28 มิ.ย. เวลา 13:35 • ศิลปะ & ออกแบบ

John Lautner (1911-1994)

จอห์น โลต์เนอร์ (John Lautner) มีแนวทางการออกแบบที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวล้ำจนเกือบจะกลายเป็นบทกวีทางเทคโนโลยี ในเมืองที่เขาเคยอ้างว่าทำให้เขาเกิดอาการป่วยไข้ทางร่างกายเมื่อแรกได้เจอ
หากพิจารณาจากปริมาณงานเขียนที่ได้รับการตีพิมพ์ ชื่อเสียงของ จอห์น โลต์เนอร์ (John Lautner) ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว แอนดรูว์ โฮลมส์ (Andrew Holmes) เป็นคนแรกที่ยื่นบทกวีเกี่ยวกับโลต์เนอร์ที่เขียนลงบนเศษกระดาษ A4 ให้ผมในบ่ายวันหนึ่งที่ AA ในช่วงต้นทศวรรษ 1990
หลังจากนั้นไม่นาน สำนักพิมพ์ Artemis ได้ตีพิมพ์หนังสือปกสีทองแดงเล่มหนาขนาดมหึมาน้ำหนักกว่าสองกิโลกรัมชื่อ John Lautner, Architect ในปีเดียวกับที่โลต์เนอร์เสียชีวิตด้วยวัย 83 ปี ต่อมาสำนักพิมพ์ Rizzoli ก็ได้จัดพิมพ์หนังสือวิชาการที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางของ แอลัน เฮสส์ (Alan Hess) ในปี 1999 และหนังสือระดับหรูเล่มล่าสุดอย่าง Between Earth and Heaven, The Architecture of John Lautner (จัดพิมพ์โดยแฮมเมอร์ ริซโซลี ในปี 2008) ก็มีความเข้มข้นในเชิงวิชาการมากขึ้น
เนื่องจากในปัจจุบันเรื่องราวของโลต์เนอร์ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งไปแล้ว มีทั้งการจัดตั้งมูลนิธิที่สถาบัน Getty การจัดงานฉลองครบรอบร้อยปีเกิด และงานประชุมเกี่ยวกับการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม เป็นต้น
คำอุทานว่า "คุณพระช่วย" (OMG) น่าจะเป็นคำอุทานที่สมเหตุสมผลเมื่อใครสักคนได้ไปพบเห็นอาคารของโลต์เนอร์โดยบังเอิญ หรือแม้กระทั่งการได้เห็นจากในหนังสือก็ตาม
อย่างไรก็ดี ผู้อ่านจำเป็นต้องก้าวเดินด้วยความระมัดระวังมากขึ้นเมื่อต้องท่องไปตามเนินเขาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในโลกของโลต์เนอร์ เพราะมันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเกิดความเข้าใจผิด คนบางกลุ่ม (รวมถึงตัวผมเอง) เคยเข้าใจว่าเขาเป็นบิดาแห่งสถาปัตยกรรมกูกี (Googie — สถาปัตยกรรมยุคอวกาศที่เน้นรูปทรงล้ำอนาคต) เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับการ์ตูนเรื่อง The Jetsons หรือเป็นผู้ออกแบบบ้านพักของเหล่าตัวร้ายในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
ดูเหมือนว่ารังลับของตัวร้ายในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ จะได้รับแรงบันดาลใจมาจากบ้านพักตากอากาศอันหรูหราแปลกตาซึ่งเป็นงานส่วนใหญ่ของเขา ซึ่งในตอนหลังผลลัพธ์นี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญและเป็นสิ่งที่มีความเหมาะสมในตัวมันเอง ทว่ามันก็ยังคงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
ในปัจจุบัน โลต์เนอร์ได้รับการยอมรับในฐานะนักออกแบบผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวล้ำเป็นหลัก ทว่า เอสเธอร์ แม็กคอย (Esther McCoy) เคยบรรยายถึงเขาไว้ว่าเป็น "นักเทคโนโลยีผู้สร้างบทกวี" (lyrical technologist) ในขณะที่ เรเนอร์ แบนแฮม (Reyner Banham) กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่าเขาเป็นคน "แปลกแยกไม่เหมือนใคร" (eccentric) ส่วนตัวผมเองเคยมองว่าเขาเป็นคน "หลุดโลก" (goofy)
บทกวีเกี่ยวกับโลต์เนอร์ (Lautner on Lautner) ชิ้นนั้น สามารถแสดงออกถึงความประชดประชันประชันชันและความเป็นนักอุดมคติไปพร้อม ๆ กันได้อย่างน่าทึ่ง สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ จอห์น โลต์เนอร์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อย่างแท้จริง เขาเป็นภาพจำของลอสแอนเจลิส ฮอลลีวูด มาลิบู และเบเวอร์ลีฮิลส์ ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของยอดเขา ชายฝั่งทะเลสาบ และร่มไม้ในหุบเขาอันเงียบสงบด้วยเช่นกัน
โลต์เนอร์เกลียดลอสแอนเจลิส เมืองนี้เคยทำให้เขาเกิดอาการป่วยไข้ทางร่างกาย แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นเมืองที่สร้างงานให้แก่เขา เหตุผลหลักเป็นเพราะกลุ่มลูกค้าของเขาก็รู้สึกเอือมระอาต่อเมืองนี้ไม่แพ้กัน บ้านที่เขาออกแบบจึงเป็นเสมือนพื้นที่แห่งการหลบหนีจากความเป็นจริง ทั้งในแง่ของกายภาพและในเชิงอุปมาอุปไมย ลูกค้าทุกคนต่างหลงรักงานสถาปัตยกรรมที่สั่งตัดพิเศษในแบบของโลต์เนอร์ เช่น ถ้อยคำพรรณนาอย่างปลาบปลื้มของ คุณนายซีเกล (Mrs. Segel) ที่มีต่อบ้านพักตากอากาศริมชายหาดของเธอ (มาลิบู ปี 1979) ว่า
“เราได้เต้นรำร่วมกันมาโดยตลอด... ตอนนี้ฉันสามารถยืนอยู่บนพื้นดินและโผบินไปในอากาศได้พร้อม ๆ กันแล้ว!”
เปลเปลอนของโลต์เนอร์ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลสาบซูพีเรีย (Lake Superior) เขาเติบโตมาอย่างทรหดท่ามกลางธรรมชาติ แนวคิด transcendentalism (คือขบวนการทางปรัชญา จิตวิญญาณ และวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1820 และ 1830 ในภูมิภาคนิวอิงแลนด์ของสหรัฐอเมริกา โดยมีแนวคิดหลักที่เน้นการค้นหาความจริงผ่าน "สัญชาตญาณ" และ "ประสบการณ์ส่วนบุคคล" มากกว่าการพึ่งพาตรรกะหรือสถาบันทางศาสนาเพียงอย่างเดียว*ผู้แปล)
ความลี้ลับทางจิตวิญญาณ (mysticism) การบ่มเพาะสัญชาตญาณและการหยั่งรู้ภายในตัวตน ความเป็นปัจเจกนิยมอย่างเข้มข้น (เปรียบเสมือนการอ่านปรัชญาของ แบร์กซง เป็นอาหารเช้า) ตลอดจนความเชื่อมั่นในสัจจะที่เผยออกมาผ่านกระบวนการลงมือทำ
เขาได้เข้ามาร่วมงานกับ แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ (Frank Lloyd Wright) ที่ทาไลซิน (Taliesin) ท่ามกลางความกังวลของภรรยาคนแรกว่าเขาอาจจะถูกครอบงำจนสูญเสียอัตลักษณ์ทางศิลปะของตัวเองไป
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เขากลับกลายเป็นหนึ่งในศิษย์เอกยุคแรก ๆ ที่สืบทอดเจตนารมณ์ของไรต์ได้อย่างเหนียวแน่นและยาวนานที่สุด ต่อมาเขาได้เดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกและทำงานคลาดเคลื่อนไปบ้างในโครงการบ้านสเตอร์เจส (Sturges House ปี 1939) ของไรต์ แต่ไม่นานนักเขาก็ตั้งหลักได้ เขาเคยเปิดสำนักงานร่วมกับหุ้นส่วนอยู่ช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนจะหนีตามกันไปกับภรรยาของหุ้นส่วนคนนั้น
ชีวิตการทำงานของเขามีทั้งช่วงที่รุ่งเรืองและตกต่ำ แต่ในที่สุดเขาก็ลงตัวกับเส้นทางอาชีพที่ขอเพียงแค่มี “ลูกค้าสองหรือสามรายต่อปีที่ต้องการสถาปัตยกรรมที่แท้จริง” ก็เพียงพอแล้ว ในวัย 70 ปี เขารับงานน้อยลง ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะงานเหล่านั้นล้วนเป็นผลงานระดับชิ้นโบแดง ในแง่ของรูปลักษณ์ งานของเขาในยุคนั้นอาจจะดูเหมือนเป็นร่องรอยที่ปูทางไปสู่กระแสงานออกแบบที่เน้นความโค้งมนลื่นไหลเกินพอดีในปัจจุบัน
ทว่าหากมองในภาพรวม เส้นทางแนวความคิดของเขาได้พัฒนาไปสู่ความหนักแน่นและมั่นคง จากการใช้โครงสร้างไม้เปลี่ยนไปสู่โครงสร้างคอนกรีต จากความเร่งรีบสู่ความเชื่องช้า และจากลักษณะของกระท่อมยุคดั้งเดิมคลี่คลายไปสู่สัจจะของถ้ำหิน
เขาเป็นชายร่างสูงที่มีมือขนาดใหญ่ ลักษณะการวาดแบบของเขาดูราวกับว่าเขาใช้กำปั้นตวัดลายเส้นลงไป และลายเซ็นของเขาก็มีลวดลายที่เด่นชัด ดุดัน และมั่นใจ เช่นเดียวกับอาคารที่เขาออกแบบ โลต์เนอร์ไม่เคยวิ่งหาแสงหรือพยายามเรียกร้องความสนใจจากสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาคารของเขาเริ่มได้รับความสนใจจากสาธารณชน
ดังนั้น ในขณะที่เขาเพลิดเพลินอยู่กับการผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างศิลปะงานไม้แบบพื้นบ้านอันดิบเท่เข้ากับความประณีตระดับคาร์เทียร์ (Cartier) จึงมีเพียงกลุ่มลูกค้าของเขา ผู้อ่านนิตยสารเพลย์บอย (Playboy) ผู้กำกับศิลป์ของฮอลลีวูด และนักวิชาการฝั่งตะวันตกบางกลุ่มเท่านั้นที่เข้าใจในตัวตนของเขาอย่างแท้จริง ทว่าในปัจจุบัน งานออกแบบของเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับโลก และกลายมาเป็นสุนทรียศาสตร์ที่เข้ากันได้อย่างลงตัวสำหรับศิลปินอย่าง สนูป ด็อกก์ (Snoop Dogg)
Chemosphere House (1960) ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเสาคอนกรีตสูง 30 ฟุต และต้องเข้าถึงด้วยรถรางไฟฟ้า จากถนนมัลฮอลแลนด์ ไดรฟ์ (Mulholland Drive) เคยได้รับการยกย่องจากสารานุกรมบริแทนนิกา (Encyclopaedia Britannica) ว่าเป็นบ้านที่ทันสมัยที่สุดในโลก ทว่าคำว่า "ออร์แกนิก" (organic หรือสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับธรรมชาติ) กลับเป็นคำที่ลอยเคว้งอยู่ราวกับภาพลวงตา
หากมองจากระยะไกลเราจะเห็นภาพนั้นชัดเจน แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ มันกลับเลือนหายไป และหากความออร์แกนิกนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจ (เนื่องจากงานของเขาถ่ายรูปขึ้นกล้องมาก) ในบางครั้งโลต์เนอร์ก็ก้าวล่วงไปถึงขั้นความงามที่น่าทึ่งและน่ายำเกรง เช่น Turner House (1982) ในเมืองแอสเพน ซึ่งเป็นโครงสร้าง shell ขนาดมหึมาที่ออกแบบให้แผ่นพื้นส่วนหนึ่งสามารถเหวี่ยงตัวยื่นออกไปเหนือลานหิมะได้
Marbrisa House ในเมืองอากาปุลโก ดูเหมือนจะไม่มีผนังเลย ส่วน Malibu Cliff House (1990) ก็มีรูปร่างคล้ายกับทากยักษ์ ซึ่งถ้าไม่มองในมุมนั้น มันก็ดูเหมือนสิ่งแปลกปลอมที่รุกล้ำเข้ามา พื้นที่ใช้สอยภายในดูเงอะงะ และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดี พื้นที่แบบนี้กลับเปิดทางให้สามารถติดตั้งกล้องและไฟกองถ่ายได้อย่างสบาย และปล่อยให้ตัวละครอย่าง แบมบี (Bambi) กับ ธัมเปอร์ (Thumper) ลงไปตีลังกาเล่นได้ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีประเด็นที่ย้อนแย้งตรงที่เรามักจะไม่ค่อยได้เห็นผู้คนอาศัยอยู่จริงในบ้านของโลต์เนอร์ (เมื่อดูจากในภาพถ่าย) งานของเขาช่างมหัศจรรย์ ทว่าในขณะเดียวกันก็อาจจะดูน่าเกรงขามจนเกินไป
ในภาพถ่ายเราจะเห็นทัศนียภาพ เส้นขอบฟ้า และภาพโคลสอัปของชะง่อนหิน แต่แง่มุมของการอยู่อาศัยในชีวิตประจำวันทั่วไปกลับดูเลือนลาง จึงไม่แปลกใจเลยที่บ้านเหล่านี้จะถูกมองว่าเป็นเหมือนฉากในโรงภาพยนตร์ที่มีศักยภาพรอการใช้งาน การเพิกเฉยต่อผืนดินและผืนฟ้าโดยมองพวกมันเป็นเพียงแค่ระดับของแสงสว่างในการถ่ายทำเช่นนี้ คงจะทำให้โลต์เนอร์รู้สึกโกรธจัด เพราะนั่นคือวิถีของโลกทุนนิยม หาใช่การหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติในแบบที่เราปรารถนาไม่
ในปัจจุบัน การแปรเปลี่ยนผลงานของเขาให้กลายเป็นสินค้าในเชิงพาณิชย์ยิ่งแย่ลงไปอีก งานของเขาถูกนำมาใช้เพื่อ "นิยามพื้นที่แห่งความหรูหราในชีวิต" และมอบ "เศษเสี้ยวของสรวงสวรรค์" ให้แก่ผู้ครอบครอง มันกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนด้วยความทะยานอยาก เป็นตัวแทนของดินแดนแห่งความฝันในแคลิฟอร์เนียที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโลต์เนอร์ไม่เคยคิดหรือไม่มีความทะยานอยากที่จะออกแบบบ้านเพื่อคนธรรมดาทั่วไป
ทว่านี่คือสถานการณ์ที่เขาต้องเผชิญ เขาทำงาออกแบบในลักษณะ "บริบทนิยมแบบกลับหัวกลับหาง" (inverted contextualism) ซึ่งในความจริงแล้วมันตอบสนองต่อบริบทอย่างลึกซึ้ง และท้ายที่สุด ทุกสิ่งก็ถูกดึงให้พังทลายลงมาสู่พื้นดินโดยฝีมือของโลกมายาฮอลลีวูด หรือที่โลต์เนอร์เรียกว่า "ฟลิกเกอร์แลนด์" (flickerland)
เราจะเห็นได้จากการที่ เมล กิ๊บสัน (Mel Gibson) ขับรถกระบะลาก Garcia House (1962) ให้ถล่มลงมาอย่างน่าตื่นตาตื่นใจในภาพยนตร์เรื่อง Lethal Weapon 2 ทั้งที่บ้านหลังนี้เดิมทีสร้างขึ้นให้กับนักดนตรีแจ๊สคนหนึ่ง แต่กลับถูกนำมาใช้เป็นบ้านของนักการทูตชาวแอฟริกาใต้ที่ลักลอบขนยาเสพติดได้อย่างมีเสน่ห์
หรือ Elrod House (ซึ่งเป็นสนามเด็กเล่นของแบมบีและธัมเปอร์) ก็ถูกใช้เป็นที่คุมขัง วิลลาร์ด ไวต์ (Willard Whyte) ในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ตอน 007 Diamonds are Forever ส่วน บ็อบ โฮป (Bob Hope) ก็เคย "อาศัย" อยู่ในสถานีแอตแลนติสของสตรอมเบิร์ก และตัวละครใน The Big Lebowski ก็ถูกมอมยาใน Sheats Goldstein house
นัยยะและความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมป็อปเหล่านี้ ย่อมสร้างความรำคาญใจให้แก่กลุ่มผู้ศรัทธาในตัวเขาอย่างแน่นอน โลต์เนอร์เป็นศูนย์รวมของความขัดแย้งหลักสองประการ ประการแรกคือ สถาปัตยกรรมโมเดิร์นอีกกระแสหนึ่ง ซึ่งก็คือสายออร์แกนิกนั้น
แม้จะไม่ได้คำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งานและการอยู่อาศัยจริงในความหมายที่กว้างที่สุด ทว่ามันกลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างยิ่งในแง่มุมอื่น และประการที่สองคือ แม้จะถูกตีตราว่าเป็นงานที่ "เหนือกาลเวลา" (timeless) แต่ก็ยากที่จะรู้ว่างานสถาปัตยกรรมเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนฟังก์ชันให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้อย่างไร
ในลอสแอนเจลิส เจ้าของบ้านคนใหม่ทุกคนมักจะมาพร้อมกับความต้องการที่จะปรับปรุงและรีโนเวทบ้านเสมอ ในขณะที่โลต์เนอร์มีความคิดเห็นเฉพาะตัวที่เข้มงวด (เช่น การไม่เชื่อในการแบ่งแยกพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว)
และในปัจจุบันเมื่อเขาได้ลาโลกไปแล้ว เรื่องราวของเขาจึงกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มของการยกย่องบูชาจนเกินงาม แม้ว่า ฌ็อง-หลุยส์ โคเอ็น(Jean-Louis Cohen) จะพยายามขยายขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์ให้กว้างขึ้น ทว่ามันกลับช่วยเตือนให้เราตระหนักโดยไม่ได้ตั้งใจว่า หากเรากำลังเปรียบเทียบกันด้วยคำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดแล้ว Canoas house (1953) ของ อุชกาฮ์ นีเอมาเยฮ์ (Oscar Niemeyer) นั้น ยังดูมีความละเอียดอ่อน เปี่ยมด้วยสุนทรียสัมผัส และมีความเบลอบางเบากว่าอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อพิจารณาดูแล้ว คำว่า "ภาพฝันจินตนาการ" (fantasy) กลับเป็นคำที่ผุดขึ้นมาในใจอย่างน่าอึดอัด ชายผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปฏิเสธการแปรสภาพสถาปัตยกรรมให้เป็นสินค้าพาณิชย์ บัดนี้กลับถูกทำให้กลายเป็นสินค้าเสียเอง เราพึงสังเกตว่าในปัจจุบันมีสถานปฏิบัติธรรมและพื้นที่หลบเร้นทางจิตวิญญาณในแคลิฟอร์เนียผุดขึ้นมามากยิ่งกว่ายุคไหน ๆ
เช่นนี้แล้ว โลต์เนอร์กลายเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมไปมากน้อยเพียงใด ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองเคยดึงดันและยึดมั่นในความเป็นปัจเจกส่วนตัวอย่างหัวชนฝา? ทว่าสิ่งที่แน่นอนคือ เขาเปรียบเสมือนภาคส่วนที่ดีที่สุดของ ฮาวเวิร์ด โรอาร์ก (Howard Roark — ตัวละครสถาปนิกผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใครในวรรณกรรม The Fountainhead) เขาเป็นสถาปนิกผู้ไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่สิ่งใด ทว่าไม่ได้รู้สึกจำเป็นที่จะต้องไปวางระเบิดทำลายกลุ่มอาคารพักอาศัยที่ยังคงใช้งานได้ดี
แต่เขาเลือกที่จะใช้ความเชี่ยวชาญอันเหนือชั้นพาทุกคนโผบินเข้าสู่ดินแดนแห่งความฝัน ด้วยการจัดฉากแสดงภาพลักษณ์อันหมดจดงดงามของความแท้จริง
ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่น่าดึงดูดใจหากเราจะมองโลต์เนอร์ผ่านเลนส์ของภาวะเหนือจริง ในฐานะสิ่งจำลองอันแจ่มชัดที่ "สมจริงเสียจนเกินกว่าจะเป็นความจริง" ไม่ว่าการต่อสู้ในชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร เขาก็ได้อยู่ในถูกที่ถูกเวลาเสมอ ในยุคสมัยที่สถาปัตยกรรมยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ในแง่ของจิตวิญญาณ และเป็นยุคที่พวกเรายังไม่ได้เริ่มถอดรหัสและบันทึกสัจธรรมขั้นรากฐานที่ซ่อนอยู่ในการ์ตูนอย่าง Bugs Bunny
ท้ายที่สุด เพื่อดึงพวกเรากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ถือเป็นผลประโยชน์อันมหาศาลของบรรดาสำนักพิมพ์และหอศิลป์ทั้งหลาย ที่บุคคลผู้เป็นหัวข้อในการจัดแสดงได้ล่วงลับไปแล้ว พร้อมกับทิ้งผลงานอันทรงคุณค่าเป็นชิ้นเป็นอันเอาไว้เบื้องหลังในตอนที่พวกเขาเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง และเนื่องจากโลต์เนอร์เป็นนักเก็บสะสมสิ่งต่าง ๆ ตัวยง ดังนั้น เราจึงสามารถตั้งตารอคอยการเปิดตัวนิทรรศการหรือหนังสือชุด The Genius of John Lautner ได้ในอีกไม่ช้านี้
ที่มา: The Architectural Review
John Lautner (1911-1994)
11 July 2013 By Paul Davies
โฆษณา