28 มิ.ย. เวลา 05:58 • นิยาย เรื่องสั้น
กรุงเทพ Bangkok

2:

ทุกครั้งที่ดีใจมีความสุขเลยคือ ทุกวันที่กลับบ้านมาเรารู้เสมอมามีคุณยายรอเราอยู่ พร้อมกับให้คนจัดเตรียม อาหาร,ขนม และผลไม้ (ทุเรียนหมอนทอง) มันคือความสุขเล็กๆแต่อบอุ่นมาก ปลาทูทอดคือของโปรด เวลาทานก็จะมีคนคอยแกะให้คือแบบเป็นอะไรที่ดีมากไม่ต้องทำอะไรเลย ตัดภาพมาจำได้คือไปหาคุณยายที่ รพ.แม่พาไปเยี่ยมคุณยาย คือภาพวันนั้นยังคงอยู่ไม่เคยจางหาย แม้กระทั่งกลิ่นไข่ต้มฟองนั้นที่ปลอกให้คุณยาย แต่ยายบอกว่า: กินเลยลูกยายอิ่มแล้ว แล้วภาพก็ตัดไปที่หน้าลิฟท์
จนมีวันนึงเรากลับมาจากโรงเรียนอนุบาล ซึ่งเป็นวันเรียนจบพอดีก่อนจะปิดเทอม คือวันนั้นแปลกมากรู้สึกว่าบ้านเงียบผิดปกติ แต่ไม่ได้คิดอะไร เปิดรั้วบ้านเข้าไป แล้วแวะที่สวนหน้าบ้านที่ปลูกต้นเชอรี่ไว้ ไปเด็ดกิน (เชอรี่ไทย) ไม่รู้ว่าจักกันไหมน่ะ กินเสร็จก็เดินไปที่ประตูใหญ่ฝั่งทางเข้าห้องอาหารเล็ก เจอยายนอนอยู่ เราก็เรียกยายมากินข้าว แต่ตัวยายเย็นเลยปิดพัดลม
คือปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น เลยเอามืออังจมูก ไม่มีบม แต่ยังไม่รู้ว่าใช่รึเปล่าเพราะเป็นเด็ก เลยวิ่งไปข้างบ้าน ปีนบันไดตะโกนเรียกคุณป้าข้างบ้าน
ป้าเขาเป็นพยาบาลอยู่ที่ รพ.ในตัวเมืองบางบัวทอง พอเรายอกว่ายายไม่ตื่น แกรีบมาดูเลย แกเงียบไปพักนึง แล้วเรารู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างหลังเลยหันไปมอง เจอยายยืนอยู่ที่มุมเสาบ้าน ตรงจักรเย็บผ้าที่แกเคยใช้สมัยสาวๆ แกยืนยิ้มอยู่เราก็ยิ้มตอบปกติ แล้วหันกลับมา เอ้ามียายสองคนได้ไง เลยบอกป้าแกว่าเห็นยายยืนตรงนั้นเมื่อกี้ ป้าเลยพูดว่า ทำใจดีๆฟังป้านะลูก ยายเสียแล้ว *คำว่าเสียเราไม่เข้าใจเลย* ป้าเลยอธิบายว่า ยายแกไปสบายแล้ว หลับไม่ตื่น ไหว้ยายซะน่ะเดี๋ยวป้าโทรตามแม่ให้มาที่บ้าน เราก็ไหว้กราบยาย แล้วก็กอดหอมยาย
จนแม่กลับมาถึงบ้าน แม่ทิ้งของในมือทุกอย่าง หน้าแดงร้องไห้หนัก เราร้องตาม ป้าสองคน พี่ชาย พี่สาวมาหมด แล้วหันมาอีกทีคือตัวเรามาอยู่ที่บ้านตา ซึ่งเป็นตารอง ของตระกูลสายที่1
แกก็มานั่งคุยกับเราริมถนน นางเลิ้ง ตระกูลเรามาจากนางเลิ้ง ญาติหลายคนเลยยังอยู่ที่นั่นเยอะ จำได้ว่า ตายื่นน้ำสไบร์ทให้เราดื่ม รสชาติที่ไม่เคยลืม เป็นครั้งสุดท้ายคือเราดื่มน้ำสไปร์ท
เพราะเห็นทีไร จะคิดถึงยายมาก แล้วตาก็พาเราเข้าไปในวัดซึ่งเป็นวัดประจำตระกูล งานขาว-ดำจะจัดที่นี่หมดตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แม้กระทั้งตาทวด-ยายทวด ก็อยู่ที่วัดแห่งนี้ เราในคราบเณรยืนมองแม่ที่เศร้าเสียใจ น้ำตาอาบแก้ม ผอมลงทุกวันๆ เพราะเสียใจมาก จนวันเผาเราเดินจูงรถนาค แตะโลง แล้ววางดอกไม้จันทน์ ตัดมาอีกทีคือตอนเย็นเก็บอัฐิยาย เป็นเหตุการณแรกในชีวิตที่ทำให้เรารู้ว่า มีพบมีจาก แต่เราคิดว่ายายจะร้อนไหม ยายเจ็บรึเปล่าที่อยู่ในเตา ร้องไห้หนักเลยเรา ผ่านไปวันเดียวแม่ก็พาเราไปสัตหีบ โปรยอัฐิยายกลางทะเล
ถามแม่ว่ายายตะจมน้ำมั้ย หายใจออกรึเปล่า คือเป็นคำถามของเด็กไร้เดียงสาคนนึง ระหว่างที่ถามเราก็หันไปทองวิวทะเล เจอสิ่งมีชีวิตบางชนิด เลยบอกแม่ว่าแม่นั่นตัวอะไรแม่หัรไปแล้วถามว่า ไหนลูกไม่เห็นมีเลย แต่คือเราจำได้หมดเห็นเต็มสองตาว่าอยู่ในนั้าใกล้เรือพอสมควร ระยะประมาณ 1ลำเรือ เราก็โปรยต่อมองดูว่าจะลอยไปไหน แม่บอกว่ายายอยู่ที่นี่จะได้เย็นสบาย ครอบครัวเราต่อไปก็จะร่มเย็นเหมือนยายน่ะลูก เราพยักหน้าตอบ พอกลับมาถึงบ้านคือเหงาเลย ไม่มีคนรอเรากลับบ้าน ไม่มีคนให้เราคอยกอด คอยหอม ทุกวันเราจะไปนั่งพิงเตียง
ที่ยายนอนประจำ ทุกดีเทลจำได้หมด เป็นยายที่รักที่สุดในชีวิต ไม่เคยลืมจำได้กระทั่งเสียง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แม่ก็ค่อยๆเริ่มดีขึ้นจนผ่านไปสามเดือน แม่ก็ทำใจได้ แล้วแม่มาถามว่าที่ลูกบอกแม่คราวก่อนที่ไปส่งยายที่ทะเล เห็นอะไรไหนวาดให้แม่ดูหน่อย เราก็วาด คือเราเป็นคนชอบวาดภาพมาก ชอบศิลปะสีไม้ ก็วาดออกมาตามที่เห็นแล้วเอาให้แม่ดู แม่เงียบไปพักนึงแล้วแม่ก็จูงมือเราพาไปชั้น2ของบ้าน เดินเข้าห้องพระที่ยายสวดก่อนนอนทุกคืน แม่พาสวดมนต์ กับกรวดน้ำให้ยาย พอเสร็จทุกอย่างแม่ก็นำหีบใบนึงออกมาจากบนหิ้งพระ
แม่เปิดฝาแล้วถามว่าที่ลูกเห็นใช่สิ่งนี้ไหม เราตอบว่าใช่ แม่กอดเรา เราก็งงเลยว่าคืออะไร สิ่งที่เราเห็นในกล่องมันเป็นสีรุ้งคล้ายด้านในของเปลือกหอยนางรม คือเป็นสีเดียวและแบบเดียวกับที่เราเห็นที่ทะเลวันนั้น หลายวันผ่านไปเราไปเปิดกล่องสีมันค่อยๆจางลงไม่ทราบสาเหตุ จวบจนทุกวันนี้
ปล.บทความนี้เป็นเหตุการณ์จริงจากชีวิตข้าพเจ้าเอง
ทัศนะทอง
โฆษณา