Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Supawan’s Colorful World
•
ติดตาม
29 มิ.ย. เวลา 02:47 • ท่องเที่ยว
Balkan ในความทรงจำ (03) .. Sopron: เข้าสู่หัวใจของเมือง จตุรัสแห่งโซโปรน
เราเดินลอดผ่าน The Loyal Gate เข้ามาสู่ใจกลางเมืองเก่า…
เพียงก้าวพ้นซุ้มประตู ความรู้สึกก็เหมือนกำลังเดินข้ามเส้นแบ่งของเวลา จากโลกภายนอกเข้าสู่เมืองที่ยังเก็บลมหายใจของอดีตเอาไว้แทบทุกตารางนิ้ว
ทางขวามือคือ ศาลากลางเมือง (Town Hall) อาคารสง่างามที่ทำหน้าที่ดูแลเมืองแห่งนี้มาหลายยุคสมัย
ใต้ซุ้มประตูทางเดินมีสุภาพบุรุษผู้หนึ่งยืนต้อนรับผู้มาเยือนด้วยสีหน้ายิ้มละมุน ราวกับกำลังกล่าวคำว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
ท่านคือ ดร. มิฮาย โชโปรนยี–ทูร์เนอร์ (Dr. Sopronyi–Thurner Mihály) ผู้ว่าราชการเมืองในตำนาน ผู้ดำรงตำแหน่งยาวนานระหว่างปี ค.ศ. 1918–1941 และเป็นบุคคลสำคัญที่นำพาเมืองผ่านเหตุการณ์ลงประชามติในปี ค.ศ. 1921 จนชาวเมืองพร้อมใจกันเลือกอยู่กับประเทศฮังการี เหตุการณ์เดียวกับที่ทำให้โชโปรนได้รับสมญานามว่า “เมืองแห่งความจงรักภักดี”
สิ่งที่ทำให้ฉันประทับใจ ไม่ใช่เพียงบทบาททางประวัติศาสตร์ของท่าน แต่คือเรื่องราวเล็ก ๆ ที่งดงาม…
แม้ท่านจะเกิดในครอบครัวชาวเยอรมันและใช้ชื่อ “มิฮาย ทูร์เนอร์” มาแต่เดิม แต่ด้วยความรักที่มีต่อเมืองแห่งนี้อย่างลึกซึ้ง ท่านจึงนำชื่อเมือง “โชโปรน” มาเติมไว้ในชื่อตนเอง กลายเป็น “โชโปรนยี–ทูร์เนอร์” ราวกับประกาศให้โลกรู้ว่า ชีวิตของท่านเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนี้อย่างแท้จริง
อนุสาวรีย์ทองสัมฤทธิ์ที่เห็นอยู่ตรงหน้า สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1996 ผลงานของประติมากร László Kutas เพื่อรำลึกถึงวันคล้ายวันเกิดครบ 120 ปีของท่าน
นักท่องเที่ยวแทบทุกคนจะหยุดยืนถ่ายภาพคู่กับผู้ว่าฯ ผู้เป็นที่รักของชาวเมือง และแน่นอน…พวกเราก็ไม่พลาดเช่นกัน
หอคอยที่เฝ้ามองเมืองมานานกว่าหลายศตวรรษ
หันมองไปทางซ้าย…
หอคอยสีเขียวพาสเทลสูงเด่นตระหง่าน คือ Firewatch Tower (Tűztorony) สัญลักษณ์ที่ทุกคนจดจำได้ทันทีเมื่อพูดถึงเมืองโชโปรน
หอคอยสูงราว 58 เมตรแห่งนี้ยืนหยัดอยู่ตรงนี้มาหลายร้อยปี ฐานหอสร้างบนซากกำแพงเมืองโรมันโบราณ ส่วนตัวหอคอยเป็นสถาปัตยกรรมยุคกลาง ก่อนจะได้รับการบูรณะในสมัยเรอเนสซองส์และบาโรก หลังเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1676
เมื่อมองขึ้นไปบนยอดหอ ฉันอดจินตนาการไม่ได้ว่า…
เมื่อหลายร้อยปีก่อน คงมีชายผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นทุกวัน คอยสอดส่องสายตาออกไปสุดขอบฟ้า มองหาเปลวไฟที่อาจกำลังลุกไหม้ มองหาศัตรูที่อาจกำลังเคลื่อนพล หรือแม้แต่กองเกวียนไวน์ที่กำลังเดินทางกลับเข้าสู่เมือง
กลางวันใช้ธงหลากสีส่งสัญญาณ…
กลางคืนใช้โคมไฟ…
และทุกช่วงเวลาจะมีเสียงแตรจากยอดหอ ลอยเหนือหลังคาเมือง บอกเวลาของผู้คนทั้งเมือง
ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นบันไดวนไปยังยอดหอ เพื่อชมวิวแบบ 360 องศา และในวันที่อากาศแจ่มใส ยังสามารถมองเห็นไปไกลถึงฝั่งออสเตรียได้อีกด้วย
ลานกว้าง…ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวใจของชีวิตทั้งเมือง
เมื่อเดินพ้นหอคอยออกมา เบื้องหน้าคือ จัตุรัสหลัก Fő tér
วันนี้…ผู้คนนั่งจิบกาแฟ พูดคุยกันอย่างสบาย ๆ เด็ก ๆ วิ่งเล่น นักท่องเที่ยวเดินถือกล้องถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลิน
แต่ถ้าหลับตาลงสักครู่…
ภาพเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
ลานแห่งนี้คงเต็มไปด้วยเสียงล้อเกวียนบดไปบนพื้นหิน เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้า กลิ่นขนมปังอบใหม่ลอยปะปนกับกลิ่นเครื่องเทศและไวน์
หญิงชาวเมืองในชุดพื้นเมืองกำลังเลือกผ้าผืนใหม่ เด็กน้อยวิ่งเล่นอยู่ข้างแผงผลไม้ ชาวนาเพิ่งเดินทางเข้ามาจากหมู่บ้านใกล้เคียงพร้อมตะกร้าผักสด ส่วนพ่อค้าไวน์ก็กำลังต่อรองราคากับนักเดินทางจากอีกเมืองหนึ่ง
ตึกสีเหลืองมัสตาร์ด สีพีช สีเขียวอ่อน และสีพาสเทลที่เรียงรายอยู่รอบจัตุรัส คงเคยเป็นฉากหลังของบทสนทนานับล้านประโยค รอยยิ้มนับไม่ถ้วน และเรื่องราวของผู้คนที่ผลัดเปลี่ยนกันใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้มาหลายศตวรรษ
โชโปรนโชคดีอย่างยิ่งที่แทบไม่ได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สอง
จึงไม่แปลกที่การเดินอยู่บนจัตุรัสแห่งนี้ จะให้ความรู้สึกราวกับเวลาเดินช้าลง…และอดีตยังคงอยู่ไม่ไกลจากปัจจุบันเลย
Goat Church…มากกว่าโบสถ์ แต่คือหัวใจของชุมชน
ทางด้านใต้ของจัตุรัส คือ Goat Church (Kecske-templom)
ชื่อ “โบสถ์แพะ” ฟังดูน่ารักกว่าที่คิด
ตำนานเล่าว่า มีคนเลี้ยงแพะพบขุมทรัพย์จากบริเวณที่แพะขุดดิน จึงนำทรัพย์สินทั้งหมดมาสร้างโบสถ์แห่งนี้ และมีการสลักรูปแพะไว้เป็นที่ระลึก จนกลายเป็นชื่อเรียกติดปากมาจนทุกวันนี้
เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าโบสถ์ แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองขึ้นไป…
สายตาจะถูกนำพาขึ้นสู่ยอดหอโดยแทบไม่รู้ตัว
ตั้งแต่ซุ้มประตูโค้งแหลม หน้าต่างทรงสูงที่เรียวยาว ปูนปั้นประดับช่องหน้าต่าง ลวดลายหินแกะสลัก และเส้นสายที่พุ่งทะยานขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ทุกองค์ประกอบล้วนทำหน้าที่เดียวกัน คือพาสายตาให้เคลื่อนสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดปลายยอดหอที่ธงกำลังโบกสะบัดอยู่เหนือท้องฟ้า
นี่คือเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมโกธิก…
ศิลปะที่ไม่ได้เพียงสร้างอาคารให้สูงใหญ่ แต่สร้าง “ความรู้สึก” ให้จิตใจของผู้ที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ค่อย ๆ ยกสูงขึ้นตามเส้นสายของอาคาร
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่า ความสูงเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออวดอำนาจ หากเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาของผู้คนในยุคนั้น ที่เชื่อว่าทุกเส้น ทุกยอด และทุกหน้าต่างที่พุ่งขึ้นสู่เบื้องบน คือการยื่นมือจากโลกมนุษย์ขึ้นไปหาพระผู้เป็นเจ้า
ธงที่ปลายยอดหอพลิ้วไหวอยู่ท่ามกลางสายลม…
หน้าต่างปลายแหลมรับแสงอาทิตย์ในยามบ่าย…
รายละเอียดของปูนปั้นและงานแกะสลักที่ยังคงงดงามแม้ผ่านเวลามาหลายร้อยปี ทำให้โบสถ์แพะแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงความยิ่งใหญ่ หากยังมีความสง่างามอย่างอ่อนโยน เป็นความงามที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ก็ทำให้ผู้มาเยือนเงยหน้ามองด้วยความชื่นชมได้อย่างเงียบ ๆ
แต่เมื่อยืนอยู่หน้าโบสถ์ ฉันกลับไม่ได้คิดถึงแพะเป็นอย่างแรก
ฉันนึกถึงวัดในวัยเด็ก…
นึกถึงวันที่เดินตามแม่เข้าวัดในเช้าวันพระ
สมัยนั้น วัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หากยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นที่ที่ผู้คนมาพบปะ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ แลกเปลี่ยนข่าวคราว รับรู้ความเคลื่อนไหวของหมู่บ้าน และบางครั้งก็เป็นเวทีของงานบุญ งานรื่นเริง หรือการพบปะของคนหลายรุ่น
โบสถ์แห่งนี้ก็คงเคยมีบทบาทเช่นเดียวกัน
ผู้คนไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อสวดภาวนา
แต่เพื่อพบกัน…
พูดคุยกัน…
แบ่งปันเรื่องราวของชีวิต
ศาสนสถานทุกแห่ง ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก ล้วนมีหน้าที่คล้ายกัน คือเป็นศูนย์รวมของศรัทธา และเป็นศูนย์รวมของผู้คน
เพียงแต่ผู้คนพูดกันคนละภาษาเท่านั้นเอง
เสาพระตรีเอกภาพ…ความหวังที่ถูกสลักไว้บนหิน
ใจกลางจัตุรัส อีกด้านหนึ่งของโบสถ์แพะ มีอนุสาวรีย์หินอ่อนสีขาวตั้งตระหง่านอยู่เหนือผู้คน ยอดเสาประดับรัศมีสีทองส่องประกายเมื่อแสงแดดตกกระทบ
นี่คือ เสาพระตรีเอกภาพ (Holy Trinity Statue)
หากเดินผ่านเพียงผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงงานประติมากรรมบาโรกที่งดงามอีกชิ้นหนึ่ง แต่แท้จริงแล้ว เสาต้นนี้คือบันทึกแห่งความทรงจำของทั้งเมือง
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 เมื่อกาฬโรคระบาดไปทั่วยุโรป เมืองโชโปรนก็ไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมเดียวกันได้ ผู้คนล้มตาย บ้านหลายหลังสูญเสียคนในครอบครัว และความหวาดกลัวปกคลุมไปทั่วเมือง
เมื่อโรคระบาดผ่านพ้นไป ชาวเมืองจึงร่วมกันสร้างเสาพระตรีเอกภาพขึ้น เพื่อขอบคุณพระเจ้าที่ทรงคุ้มครองให้ผู้คนที่เหลืออยู่สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง
ฉันชอบความคิดนี้…
แทนที่จะสร้างอนุสาวรีย์เพื่อจดจำความสูญเสีย พวกเขากลับเลือกสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อ “ขอบคุณ”
เป็นการขอบคุณสำหรับชีวิตที่ยังดำเนินต่อไป…
ขอบคุณที่ยังได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นอีกครั้ง…
และขอบคุณที่เมืองอันเป็นที่รักยังคงยืนหยัดอยู่
ไม่ใช่เฉพาะที่โชโปรนเท่านั้น หากเดินทางไปตามเมืองเก่าสำคัญในยุโรปกลาง เราจะพบเสาพระตรีเอกภาพลักษณะคล้ายกันอยู่เสมอ
แต่ละต้นล้วนเกิดขึ้นจากเหตุผลเดียวกัน คือการเปลี่ยนความทุกข์ครั้งใหญ่ของผู้คน ให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธา ความหวัง และการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิต
เมื่อมองย้อนกลับไปยังลานจัตุรัสที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ร้านค้า และผู้คนที่กำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่า…
บางครั้ง ความคึกคักของเมืองในวันนี้ อาจเป็นคำตอบที่งดงามที่สุดของคำอธิษฐานเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ความงดงาม…ที่คู่ควรกับพิธีอภิเษกของกษัตริย์
ภายในโบสถ์ คืออีกโลกหนึ่งที่แตกต่างจากภายนอกโดยสิ้นเชิง
เสาหินแบบโกธิกทอดตัวสูงขึ้นไปรับเพดานโค้งที่ดูราวกับไม่มีวันสิ้นสุด ขณะที่เครื่องตกแต่งแบบบาโรกซึ่งเพิ่มเติมเข้ามาในศตวรรษที่ 18 เติมความโอ่อ่า หรูหรา และความวิจิตรให้กับพื้นที่แห่งนี้อย่างงดงาม
แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านกระจกสี ค่อย ๆ แต่งแต้มลวดลายลงบนพื้นหินเก่าแก่ ทำให้บรรยากาศภายในดูสงบ แต่เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์
เมื่อเดินมองไปรอบ ๆ ก็ไม่ยากเลยที่จะเข้าใจว่า…
เหตุใดโบสถ์แห่งนี้จึงได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญของราชวงศ์ฮังการี
พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 3 ทรงได้รับการสวมมงกุฎที่นี่ในปี ค.ศ. 1625 และสมเด็จพระราชินีเอลิออโนเรแห่งพฟาลซ์–นอยบวร์กก็ทรงได้รับการสวมมงกุฎ ณ สถานที่เดียวกันในปี ค.ศ. 1681
เพียงยืนอยู่กลางโถงโบสถ์ แล้วปล่อยสายตามองขึ้นไปยังเพดานสูง…
เราก็สัมผัสได้ว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงโบสถ์ธรรมดา
แต่เป็นเวทีของประวัติศาสตร์ เป็นพื้นที่ซึ่งเคยรองรับทั้งเสียงสวด เสียงดนตรี เสียงระฆัง และก้าวเดินของกษัตริย์ พระราชินี และผู้คนอีกนับไม่ถ้วน
และนั่น…ก็เป็นอีกช่วงเวลาที่ทำให้ฉันยืนนิ่งอยู่นานกว่าที่ตั้งใจไว้
บันทึก
1
1
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย