Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Thai VI
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 07:08 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ทศวรรษที่หายไปของตลาดหุ้นจีน/ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร : สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
จีนเป็นประเทศที่ดูเหมือนว่าจะ “ทรงพลัง” และมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในโลก บริษัทของจีนก็เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่และมีความสามารถในการแข่งขัน “ไม่แพ้ใครในโลก” โดยเฉพาะในด้านของเทคโนโลยีที่เป็นเครื่องชี้วัดที่จะบอกถึงความก้าวหน้ายิ่งใหญ่ของประเทศและบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
และดังนั้น ตลาดหุ้นของจีนโดยเฉพาะที่เป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีก็ควรจะเติบโตมหาศาลจนคับประเทศเฉกเช่นเดียวกับตลาดหุ้น Nasdaq ของอเมริกาใช่ไหม?
เปล่าเลย! ตลาดหุ้นจีนซึ่งประกอบไปด้วยตลาดเซี่ยงไฮ้ ซึ่งก็คือตลาดหุ้นหลักของประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในเศรษฐกิจ “เก่า” ตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้น ซึ่งเป็นตลาดของหุ้นไฮเท็คของจีน และตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งเป็นแหล่งของบริษัทขนาดใหญ่ที่ติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกและเป็นตลาดการเงินของประเทศ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมานั้น กลับไม่ได้เติบโตขึ้นเลย
ดัชนีของทั้ง 3 ตลาดจากวันที่ตลาดอยู่ในช่วงพีกหรือจุดสูงสุดในวันที่ 12 มิถุนายน 2015 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2026 เป็นเวลาประมาณ 11 ปี นั้น ลดลง -20.2% -10.3% และ -11.6% ตามลำดับ หรือเรียกว่าเป็น “ทศวรรษที่หายไปของตลาดหุ้นจีน”
คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นจีน?
คำตอบของผมอยู่ที่ประเด็นใหญ่ ๆ สองสามเรื่องที่ผมคิดว่าน่าจะมีผลต่อผลงานของตลาดหุ้นในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและน่าจะกระทบกับตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นแรกก็คือ เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ของจีนที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่โตแบบ “Super Growth” หรือโตแรงแบบสุดยอดอย่างที่โลกไม่เคยพบมาก่อน มาเป็นการเติบโตเร็วมาก และสุดท้ายเป็นการโตที่ใช้ได้ในฐานะประเทศที่ยังไม่ถึงกับเป็นประเทศที่ร่ำรวย
นั่นก็คือ ในช่วงปี 2005-2011 เป็นเวลา 7 ปี GDP จีนโตเฉลี่ยปีละ 11% นั่นก็คือ ใช้เวลาเพียง 6.5 ปี เศรษฐกิจก็โตขึ้นเป็นเท่าตัวแล้ว และช่วงปี 2012-2019 เป็นเวลา 8 ปี GDP โตขึ้นปีละ 7% ซึ่งก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ยังเติบโตเร็วมากหรือเร็วพอ ๆ กับไทยในช่วงที่เศรษฐกิจไทยโตเร็วแบบ “โชติช่วงชัชวาล” เมื่อซัก 30 ปีก่อน และพอ ๆ กับเวียตนามในช่วงเร็ว ๆ นี้ ที่พูดกันว่าเป็นเศรษฐกิจที่ “โตเร็วที่สุดในโลก”
ตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 ในปี 2020 ถึงปีที่แล้วคือ 2025 เป็นเวลา 6 ปี เศรษฐกิจของจีนก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เศรษฐกิจโตโดยเฉลี่ยปีละแค่ 4.8% ซึ่งแม้ว่าจะยังดีอยู่มากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่โดยมาตรฐานของจีนแล้ว นี่คือเศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหา
และจากการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจจีนคงไม่กลับมาเติบโตมากกว่านี้อีกแล้วอานิสงค์จากการที่สังคมจีนเริ่ม “แก่ตัว” ลงอย่างรวดเร็ว การบริโภคโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์คงลดลงไปมาก เช่นเดียวกับกำลังการผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่เกินความต้องการ และการส่งออกก็คงต้องชะลอตัวลงเพราะโลกคงรับสินค้าของจีนไม่ไหว
และเมื่อเศรษฐกิจโตช้าลงเรื่อย ๆ ดัชนีตลาดหุ้นก็ไปไม่ไหว ซึ่งก็คงจะคล้าย ๆ กรณีของญี่ปุ่นที่เคยประสบกับ “ทศวรรษที่หายไป” สองรอบต่อกันในช่วงตั้งแต่ปี 1990 หรือของไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมคิดว่าอาจจะมีผลต่อผลงานของตลาดหุ้นจีนก็คือ เหตุการณ์ที่นาย สี จิ้นผิง ขึ้นสู่อำนาจ ปกครองจีนและมีนโยบายบางอย่างที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาดหุ้น โดยที่สีจิ้นผิงนั้น มีความแตกต่างจากผู้นำยุคก่อนหน้านั้นตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิงที่เน้นการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและเป็นทุนนิยมและลดอำนาจของผู้นำประเทศ มาดูว่าแตกต่างอย่างไร
ผมจะใช้ข้อมูลของสีจิ้นผิงมาประกอบกับดัชนีตลาดหุ้นจีนเพื่อที่จะสนับสนุนข้อโต้เถียงที่ว่าตลาดหุ้นจีนที่กลายเป็นตลาดที่ประสบกับทศวรรษที่หายไปนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารประเทศและนโยบายของสีจิ้นผิงด้วย
เริ่มต้นจากการขึ้นสู่อำนาจของสีจิ้นผิงในปี 2013 นั้น เขาได้รับการเลือกตั้งจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้เป็นประธานาธิบดีโดยที่ก่อนหน้านั้นเขาก็เป็นเลขาธิการพรรคที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศจีนอยู่แล้ว นอกจากนั้น เขาก็ยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางของจีน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาสูงสุดทางทหารของจีนด้วย
ทั้งหมดนั้น ทำให้เขาคือคนที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศในทุกด้านซึ่งไม่เคยปรากฎว่ามีผู้นำจีนคนไหนที่คุมอำนาจในระดับนี้
เมื่อขึ้นสู่อำนาจในช่วงปลายปี 2012 สีจิ้นผิงได้ประกาศแนวคิดเรื่อง “Chinese Dream” หรือความฝันของคนจีน คล้าย ๆ กับ “American Dream” หรือความฝันของคนอเมริกันทุกคนที่จะร่วมกันสร้างความมั่งคั่ง สร้างประเทศจีนให้ยิ่งใหญ่ รวมคนจีนทุกหมู่เหล่าที่จะช่วยกันทำประเทศให้เข้มแข็ง ให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจ และแน่นอน ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ในยามที่สถานะของจีนกำลังโดดเด่นขึ้นทั่วโลก
ตลาดหุ้นดูเหมือนจะตอบสนองอย่างแรง จากวันที่ 12 มิถุนายน 2014 ตลาดหุ้นทุกตลาดก็เริ่มวิ่งขึ้นไปอย่างรุนแรง นักลงทุนในตลาดหุ้นต่างก็เข้าตลาดหุ้นอย่างบ้าคลั่ง แทบทุกคนต่างก็กู้เงินซื้อหุ้นด้วยมาร์จินเพื่อที่จะทำกำไรได้อย่างรวดเร็วและมากที่สุด
ภายใน 1 ปี ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในวันที่ 12 มิถุนายน 2015 ให้ผลตอบแทนถึง 152% ดัชนีเสิ่นเจิ้น +150% และดัชนีฮั่งเส็งบวกเพียง 18% อาจจะเพราะคนฮ่องกงกำลังประท้วงจีนเกี่ยวกับเรื่องของการกำหนดกติกาการเลือกตั้งในฮ่องกงใหม่จากรัฐบาลจีนที่กำลังกระชับอำนาจในการปกครองฮ่องกงที่ “มีเสรีภาพมากเกินไป” ตั้งแต่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ
การบูมเป็น Bubble หรือ “ฟองสบู่” ของตลาดหุ้นจีนจนถึงจุดสูงสุดในวันที่ 12 มิถุนายน 2015 “แตก” ลง ราคาหุ้นในทุกตลาดดิ่งลงเป็น “วิกฤติ” ภายในเวลา 8 เดือนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2016 ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ตกลงมา -46.8% เช่นเดียวกับดัชนีเสิ่นเจิ้นที่ลดลงพอ ๆ กันที่ -47.3 และดัชนีฮั่งเส็งที่ลดลงมา -32.8% อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากนักลงทุนรายย่อยที่ถูกบังคับขายหุ้นอย่างถล่มทลาย
หลังจากหุ้น “ตกถึงพื้น” มันก็เด้งขึ้นตามธรรมชาติ ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2016 จนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 เป็นเวลาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ปรับตัวขึ้นไป 19.2% ดัชนีเสิ่นเจิ้นบวกถึง 41.2% และดัชนีฮั่งเส็ง +36.1% และนั่นก็เป็นเวลาที่หุ้นเท็คโนโลยี่กำลังพุ่งขึ้น แจ็คหม่าแห่งอาลีบาบา “เดินกระทบไหล่” กับมาร์กซักเกอร์เบิร์กที่อเมริกาเป็นข่าวไปทั่วโลก
ในจีนเองนั้น ธุรกิจไฮเท็คโดยเฉพาะดิจิทัลของจีนกำลังแสดง “พลังอำนาจ” ในประเทศที่อำนาจทางเศรษฐกิจนั้นยังอยู่ในมือของผู้นำทางการเมือง แจ็คหม่าถึงกับเคยวิจารณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่คุมระบบการเงินและธนาคารของประเทศกลางที่ประชุมในขณะที่ตนเองกำลังเตรียมทำ IPO หุ้น “ Ant Financial” ที่อาจจะเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น
แต่แล้ว ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 การทำ IPO ของ Ant Financial กลับถูกปฎิเสธโดยหน่วยงานของรัฐบาลจีน และหลังจากนั้น แจ็คหม่าก็ต้องลดโปรไฟล์ของตนเองลงจนแทบหายไปจากสังคม เช่นเดียวกับบริษัทดิจิทัลขนาดใหญ่และผู้นำของบริษัททุกแห่งที่ต้อง “เก็บตัวเงียบ” ดูเหมือนว่ารัฐไม่อยากให้เอกชนหรือบริษัทธุรกิจมีอำนาจในการควบคุม “ข่าวสาร” มากเกินไปที่จะสามารถท้าทายอำนาจของรัฐได้
ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 จนถึง 25 มิถุนายน 2026 เป็นเวลาประมาณ 5 ปีกับ 7 เดือน ดัชนีเซี่ยงไฮ้ปรับตัวขึ้นเพียง25.9% แต่ที่หนักกว่าก็คือ หุ้นเท็คดิจิทัลคือดัชนีตลาดเสิ่นเจิ้นบวกขึ้นมาเพียง 20.6% หมดสภาพเป็นหุ้นโตเร็วอย่างสิ้นเชิงในขณะที่โลกของไฮเท็คที่สหรัฐนั้นกำลังโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ส่วนดัชนีฮั่งเส็งนั้น ตลอดเวลากว่า 5 ปีกลับติดลบ -3.2% อานิสิงค์จากการ “ปราบปราม” การประท้วงต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2019 ที่มีคน “เป็นล้าน” เข้าร่วมและยืดเยื้อยาวนาน จนถึงวันนี้ ต้องถือว่าฮ่องกง “ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว” ในทุก ๆ ด้าน
สำหรับผม บทเรียนจากตลาดหุ้นจีนในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมาก็คือ ข้อแรก จงระวังเวลาที่ตลาดหุ้น “ขึ้นเป็นบ้า” และนักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยต่างก็แห่กันเข้าตลาดหุ้น ทุ่มเงินซื้อหุ้นด้วยมาร์จินเต็มที่ นี่คือสัญญาณที่น่ากลัวมาก จงกลัวและอย่าโลภเด็ดขาด
เพราะเวลาที่ตลาดถล่มนั้น มันจะเร็วมากจนหนีไม่ทัน อย่าพยายามหาเหตุผลที่หุ้นขึ้น และก็ไม่ต้องคิดว่ามันจะไม่ถล่มเพราะ “ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม” เพราะครั้งนี้ก็อาจจะไม่เหมือนเดิมจริง ๆ แต่ “จะเสี่ยงไปทำไม?”
ข้อสอง เศรษฐกิจที่กำลังถอยลงเรื่อย ๆ ที่เกิดจากปัญหาทางโครงสร้างเช่น การเกิดที่น้อยลงและคนสูงอายุขึ้น แม้ว่าอัตราการเติบโตของ GDP ก็ยังสูงกว่ามาตรฐานอยู่นั้น ไม่ค่อยจะเอื้อให้ตลาดหุ้นโตได้เร็วในระยะยาว
สุดท้าย นโยบายของรัฐที่ไม่เอื้อให้ธุรกิจโตหรือมีกำไรที่ดี ไม่ช่วยให้ตลาดหุ้นโตไปได้ตามศักยภาพ และ
การ “กำหราบ” ธุรกิจหรือบริษัทที่มีพลังอำนาจมากอย่างเช่น ธุรกิจไฮเท็คดิจิทัลนั้น มีผลเสียต่อการเติบโตและความก้าวหน้าของหุ้นอย่างหนัก และนี่ก็เห็นได้ชัดจากความแตกต่างของ Market Cap. ของหุ้นเทคอเมริกากับหุ้นเทคจีนที่ “ห่างกันคนละโลก” แม้ว่าระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะใกล้กันระดับ “หายใจรดต้นคอ”
เว็บบอร์ด Thai VI เปิดให้สมัครสมาชิกและทดลองใช้ได้ฟรี 30 วัน! เข้าไปสมัครกันได้เลยครับที่
www.ThaiVI.org
4 บันทึก
8
3
4
8
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย