27 มิ.ย. เวลา 09:28 • ปรัชญา

เสี้ยวเดียวของสวิตช์ในหัวเรา

ช่วงนี้.. ฉันติดซีรีส์จีนโบราณแบบงอมแงมมาก ก็เลยได้ไอเดียงานเขียนนี้ขึ้นมา
จริงๆมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหรือบทละครหรอกนะ มันเป็นแค่คำพูดคำนึงที่ชวนสกิดใจขึ้นมาก็เท่านั้น
มีฉากที่นักปราชญ์ผู้เฒ่าคนนึง กล่าวออกมา
“จะเป็นคนหรือเป็นหมา ขึ้นกับเสี้ยวเดียวของความคิด”
ตอนได้ยินประโยคนี้ ในหัวของฉันก็ดำดิ่ง ทบทวนถึงคำนี้มันกำลังสะท้อนอะไรใน “โลกปัจจุบัน”
เคยคิดมาตลอดว่า คนเราจะกลายเป็นคนเลว หรือกลายเป็นคนไม่ดี มันต้องมีเรื่องราว ต้องใช้เวลาสะสม ค่อยๆ กัดกินทีละน้อย หรือเปรียบเหมือนสนิมที่ขึ้นบนเหล็กที่มันค่อยๆกัดกิน และสะสมมาเรื่อยๆจากสิ่งที่พบเจอ
แต่คำพูดนี้ มันเปรียบเสมือนกับว่า คนเรานั้นความเป็นคนไม่ได้หายไปทีละน้อยหรอก แต่มันหายไปในวินาทีที่เราเลือกทำในสิ่งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่ควรทำ มันคือ “เสี้ยววินาทีเดียว” ที่ความคิดเราสับสวิตช์เท่านั้นเองจริงๆ
พอนั่งนึกดู ก็จริงนะ... สมรภูมิรบที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่สงครามโลกที่ไหน แต่มันคือสงครามประสาทในหัวเราเองนี่แหละ
สิ่งที่ทำให้เรายังคงมี "ความเป็นมนุษย์" ที่เหนือกว่าสัตว์เดรัจฉาน คือการมีเหตุผลและมโนสำนึกคอยควบคุมใจ
แต่สัตว์ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณ ความอยาก ความเอาตัวรอด
แต่คนเรามีสมองพอที่จะ "ฝืน" สัญชาตญาณเหล่านั้นได้
แต่ไอ้เกราะกำบังศีลธรรมที่เราคิดว่าหนาแน่น ทรงคุณค่า และหน้าตาทางสังคมที่ดูดีในทุกวันนี้ แท้จริงแล้วมันเปราะบางมาก
ค่าน้ำหนักของมันกว้างเท่ากับเวลาสะกิดใจแค่กะพริบตาเดียว
มันคือศึกระหว่าง ‘หน้าที่ทางศีลธรรม’ กับ ‘ความอยากส่วนตัว’ เท่านั้นเอง
วินาทีที่คุณสับสวิตช์ยอมแพ้แก่ความอยากได้ อยากเอาโดยไร้เหตุผลที่ถูกต้อง
คุณได้สละคุณค่าของการเป็นมนุษย์ และลดระดับตัวเองลงไปเป็นสัตว์ที่ไร้ความยับยั้งชั่งใจเรียบร้อยแล้ว
และวินาทีที่เราเลือกก้าวข้ามเส้น "สิ่งที่รู้ว่าไม่ควรทำ" ไปแล้ว
กำแพงในใจจะพังทลายลงทันที ครั้งต่อไปมันจะง่ายขึ้นเรื่อยๆ วินาทีนั้นจึงไม่ใช่แค่การเสียความเป็นคนไปชั่วคราว
แต่คือการเปิดประตูให้สัญชาตญาณนั้นเข้ามาครอบงำชีวิตได้อย่างถาวร
เวลาคนเราทำตัวแย่ๆ มักจะอ้างว่าสถานการณ์บังคับ หรือ ใครๆ ก็ทำกันเพื่อให้ตัวเองสบายใจ
1
คำคมนี้ จินตนาการให้เห็นภาพว่า มนุษย์เราไม่ได้ห่างไกลจากสัตว์เดรัจฉานเลย เราอยู่ห่างกันแค่ก้าวเดียว และก้าวที่ว่านั้นใช้เวลาตัดสินใจไม่ถึงวินาที
1
ฉันมองโลกเปลี่ยนไปหลังจากเข้าใจคำนี้ มันทำให้ฉันตระหนักถึงความรู้สึกกลัวตัวเอง
เมื่อรู้แล้วว่าระยะห่างระหว่างความน่านับถือ กับ ความเห็นแก่ตัวมันบางเฉียบแค่กะพริบตาเดียว
ฉันนั่งจมอยู่กับคำพูดนี้ รวมถึงจินตนาการ จะใช้คำว่าดำดิ่งก็ไม่เกินไป
มันมีทั้งความรู้สึกแปลกๆ ที่อยากจะหาคำมาแก้ตัวชะล้างหรือแม้กระทั้งกลัวที่จะแอบยอมรับความจริงไปเองเงียบๆด้วยซ้ำ
ในที่สุด.. ฉันก็เข้าใจบางอย่าง
การที่เรายังรู้จักหวาดกลัวตัวเอง นั่นแหละ คือหลักฐานชั้นดีว่า ความเป็นคนในตัวเรายังทำงานอยู่เต็มร้อย
เพราะสิ่งมีชีวิตที่ไร้มโนสำนึกจะไม่เคยหวาดกลัวความเลวร้ายของตัวเองเลย
มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสมบูรณ์แบบ เราทุกคนมีความเปราะบาง มีความอยาก มีสัญชาตญาณดิบที่พร้อมจะลากเราลงต่ำได้เสมอในเสี้ยววินาทีที่เผลอ
มันเป็นเรื่องธรรมชาติ
หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การพยายามเป็นคนดีเลิศเลอที่ไม่มีวันผิดพลาด
1
แต่คือการยอมรับว่า "ร่างหมา" นั้นมีอยู่จริง แล้วหันกลับมาดูแล "สายจูง" ในมือให้ดีที่สุด
1
เมื่อรู้แล้วว่าเส้นแบ่งมันบางเฉียบ สิ่งที่ฉันต้องทำในแต่ละวันจึงไม่ใช่การแบกหน้ากากคนดีไปอวดใคร
แค่นั่งมองใจตัวเองให้ทันในแวบเดียวตรงนั้น ให้อภัยตัวเองในวันที่เผลอทำพลาด และรีบดึงสติกลับมาสับสวิตช์ความเป็นคนของเราให้ทำงานต่อ
การรักษาความเป็นคนเอาไว้ ไม่ใช่การการันตีว่าเราจะไม่เคยทำผิด แต่มันคือการไม่ยอมแพ้ที่จะดึงตัวเองกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง ในทุก ๆ เสี้ยววินาทีที่ชีวิตยังให้โอกาส
#แรงบันดาลใจ #ข้อคิด #เสียงในใจ
ขอบคุณที่แวะมาใช้เวลาเงียบๆ ร่วมกันนะคะ
ขอให้วันนี้เป็นวันที่ใจคุณสงบและมีความสุขค่ะ
— quiet.notes
โฆษณา