการคลัง
- ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Balance) คือ บัญชีที่แสดงเงินที่ไหลเข้าออกประเทศนั้น ๆ ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ดุลการค้าและดุลบริการ
ดุลการค้า คือ ผลต่างระหว่างมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้า
ส่วนดุลบริการ คือ ความต่างระหว่างรายรับและรายจ่ายจากภาคบริการระหว่างประเทศ เช่น การท่องเที่ยว การขนส่ง และบริการทางธุรกิจ
เมื่อนำทั้ง 2 ส่วนมารวมกัน จะสะท้อนว่า ประเทศหาเงินจากต่างประเทศได้มากกว่าหรือน้อยกว่าที่จ่ายออกไป
ทั้งนี้ หากรายจ่ายหรือเงินที่ไหลออกนอกประเทศ สูงกว่ารายรับ ก็จะเกิด “การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด”
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นั้น ประเทศไหนก็ตาม ถ้าประสบกับทั้งการขาดดุลการคลัง และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในเวลาเดียวกัน
ประเทศนั้นกำลังเผชิญกับภาวะขาดดุลแฝด หรือ Twin Deficit นั่นเอง..
แล้วทำไมสถานการณ์ทางเศรษฐกิจแบบนี้ ถึงน่ากังวล ?
ประเทศไหนก็ตามที่เกิดการขาดดุลแฝดเป็นเวลานาน มักจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
และนี่คือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
- ค่าเงินของประเทศ มีแนวโน้มอ่อนค่า และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
หากประเทศมีรายจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศสูงกว่ารายรับ ความต้องการแลกเงินสกุลท้องถิ่นเป็นเงินตราต่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าลง
และเมื่อค่าเงินของประเทศอ่อนค่าลง ราคาสินค้านำเข้าก็จะสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมา
- ภาระหนี้สินที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ค่าเงินที่อ่อนค่า ทำให้หนี้สินที่อยู่ในรูปสกุลเงินต่างประเทศของทั้งภาครัฐและเอกชนนั้นสูงขึ้น เช่น
เดิมที ประเทศไทยมีหนี้สิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ถ้าอัตราแลกเปลี่ยน 30 บาท = 1 ดอลลาร์สหรัฐ
หนี้สินดังกล่าว จะมีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท
ต่อมา ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
อัตราแลกเปลี่ยน เท่ากับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
หนี้สินก้อนเดียวกัน มูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท
พูดง่าย ๆ คือ แม้เราไม่ได้กู้เงินเพิ่ม แต่หากเงินบาทอ่อนค่า เราก็ต้องใช้หนี้เพิ่มขึ้นทันที
- ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง
ประเทศที่เผชิญภาวะขาดดุลแฝดเป็นเวลานาน ก็มักถูกมองว่า มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะเมื่อการขาดดุลต่อเนื่อง นำไปสู่หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น
ความกังวลดังกล่าว บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งอาจนำไปสู่การลดการลงทุน หรือย้ายเงินทุนออกจากประเทศ กดดันให้ค่าเงินอ่อนค่าลง และทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐสูงขึ้น
นอกจากนี้ หากฐานะการคลังอ่อนแอลง จนกระทบอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ก็อาจส่งผลให้ภาคเอกชนต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การเกิดภาวะขาดดุลแฝดในบางช่วงเวลา อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
โดยเฉพาะช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจฉับพลัน หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มการใช้จ่าย เพื่อพยุงเศรษฐกิจ
ขณะที่รายได้จากต่างประเทศก็อาจลดลงชั่วคราว จนทำให้เกิดภาวะขาดดุลแฝดได้
สำหรับประเทศไทยเอง ก็เคยเผชิญภาวะขาดดุลแฝด จากภาวะวิกฤติ ในช่วงปี 2564-2565
- ปี 2564
ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 349,000 ล้านบาท
ขาดดุลการคลัง 609,000 ล้านบาท
- ปี 2565
ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 596,000 ล้านบาท
ขาดดุลการคลัง 700,000 ล้านบาท
สาเหตุสำคัญ มาจากผลกระทบของการแพร่ระบาดที่ แม้ไทยจะกลับมาเปิดประเทศแล้ว แต่จำนวนนักท่องเที่ยว และรายได้จากภาคการท่องเที่ยว ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติ
ขณะที่ในปี 2565 ราคาพลังงานในตลาดโลกดีดตัวขึ้น จากภาวะสงคราม ทำให้มูลค่าการนำเข้าของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายจ่ายภาครัฐ สูงกว่ารายรับที่จัดเก็บได้ นำไปสู่การขาดดุลการคลังในระดับสูง
และที่น่าสนใจ คือ ร่างพรบ.งบประมาณปี 2569 นั้น รัฐบาลได้มีการวางแผนการทำงบประมาณขาดดุล ที่ 865,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี
ขณะที่ข้อมูลล่าสุด พบว่า ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 245,000 ล้านบาท ในเดือน เม.ย. ซึ่งถือเป็นการขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์
โดยมีสาเหตุหลัก มาจากมูลค่าการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น และผลกระทบจากดุลบริการที่ปรับตัวลดลง
หากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงยืดเยื้อ ไทยก็เสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะขาดดุลแฝดอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่แค่ว่า ไทยกำลังต้องเจอกับภาวะขาดดุลแฝดหรือไม่
แต่อยู่ที่ว่า ภาวะดังกล่าวเกิดจากปัจจัยชั่วคราว หรือกำลังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกอยู่ในเศรษฐกิจไทย..
เศรษฐกิจ
3 บันทึก
11
1
3
11
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย