27 มิ.ย. เวลา 10:58 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] you seem pretty sad for a girl so in love - Olivia Rodrigo >>> ยิ่งรัก ยิ่งเศร้า

ดูเหมือนเธอจะเศร้ามากเลยนะ เมื่อเธอมีความรักมากขนาดนี้
-จากนังเด็กแสบที่วนเวียนอยู่กับ puppy love และวัฒนธรรม pop punk สู่การเป็น big girl ที่แอบไปลับคมสกิลการแต่งเพลงอกหักแล้วกลับมาทิ่มแทงคนฟังให้เจ็บแปลบและฝันร้ายไปตามน้องที่เพิ่งผ่านแผลสดจากชีวิตรักไม่สมหวังเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ซึ่งก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า สาวน้อย Filipino American วัย 23 ปี มีพัฒนาการที่ advance ยิ่งขึ้นไปในทุก era ที่เกิดขึ้นมา
-การเปลี่ยนแนวทางจาก Pop Punk สู่การย้อนเวลาไปศึกษางาน Pop New-Wave ยุค 80 ที่น่าซื้อและน่าไปต่อกับการไม่ย่ำอยู่กับที่ และดูเหมือนว่าความตั้งใจแรกเริ่มเดิมทีที่น้อง Olivia อยากจะแต่ง “เพลงรัก” แต่พอเลิกกับแฟนคนล่าสุดเท่านั้นแหละ หนูไม่เอาแล้วเพลงรัก หนูคิดออกแต่เพลงอกหักอีกแล้ว
-ชื่ออัลบั้มที่ดูย้อนแย้ง มันจึงเป็นการ represent คอนเซ็ปท์อัลบั้มที่คาบเกี่ยวสองช่วงเวลา ทั้งอินเลิฟและใจสลาย สำหรับคนฟังที่กำลังอยู่ในช่วงอินเลิฟอาจต้องเตรียมตั้งการ์ดไว้ให้ดี เพราะบทเพลงของน้องไล่เรียงจากความหวานแหววกลายเป็นความขมขื่นที่ทำให้เจ็บแปลบร้อนๆหนาวๆได้
-ถ้าไม่ใช่ศิลปินชื่อ Olivia Rodrigo ผมเองก็คิดว่าซิงเกิ้ลที่ถูกปล่อยออกมาไม่น่าจะได้รับความสนใจมากมายขนาดนี้ ทั้งซิงเกิ้ล drop dead, stupid song และ the cure ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่ไม่มีแนวโน้มจะฮิตได้เลย ถ้าฮิตก็คือฮิตแบบแปลกๆในสายตาคนฟังทั่วไปแน่ๆ เป็นเพลง Album Mode ที่เปรียบเหมือนหนึ่งในชิ้นจิ๊กซอว์ที่ต้องต่อกับเพลงอื่นๆเพื่อให้ได้ภาพใหญ่ ไม่ได้มีพลัง spin-off แบบเพลง driver license, good 4 u, vampire จากสองอัลบั้มก่อน SOUR, GUTS
-อย่างไรก็ดี you seem pretty sad for a girl so in love จึงเป็นมากกว่าอัลบั้มรวมเพลงที่มีแนวโน้มเป็นซิงเกิ้ลฮิต แต่เป็นบทบันทึก adult relationship แรกเริ่มที่เคยคลั่งรักและเจ็บหนักมากเช่นกัน นั่นจึงทำให้ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมเธอถึงเปิดหัวด้วย drop dead ก็เพราะว่าเป็นการ hint โดยนัยถึงตอนจบในอัลบั้มนี้ไว้กลายๆแล้ว
drop dead ไม่ใช่แค่เพลงตัวแทนคลั่งรัก แต่พอเอามาอยู่ในอัลบั้มก็แอบมีมุมมองที่ตบไปได้สองทาง เริ่มด้วยคลั่งรัก จบด้วยสลบคาสนิทจากการตรอมใจก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าฟีดแบ็คของเพลงจะดี ยอดพุ่งแค่ไหน แต่มันเป็นเพลงที่โชว์ความใหม่ในแง่ของ verse ที่ร้องปกติและแร็ปที่ไม่ได้ร้องตามกันง่ายๆ
-the cure ที่เป็นดั่ง centerpiece ที่แท้ทรูของอัลบั้มนี้ เป็นมองมุมกลับกันของคนรักที่เคยคิดว่า จะเป็นยาถอนพิษจากความช้ำครั้งก่อนได้ กลับกลายเป็นยาพิษที่ซ้ำร้าย และไม่มีอะไรดีขึ้นเลย น่าสนใจดีที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ใน zane lowe interview ว่า เธอแต่งเพลงนี้ในตอนที่เธอกำลังมีความสัมพันธ์ โดยปกติแล้วมันควรจะเปี่ยมสุข แต่มันกลับทำให้เธอคิดมากและมีความสงสัยวนอยู่ในหัวเต็มไปหมด เป็น grey area ที่ไม่รู้ว่ามันควรจะรู้สึกสดใสหรือมืดมนดี
จะว่าไป the cure ดูเหมือนจงใจตั้งชื่อเพื่อทรีบิวท์วงร็อค-นิวเวฟในตำนานจากเกาะอังกฤษแบบตะโกน บอกคนฟังโต้งๆถึงหนึ่งในพลังอิทธิพลที่สุมอยู่ในอัลบั้มนี้ และนำมาซึ่งการได้ร่วมงานอย่างจริงจังกับท่าน Robert Smith ที่ให้เกียรติร่วมดูเอ็ทในเพลง what’s wrong with me ที่ฟังแล้วก็แอบเอ็นดูประหนึ่งพ่อปลอบประโลมลูกที่ไม่เป็นอันหลับอันนอนของคนมีความรักที่จู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีคนมาขี่คอ อีกทั้งการใส่ชื่อเพลง Just Like Heaven ลงในเนื้อเพลง drop dead ก็เป็น easter eggs อย่างนึงที่ชวนระลึกถึงอย่างไม่สงสัย
the cure จึงเป็นเพลงที่ค่อนข้างสำคัญที่สามารถบอกภาพรวมมู้ดแอนด์โทนของอัลบั้มที่หนีไม่พ้นม่านหมอก grey area ซิงเกิ้ลถัดมาอย่าง stupid song ก็เป็นตัวแทนของความพยายามจะเขียนเพลงรักให้ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่พอมองย้อนสิ่งที่ตัวเองได้แต่งไปแล้วก็แอบรู้สึกอับอาย หลายคนน่าจะเคยมีโมเมนต์แต่งกลอนหรือบทเพลงสารภาพรักใครซักคนแล้วดันกลัวเค้าจะไม่ชอบหรือรู้สึก cringe เลยไม่ส่งดีกว่า เลยกลายเป็นเพลงบอกรักที่ไม่บอกรัก แต่มัวดราม่ากับตัวเองนั่นแหละ
-ต่อให้เธอจะ frustrated กับการแต่งเพลงรักมากแค่ไหน แต่ก็ยังดีที่โหมดเพลงรักของเธอไม่ได้ออกมาหวานเลี่ยน overwhelm ทุกอย่างดูดีหรือง่ายไปหมดขนาดนั้นซะทีเดียว เฉกเช่น honeybee บัลลาดคลาสสิคเปียโนที่เอื้อนเอ่ยด้วยความกลัวว่า commitment นี้อาจจะแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังที่ทำให้เธอเจ็บ จนไม่กล้ามโนไปไกลถึงคู่ชีวิตได้เลย
-maggots for brains เป็นความลงแดงของคนคลั่งรักที่คิดถึงใครมากๆเมื่อไกลห่างจนไม่เป็นอันทำอะไร มาพร้อมกับท่อน bridge ที่เลิศเลยล่ะ u + me = ˂3 เพลง jangle pop หวานเย็นที่สุดในอัลบั้มนี้ที่ความคลั่งรักมันไปไกลจนมี puchline "Fuck it, whatever" เป็นความช่างแม่งทุกคำเตือนจากเพื่อนๆที่บอกตรงกันว่า “ค่อยเป็นค่อยไปเถอะมึง”
-พอเข้าสู่เพลง purple (อันเป็นแม่สีประจำจุดขายของเธอ) เป็นเหมือน warning sign ให้คนฟังพร้อมตั้งการ์ดเตรียมรับมือกับบทเพลงแห่งความผิดหวังในช่วงครึ่งหลังได้เลย จากความรักสีม่วงที่เคยผสมแดงกับน้ำเงินได้ กลับกลายเป็นสีดำในตอนท้ายเสียแล้ว
-บทเพลงแห่งความ drama และ hurtful นอกเหนือจาก the cure, what’s wrong with me ที่ได้หยิบยกมาพูดแล้ว สิ่งที่ผมชอบสำหรับโหมดเพลงฝันร้ายในครั้งนี้ก็คือ เธอไม่พยายามทำให้เพลงบัลลาดมันดูดราม่าจนเลี่ยนเป็นสูตรสำเร็จเกินไป เธอทำให้เพลงเหล่านั้นมีลูกเล่นอินดี้น่าฟังแล้วค่อยผูกใจเจ็บโดยไม่จำเป็นต้องเร่งโทนปรี๊ดแตกกันตั้งแต่เนิ่นๆ
-ดูอย่างเพลง begged เป็นอคลูสติคกีตาร์โปร่งที่ดูเหมือนเพลงธรรมดาทั่วๆไป แต่พอถึง verse 2 ที่พิเศษใส่ไข่ด้วยการแบ็คกราวนด์ประสานเสียง ช่วยทำให้เพลงดูรุ่มรวยและเปล่งประกายความพิเศษขึ้นมาทันที ไม่ได้ emotional แบนราบเป็นมิติเดียว less บัลลาดเปียโนที่ฟังดูเคลิ้บเคลิ้ม ไม่มีคอรัสเสริมเหมือนเพลง honeybee ก็สามารถตอกย้ำความเป็น one woman show ที่เล่นน้อยแต่บาดลึกเอาเรื่องอยู่
-ส่วนเพลงสุดท้ายอย่าง cigarette smoke ที่ร้อยเรียงวลีทองจากเพลงที่แล้วมา ประหนึ่งมัดรวมความทรงจำที่หอมหวานและขมขื่น แล้วบดขยี้ด้วยการตะโกนสุด emotional อันเป็นจุดไคล์แม็กซ์ซ้ำไปที่แผลสดของคนฟังเข้าไปอีก และ Outro ที่ค่อยๆเฟดไปกับความมืดมนจริงๆ
-ด้วยความที่อัลบั้มนี้ถูกออกแบบมาเป็น concept album อยู่แล้ว มันเลยทำให้เพลงโหมด punk สนุกๆอย่าง my way และ expectation กลายเป็นเพลงคั่นเวลาที่ไม่จักสำคัญขึ้นมาทันที เหมือนไฟท์บังคับที่ค่ายอยากให้ add เพลงสนุกๆไปงั้น
-โดยเฉพาะเพลง expectations ที่ดันเป็นแทร็ครองสุดท้าย make fun ไปกับ bad joke ที่ครั้งนึงเคยออกเดทไปเรื่อย แล้วไปดันเจอผู้ชายที่ชุบตัวเองด้วยโปรไฟล์ปลอมๆ เลยต้องตั้งมาตรฐานใหม่ แล้วจัดวางไปอยู่ในช่วงครึ่งหลังที่ปกคลุมด้วยดราม่าสุดตรอมตรมใจ จะให้คั่นด้วยความลั้ลลาแบบนี้ก็ดูทำให้ความเข้มข้นตกร่องพอสมควร
-ในด้านของโปรดักชั่น ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว มีแต่ความเพลิดเพลินไปกับเลเยอร์ที่พรั่งพรูขึ้น ยังคง catchy ด้วยสัมผัสป็อปที่พอประมาณอย่างไม่ยัดเยียด การผสมปนเปของอิทธิพลไล่ตั้งแต่ new wave ยุค 80 วง The Cure การแว้ดเสียงแบบ Avril Lavigne และ อิทธิพลซินธ์ป็อป Taylor Swift ยุค Lover กับ TTPD ปนกัน การ blend เหล่านี้ก็ไม่ทำให้ผมติดใจหรือกังขาอะไรเพิ่มเติมเลยด้วยซ้ำ ถือเป็นความก้าวหน้าที่มีแนวโน้มจะหลุดจากชิงช้าที่ไกวเปลไปมา กลายเป็นความพุ่งทะยานที่ดูมีความหวังสดใสน่าจับตามองกันยาวๆ
here’s to hoping
Top Tracks: drop dead, stupid song, maggots for brains, u + me = ˂3, the cure, begged, less, cigarette smoke
give 8/10
thx 4 readin’
see y’all
โฆษณา