26 มิ.ย. เวลา 16:18 • ศิลปะ & ออกแบบ

Alma Siedhoff-Buscher (1899–1944)

ผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์และของเล่นเด็กของ Siedhoff-Buscher ที่ดูเรียบง่ายและล้ำสมัยนั้น เคยถูกมองข้ามความสำคัญไปโดยสถาบัน Bauhaus แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้คนทั่วไปตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
อัลมา ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์ (Alma Siedhoff-Buscher (1899–1944)) จัดเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์รุ่นแรกที่จบการศึกษาจาก Bauhaus หากดูจากผลงานของเธอในช่วงทศวรรษ 1920 เธอควรจะเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะเธอคือกลุ่มแรกๆ ที่ออกแบบการตกแต่งภายในสำหรับเด็กโดยเฉพาะ อีกทั้งงานดีไซน์ที่ดูทันสมัยและเรียบง่ายของเธอยังได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากจากสาธารณชน
ก่อนจะเข้าเรียนที่สถาบัน Bauhaus ในเมืองไวมาร์เมื่อเดือนเมษายน 1922 อัลมา บุชเชอร์ (นามสกุลเดิมของเธอ) ผ่านการฝึกฝนด้านศิลปะและงานฝีมือมาแล้วหลายปี เธอจึงเริ่มเรียนหลักสูตรพื้นฐานในฐานะนักศึกษาที่มีประสบการณ์มากกว่าคนอื่น ในช่วงที่ โยฮันเนิส อิเทิน(Johannes Itten) ผู้ก่อตั้งหลักสูตรนี้ยังเป็นผู้สอนอยู่
เธอมีความเลื่อมใสในลัทธิ Mazdaznan ซึ่งเป็นการรวมความเชื่อทางศาสนาและปรัชญาเข้าด้วยกัน โดยลัทธินี้ได้เข้ามามีอิทธิพลใน Bauhaus ยุคแรกผ่านทางอิเทิน ตัวเขาเองเป็นจิตรกรที่เปลี่ยนมานับถือลัทธินี้ และต้องการให้เหล่านักศึกษาฝึกฝนสัญชาตญาณของตนเอง เขาจึงนำการทำสมาธิและการฝึกหายใจมาเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน นอกจากนี้เขายังพยายามโน้มน้าวให้โรงอาหารเสิร์ฟเฉพาะอาหารมังสวิรัติอีกด้วย
ในปีที่ ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์ เริ่มเข้าเรียนที่ Bauhaus นั้นเอง เทโอ ฟาน ดุสบวร์ค (Theo van Doesburg) ผู้ก่อตั้งกลุ่ม De Stijl ชาวดัตช์ ได้ย้ายมาที่เมืองไวมาร์และเริ่มแผ่อิทธิพลทางความคิดให้กับสถาบัน แนวคิดเชิงจิตวิญญาณแบบเดิมจึงถูกมองว่าห่างไกลเกินไปจากหลักเหตุผลนิยม (Rationalism) ของกลุ่ม De Stijl และความสนใจของ Bauhaus ที่เริ่มเอนเอียงไปทางภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น
ส่งผลให้อิเทินลาออกจากสถาบันในเดือนมีนาคม 1923 แม้ว่า ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์ จะหยิบยืมรูปทรงพื้นฐานและแม่สีตามแบบฉบับของ De Stijl มาใช้ในงานของเธอ แต่แม้จะมีสไตล์งานที่สอดคล้องกัน เธอกลับไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจาก Bauhaus มากนัก และดูเหมือนว่าเธอจะเป็นโมเดิร์นนิสต์ ที่ทำไปอย่างไม่เต็มใจนัก
ในปีที่วัลเทอร์ โกรเปียส (Walter Gropius) ผู้ก่อตั้งสถาบันประกาศแนวคิด "ความเป็นหนึ่งเดียวแบบใหม่" ระหว่างศิลปะและเทคโนโลยี ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์รู้สึกมีความหวังว่าอุดมการณ์ของเธอเริ่มสอดคล้องกับทิศทางของโรงเรียน ความรู้สึกนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อผลงานการออกแบบของเธอถูกนำไปจัดแสดงอย่างโดดเด่นในบ้านต้นแบบ "Haus am Horn" ที่เพิ่งสร้างเสร็จในช่วงฤดูร้อนปีนั้น
แม้ว่านิทรรศการนี้จะจัดขึ้นเพื่อให้สถาบันตอบคำถามเรื่องการใช้เงินภาษีจากภาครัฐ แต่กลับมีผู้คนทั่วไปเข้าชมกันอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะ "ห้องเด็กอเนกประสงค์" ที่เธอออกแบบในปี 1923 นั้นได้รับคำชมเป็นพิเศษ ซึ่งนี่ยังคงเป็นชุดเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเธอ ประกอบด้วย ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อม หีบเก็บของ เตียงเด็ก ตู้เก็บผ้าปูที่นอน ตู้เก็บของเล่นพร้อมบล็อกไม้ เก้าอี้ติดล้อ และม้านั่งยาว
ภาพรวมของนิทรรศการในครั้งนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งรูปทรง สีสัน และตัวผลิตภัณฑ์ดูจะแปลกประหลาดเกินไปสำหรับรสนิยมของผู้คนในยุคนั้น นักวิจารณ์อย่าง พาวล์ เวสต์ไฮม์ (Paul Westheim) ถึงกับเขียนไว้ว่า “แค่สามวันในไวมาร์ ก็ทำให้คุณไม่อยากจะมองรูปทรงสี่เหลี่ยมไปตลอดชีวิต”
แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนประหลาดใจคือ ห้องเรียนทอผ้า (ซึ่งเป็นเวิร์กช็อปที่ผู้หญิงมักถูกส่งไปรวมตัวกันและถูกมองว่ามีสถานะต่ำที่สุดในสถาบัน) กลับรอดพ้นจากการถูกโจมตี เพราะผู้คนคุ้นเคยกับลวดลายแนวคัดย่อ (Abstract) บนผืนผ้าอยู่แล้ว ผลงานผ้าทอในนิทรรศการจึงได้รับคำชมที่ดีเยี่ยม ในขณะที่ลวดลายแบบเดียวกันนี้กลับไม่ได้รับความเข้าใจหรือการยอมรับมากนัก เมื่อปรากฏอยู่บนภาพวาดของเหล่าปรมาจารย์แห่ง Bauhaus อย่าง พาวล์ คลี (Paul Klee) วาสิลี คันดินสกี (Wassily Kandinsky) หรือ ออสการ์ ชเล็มเมอร์ (Oskar Schlemmer)
ผลงานของ ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์ โดดเด่นขึ้นมาเพราะการสร้างเฟอร์นิเจอร์สำหรับเด็กถือเป็นแนวคิดที่ใหม่มากในตอนนั้น อีกทั้งชิ้นงานของเธอยังมีความทันสมัย ใช้งานได้หลากหลาย และมีสุนทรียภาพที่แปลกใหม่ ตัวอย่างเช่น โต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อมของเธอสามารถเปลี่ยนเป็นโต๊ะเขียนหนังสือได้ และตู้ลิ้นชักที่มีช่องหน้าต่างก็สามารถดัดแปลงเป็นโรงละครหุ่นกระบอกได้
เธอได้เขียนถึงห้องเด็กในบ้าน Haus am Horn ไว้ว่า "หากเป็นไปได้ เด็กๆ ควรจะมีพื้นที่ที่พวกเขาสามารถเป็นอะไรก็ได้ตามต้องการ ทุกอย่างในนั้นเป็นของพวกเขา และจินตนาการของพวกเขาจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเอง พวกเขาจะไม่ถูกรบกวนด้วยข้อจำกัดจากภายนอก... ทุกอย่างลงตัวสำหรับพวกเขา รูปทรงสอดคล้องกับขนาดตัว และประโยชน์ใช้สอยก็ไม่ขัดขวางจินตนาการในการเล่น"
เธอได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก โยฮันน์ ไฮน์ริช เพสตาลอซซี (Johann Heinrich Pestalozzi) นักการศึกษาชาวสวิสจากศตวรรษที่ 18 และ 19 รวมถึง มาเรีย มอนเตสซอรี (Maria Montessori) แพทย์หญิงชาวอิตาลีซึ่งเป็นคนร่วมสมัยกับเธอ ทั้งสองเป็นผู้ริเริ่มขบวนการการศึกษาปฐมวัยที่สนับสนุน "การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ" โดยเน้นการพัฒนาทักษะทางสังคมและเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ในแบบเฉพาะตัว
หลายคนมองว่าแนวคิดเหล่านี้เข้ากันไม่ได้กับความคลั่งไคล้ในกระจก เหล็ก และคอนกรีตของ Bauhaus แต่ ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์ ไม่เคยเห็นว่าการออกแบบที่ดูเรียบเย็นด้วยแม่สีและรูปทรงพื้นฐาน จะขัดแย้งกับลัทธิ Mazdaznan การปฏิรูปชีวิต หรือแนวคิดการสอนสมัยใหม่ที่ล้ำหน้าเลย
ผลงานของเธอในสไตล์ Neue Sachlichkeit (ความสัจนิยมใหม่) ของเยอรมันซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก De Stijl ได้ถูกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการทั่วประเทศ นอกจากนี้เธอยังได้รับเกียรติให้ลงในนิตยสารชื่อดังอย่าง Uhu ในฉบับที่มี Le Corbusier, Walter Gropius และ Marcel Breuer โดยเธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวจาก Bauhaus ที่ได้รับการตีพิมพ์ร่วมกับเหล่านักออกแบบผู้ทรงอิทธิพลกลุ่มนี้
แม้ในขณะที่ ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์ เริ่มสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองนอกสถาบัน แต่ Bauhaus กลับไม่ได้ยินดีกับความสำเร็จของเธอเลย หลังจากจบนิทรรศการ วัลเทอร์ โกรเปียส ได้วิจารณ์เวิร์กช็อปงานไม้ที่ผลิตชิ้นงานของเธอว่า "สิ่งที่ทำออกมานั้นช่างน้อยนิด" ทั้งตัวผู้อำนวยการและทีมงานต่างกังวลว่า Bauhaus จะถูกจัดประเภทเป็นเพียงแค่โรงเรียนสอนศิลปหัตถกรรม ซึ่งจะสื่อถึง "ความเป็นผู้หญิง" ของสถาบัน และในสายตาของพวกเขา สิ่งนี้จะทำให้สถานะของสถาบันดูด้อยค่าลง
พวกเขาจึงบิดเบือนคำวิจารณ์นั้นเสียใหม่ โดยอ้างว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่นำมาจัดแสดงนั้นถูกสาธารณชนปฏิเสธเพราะมันดูล้ำสมัย (Avant-garde) เกินไป และยังโต้แย้งว่า หากผลงานของผู้หญิงได้รับความนิยมมากขนาดนั้น ก็คงเป็นเพราะงานเหล่านั้นยังล้ำสมัยไม่พอ
ผลงานสิ่งทอไม่ได้ทำจากวัสดุใหม่หรือวัสดุที่ก้าวหน้า และเฟอร์นิเจอร์เด็กก็ไม่ใช่สิ่งที่ Bauhaus อยากให้คนจดจำว่าเป็นเอกลักษณ์ของสถาบัน แทนที่เสียงชื่นชมจากสาธารณชนจะทำให้เธอได้รับการยอมรับและสนับสนุนมากขึ้น แต่มันกลับกลายเป็นประเด็นที่น่ากังขาในสายตาของสถาบันแทน
แม้ว่า ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์ จะได้รับเสียงชื่นชมจากสาธารณชนอย่างล้นหลาม แต่เธอกลับแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากจุดนั้นเลย เธอยังคงต้องพึ่งพา Bauhaus ในการผลิตสินค้า แต่เวิร์กช็อปงานไม้นั้นไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นได้
กรณีของเธอถือเป็นข้อยกเว้น เพราะเธอไม่ได้สังกัดหรือยึดติดกับเวิร์กช็อปใดเวิร์กช็อปหนึ่งโดยเฉพาะจนจบหลักสูตรฝึกงาน ตามปกติแล้วในฐานะผู้หญิง เธอจะต้องเข้าเวิร์กช็อปทอผ้าซึ่งเธอปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม ไอเดียของเธอเคยช่วยเปิดประตูให้เธอได้เข้าไปใช้เวิร์กช็อปงานไม้ในช่วงเตรียมจัดนิทรรศการ Haus am Horn เมื่อปี 1923 โดยเธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ซึ่งสงวนไว้สำหรับผู้ชายเท่านั้น แต่พอถึงปี 1924 ประตูบานนั้นก็ปิดลงอีกครั้ง
กฎอีกข้อหนึ่งของโรงเรียนคือ การออกแบบและการผลิตจะต้องทำด้วยมือเพียงข้างเดียว หมายความว่าคนที่ออกแบบจะต้องเป็นคนลงมือสร้างชิ้นงานนั้นขึ้นมาเองด้วย เนื่องจากเธอไม่ได้รับการฝึกฝนที่จำเป็นในการผลิตของเล่นและเฟอร์นิเจอร์ เธอจึงต้องพึ่งพาช่างฝึกหัดชายให้ช่วยสร้างสิ่งที่เธอวาดไว้บนกระดาษ กฎระเบียบของโรงเรียนที่ตั้งขึ้นโดยยึดนักศึกษาชายเป็นหลักเช่นนี้ เป็นการละเลยความจำเป็นของนักศึกษาหญิงอย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าการเป็นผู้เลื่อมใสในลัทธิ Mazdaznan จะเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้ในเมืองไวมาร์ แต่ภาพลักษณ์ของ Bauhaus ก็เปลี่ยนไปเมื่อย้ายไปยังเมืองเดสเซา (Dessau) ในปี 1925 ทางสถาบันพยายามสร้างชื่อเสียงและยกระดับสถานะของตนเองให้สูงขึ้น จึงมีการเน้นย้ำความสำคัญของวิทยาศาสตร์และสถาปัตยกรรมในหลักสูตรมากขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว วิชาสถาปัตยกรรมยังไม่มีการเปิดสอนจนกระทั่งปี 1927
ในปี 1926 เธอแต่งงานกับนักแสดงหนุ่ม แวร์เนอร์ ซีดฮอฟฟ์ (Werner Siedhoff) (และเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของเขาเป็น Alma Siedhoff-Buscher) พร้อมกับให้กำเนิดบุตรคนแรกในปีนั้น ตามมาด้วยบุตรคนที่สองในปี 1928 จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เธอจะไม่มีผลงานใหม่ออกมามากนักในช่วงเวลาดังกล่าว แม้ว่าเธอยังคงมีรายชื่อเป็นนักศึกษาของสถาบันก็ตาม
ด้วยความไม่พอใจในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เธอจึงเขียนจดหมายถึงโกรเปียสในเดือนกันยายน 1927 ว่า "ฉันคงไม่อาจละเว้นข้อกล่าวหาต่อ Bauhaus ได้ว่า พักหลังมานี้สถาบันสร้างผลเสียให้ฉันมากกว่าผลดี" ในจดหมายเธอได้เน้นย้ำถึง "การตอบรับจากนิตยสารหลายฉบับ" ที่นำผลงานของเธอไปลงตีพิมพ์ พร้อมชี้ให้เห็นว่าสถาบันกลับไม่ยอมรับในจุดนี้ และยังคงไม่เต็มใจที่จะเร่งขยายกำลังการผลิตผลงานของเธอ
"ผู้ซื้อที่จริงจังทุกคนจะไม่รู้สึกท้อใจกับงานของฉันหรือ หากพวกเขาได้รับแต่คำตอบบ่ายเบี่ยงซ้ำแล้วซ้ำเล่า?" เธอตั้งคำถามเชิงประชดประชัน "นั่นไม่ได้เป็นการทำลายชื่อเสียงทั้งหมดของฉันหรอกหรือ?"
หนึ่งเดือนต่อมา สภาอาจารย์ของ Bauhaus จึงตัดสินใจโฆษณาและประกาศขายเฟอร์นิเจอร์ของเธออย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นเพราะสถาบันต้องการเงินอย่างเร่งด่วน แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าลูกค้ายังคงต้องรอนานกว่าจะได้รับเฟอร์นิเจอร์ หนึ่งในลูกค้าผู้โชคดีคือ นิโคเลาส์ เพฟส์เนอร์ (Nikolaus Pevsner)-นักประวัติศาสตร์ศิลปะชื่อดัง ซึ่งได้ซื้อตู้ Ti24 ซึ่งเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนจากห้องเด็กที่ Haus am Horn
ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์ ยังได้ออกแบบของเล่นอีกหลายชนิด เช่น Wurfpuppen ซึ่งเป็นตุ๊กตาทอที่มีน้ำหนักเบาและนุ่มแต่ทนทาน สามารถโยนไปมาหรือขว้างขึ้นไปบนอากาศแล้วตกลงมาอย่างสวยงาม และ Bützelspiel ซึ่งเป็นบล็อกไม้รูปทรงเรียบง่ายสำหรับนำมาต่อเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อน
ส่วนผลงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Schiffbauspiel (เกมต่อเรือ) ซึ่งยังคงมีวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ประกอบด้วยบล็อกไม้เนื้อแข็งที่นำมาประกอบเป็นเรือใบ นอกจากนี้เธอยังได้ตีพิมพ์หนังสืออีกสองเล่มในปี 1927 และ 1930 ซึ่งมีแบบแพทเทิร์นสำหรับตัดกระดาษเพื่อประกอบเป็นเรือใบและรถเครน
ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์ มองว่าของเล่นนั้น "ไม่ใช่สิ่งที่ทำสำเร็จรูปมาให้แล้ว เหมือนที่ขายตามร้านขายของหรูหรา" แต่ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ "เด็กได้พัฒนาตัวเองผ่านการค้นคว้าและแสวงหา"
ก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจาก Bauhaus เธอได้พยายามเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อปรับปรุงสถานการณ์ของตนเอง โดยการถาม โกรเปียส ตรงๆ ว่าเขาคิดว่างานของเธอไร้ประโยชน์หรือไม่ และสิ่งที่เธอกังวลก็เป็นจริง เมื่อผู้อำนวยการพูดถึง "ชะตากรรมในสายอาชีพของเธอ" และอธิบายว่าเขามองเห็นเธออยู่เพียงแค่ขอบนอกของสถาบัน ทั้งที่คนอื่นๆ กลับมองว่าผลงานของเธอคือตัวตนที่แท้จริงของจิตวิญญาณแบบ Bauhaus
ยกตัวอย่างเช่น ลาสโล โมโฮลี-นัดจ์ (László Moholy-Nagy) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของ มาเรียนเนอ บรันท์ (Marianne Brandt) ในเวิร์กช็อปโลหะ ได้ชี้ให้เห็นว่า "ของเล่นและตู้เก็บของเล่นของเธอนั้น สะท้อนถึงหลักการศึกษาของ Bauhaus ได้อย่างชัดเจนที่สุด"
อย่างไรก็ตาม เธอได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนักจากคำตัดสินที่โกรเปียส มีต่องานของเธอ จนในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1927 เธอจึงถอนตัวออกจาก Bauhaus และถอยห่างจากขบวนการ Modern Movement ทั้งหมด น่าเสียดายที่ชื่อเสียงระดับประเทศของเธอไม่เพียงพอที่จะช่วยพยุงเธอให้อยู่ในสถาบันแห่งนี้ต่อไปได้
แต่เรื่องที่ตลกไม่ออกก็คือ เธอเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับโกรเปียสเพราะหลังจากที่เขาอพยพไปยังสหรัฐอเมริกา เขากลับไม่ลังเลเลยที่จะใช้ประโยชน์จากงานดีไซน์ของเธอ โดยการนำชุดห้องเด็กอเนกประสงค์ของเธอไปรวมอยู่ในนิทรรศการ Bauhaus ที่ Museum of Modern Art (MoMA) ในปี 1938
อาชีพและชีวิตของอัลมา ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์ ต้องจบลงก่อนวัยอันควร หลังจากออกจาก Bauhaus เธอต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้า และเสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 44 ปี จากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลงานของเธอค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ และในตอนนั้นก็ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกเลยว่า อีก 80 ปีให้หลัง ผู้คนจะยังคงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของเธออยู่
จนกระทั่งในปี 1995 นิทรรศการเฟอร์นิเจอร์เด็กในเมือง Velbert ประเทศเยอรมนี ซึ่งจัดโดย Cornelia Will ได้ช่วยให้โลก "ค้นพบ" ผลงานของเธออีกครั้ง ในปัจจุบัน ของเล่นและเฟอร์นิเจอร์ของเธอได้รับการผลิตซ้ำและได้รับความนิยมอย่างมาก อีกทั้งยังมีส่วนช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความทันสมัยให้กับ Bauhaus อีกด้วย และด้วยความสนใจในหลักการศึกษาแบบ Montessori ที่เพิ่มมากขึ้น งานดีไซน์ของเธอจึงเข้าถึงใจผู้คนทั่วโลกได้อย่างลึกซึ้ง
อัลมา ซีดฮอฟฟ์-บุชเชอร์ เข้าใจความต้องการของเด็กและการออกแบบเพื่อเด็กได้ดีกว่าใครๆ ใน Bauhaus แม้ผลงานของเธออาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่เธอได้เปลี่ยน "โลกของเด็กๆ" ไปอย่างสิ้นเชิง
ที่มา: The Architectrual Review
Alma Siedhoff-Buscher (1899–1944)
12 May 2021 By Anja Baumhoff
โฆษณา